เรียนชีวิต



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 29 มกราคม 2555

คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่า นักศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ผ่านการแข่งขันสอบเข้าเรียนในระดับประเทศมาแล้ว น่าจะเป็นคนที่เพียบพร้อมในคุณสมบัติ มีความเข้าใจและใช้หลักเหตุผลในการดำเนินชีวิต รวมทั้งมีโอกาสดีในการเลือกประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อ

แต่ความจริงที่เราพบในชั้นเรียนหนึ่งของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ในคณะและภาควิชาทางสายวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของประเทศไทยเรานั้น กลับสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดไว้นั้น สามารถเป็นจริงได้เพียงแค่ครึ่ง หรืออาจจะเพียงส่วนเดียว ส่วนที่วัดผลและแสดงได้ด้วยค่าคะแนนเท่านั้น

นักศึกษาเหล่านี้เกือบทั้งหมดล้วนเป็นผู้ที่มีสติปัญญา ต่เป็นความจริงอีกเช่นกันว่า เขาสามารถทำได้ดีเพียงการสอบผ่านไปตามระบบห้องเรียนเท่านั้น ส่วนการเรียนรู้ชีวิตนั้นกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สิ่งนี้อาจเป็นสภาพการณ์จริงที่เรารู้กันดี หรือว่าเราตกอยู่ในสภาพจำยอมเสียด้วยซ้ำ เพราะไม่เห็นว่าการเรียนที่ดีกว่านั้นจะเป็นไปได้อย่างไร แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในชั้นเรียนหนึ่ง ได้บอกเราว่ามันเป็นไปได้ อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ทว่ายิ่งใหญ่สำหรับการใช้ชีวิต

ดังเช่นนักศึกษาหญิงคนหนึ่ง เธอมีเกรดเฉลี่ยสะสมในระดับดีใช้ได้ ความประพฤติสุภาพเรียบร้อย แต่เธอพบว่า แม้ตัวเองจะจากบ้านต่างจังหวัดมาเรียนได้ไม่กี่ปี แต่กลับรู้สึกผูกพันกับถิ่นฐานบ้านเกิดน้อยลง ถึงแม้กลับบ้านเกิดก็ให้เวลาคุยกับคุณตาคุณยายเท่าที่จำเป็นเพราะที่ผ่านมาคุยกันไม่รู้เรื่องบ้าง รำคาญบ้าง ชั้นเรียนนี้ทำให้เธอกลับไปใช้เวลาฟังท่านทั้งสองอย่างเต็มใจและเต็มที่ เธอได้ความรักความเข้าใจกลับมา เพิ่งรู้และเข้าใจด้วยหัวใจ ว่าทั้งตาและยายได้ใช้ความพยายามมากเพียงไรในตลอดเวลาที่ผ่านมาเพื่อจะได้เข้าใกล้ และเข้าใจในตัวหลานสาว

นักศึกษาชายอีกคนหนึ่ง เขาเพิ่งค้นพบความสามารถพิเศษในตัวเอง ว่าความสัมพันธ์กับครอบครัวและคนรักนั้นดีขึ้น เบาสบายขึ้น และทำให้คนอื่นเข้าใจเขามากขึ้นได้ เพียงแค่เขากล้าเปิดเผยความรู้สึก และยอมให้ผู้อื่นรับรู้ จากเดิมที่ใช้เหตุผลยกมาอธิบาย แต่กลับปิดบังความรู้สึกเอาไว้ หลายครั้งที่ผ่านมา คนรักยอมรับในเหตุผลที่เขาใช้ แต่ไม่ได้ทำให้ทั้งคู่เข้าใจกันจริงๆ เมื่อเขาเผยความรู้สึกให้รับรู้นั้น เธอบอกเขาว่า การคุยกันครั้งล่าสุดแค่ชั่วโมงกว่าแต่เธอกลับได้รู้จักและเข้าใจเขาขึ้นอีกมากกว่าที่เคยเป็นมา

อีกกรณีหนึ่ง นักศึกษาชายผู้กำลังจะสำเร็จการศึกษา แต่ตัวเองกลับหมดความกระตือรือร้นสนใจในการศึกษาต่อระดับปริญญาโท ทั้งที่เคยชอบและศรัทธาในวิทยาศาสตร์มาตลอด ตอนนี้รู้สึกผิดหวังและเห็นว่ามันไม่สามารถให้ความเข้าใจในชีวิตของเขาได้ เขาเปิดเผยเรื่องนี้ในชั้นเรียน และเลือกเริ่มต้นใหม่ในเส้นทางที่แตกต่างเพื่อค้นหาตัวเองให้พบ รวมทั้งเสาะหาแรงบันดาลใจและศรัทธาที่หายไปให้กลับคืนมา

สามกรณีนี้กำลังบอกเราว่า ลำพังสถาบันการศึกษาหรือผลคะแนนไม่สามารถประกันได้เลยว่าจะทำให้คนๆ หนึ่งรู้จักและเข้าใจชีวิตของตนเอง การเรียนรู้ที่ยึดเกณฑ์วัดประเมิน มันไม่อาจสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างความรู้กับความรักได้

สิ่งที่เกิดขึ้นกับทั้งสามคนนี้มิได้เป็นความมหัศจรรย์ แต่ต้องใช้ความเข้าใจของทั้งผู้สอนและผู้เรียนร่วมกัน ว่ากล้าที่จะเรียนในแบบที่แตกต่างจากการทำตามๆ กันไป รวมถึงการใช้ทั้งสมองและหัวใจในการเรียนรู้ชีวิตไหม

เล่นสี



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 22 มกราคม 2555

“ใครไม่ได้จับสีมานานกว่าหนึ่งปีแล้วบ้าง?” นี่เป็นคำถามที่เรามักตั้งขึ้นหลังจบกิจกรรมวาดภาพศิลปะในการอบรมการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาศึกษา และเรามักพบว่าผู้เข้าร่วมจำนวนราว 30 คนนั้น มีเกินกว่าครึ่งที่ยกมืออย่างพร้อมเพรียงกัน ยิ่งกว่านั้นเมื่อถามว่า “แล้วคนที่ไม่ได้จับสีมานานเกินสิบปีล่ะ?” จำนวนมือที่ชูอยู่ก็ดูจะไม่ได้ลดลงสักเท่าไรเลย

ผู้เข้าร่วมหลายต่อหลายกลุ่มนี้ แม้อาจอยู่กันคนละแวดวง เช่น ราชการ เอกชน หรือกระทั่งเป็นครูอาจารย์ ต่างมีคุณลักษณะบางอย่างคล้ายกัน นั่นคือเป็นผู้มีวัยวุฒิ มีตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบสูง ยิ่งเป็นระดับผู้บริหารยิ่งมีโอกาสยกมือตอบรับต่อคำถามนี้มาก

เมื่อชวนซักถามพูดคุยกันต่อก็มักจะพบว่า สาเหตุที่ทำให้ไม่ได้หยิบสีมาระบายหรือวาดภาพอะไรเลยมาอย่างยาวนาน เป็นเพราะไม่มีเวลา และงานที่ทำอยู่ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลยกับศิลปะ น่าแปลกใจว่า แม้กระทั่งคนที่มีลูกวัยอนุบาลที่ได้จับสีขีดเขียนตลอดเวลา แต่ตัวเองกลับไม่เคยได้ลงไปวาดอะไรเล่นกับลูกเลย

ยิ่งสอบถามค้นกันให้ลึกลงไปอีก ยิ่งได้คำตอบที่ออกมาจากความคิดความรู้สึกภายในของแต่ละคนมากขึ้น จากคำตอบเดิมคือเรื่องเงื่อนไขเวลาและงานไม่เอื้ออำนวย มาเป็นความไม่ชอบส่วนตัว รู้สึกว่าตัวเองทำงานศิลปะได้ไม่ดี หรือแม้แต่เป็นคนวาดรูปไม่สวย ความรู้สึกเหล่านี้มักมีที่มาจากการเรียนในวัยเด็ก มีที่มาจากการถูกให้คะแนน ถูกประเมินฝีมือศิลปะโดยมีเกณฑ์สำหรับให้เกรด ถูกสอนจนเข้าใจไปว่าศิลปะเป็นงานขั้นสูงสำหรับผู้เชี่ยวชาญและมีพรสวรรค์เท่านั้น โดยไม่รู้ตัว เราจึงค่อยๆ ซึมซับรับเอาเรื่องในอดีตนี้มาสร้างเป็นตัวตนในปัจจุบันของเรา

กลายเป็นเราประเภทที่เชื่อว่า “เมื่อฉันวาดรูปไม่เก่งไม่สวย ฉันจึงไม่วาด ฉันจึงไม่ชอบศิลปะ และฉันถนัดทำอย่างอื่นได้ดีกว่า เก่งกว่า”
ความจริงแล้วมันไม่ผิดเลยที่เราจะคิดอย่างนี้ หรือเชื่ออย่างนี้ เพราะเราแบบนี้ก็ยังเติบโตมาและมีการมีงานอันมั่นคง ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ เพียงแต่การตัดศิลปะออกจากชีวิต มันจะทำให้เราเสียโอกาสการได้เข้าใจตัวเองไป และพลาดการใช้มันในฐานะเครื่องมือหรือวิธีการในการเรียนรู้ตัวเองไปอย่างน่าเสียดาย

โดยมากแล้วพวกเราที่มีตำแหน่งความรับผิดชอบสูง ต้องทำงานบริหาร เราต้องใช้การคิด การจดจำ และการวิเคราะห์ เป็นทักษะหลักในการทำงานและการเรียนรู้ อีกทั้งทักษะเหล่านี้ เราก็ได้ฝึกมามากแล้วในโรงเรียน ยิ่งระบบกวดวิชายิ่งหนัก ออกจะมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ ศิลปะจึงมาช่วยเปิดความสามารถอีกด้านของเรา ไม่ใช่เรื่องของความเก่งหรือเหนือกว่า แต่มันสร้างจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ การเปิดเผยอารมณ์ การเข้าใจและยอมรับความรู้สึก
บางคนพอมาเจอกิจกรรมให้จับสีเขียนภาพตามใจชอบ จึงรู้สึกเกร็ง กดดัน เพราะมีความคาดหวังในใจ พลอยไม่ได้พบอะไรนอกจากนี้ แต่บางคนได้ทำไปตามใจจริงๆ ก็สนุกไปกับสีได้โดยไม่รู้ตัว พร้อมกับเห็นว่าภาพที่วาดมันบอกอะไรในตัวเองออกมา

การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเราเองนั้น ต่างจากเรียนเฉพาะเรื่องที่มุ่งสู่ความชำนาญเฉพาะด้าน เพราะตัวเราไม่ได้มีมิติเดียวฉันใด การรู้จักเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริงยิ่งต้องอาศัยทักษะที่สมดุลรอบด้านฉันนั้น

ลองปล่อยวางความเชื่อเดิม และความคาดหวังเก่า ว่าศิลปะเป็นงานของศิลปิน หรือว่าศิลปะที่ดีจะต้องสวยแบบไหน ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ออกไปจากใจเสียก่อน แล้วอนุญาตให้เราได้สนุกเพลิดเพลินและเอาใจใส่กับสีและเส้น เหมือนเช่นที่เราเพลินในความคิด หรือสนุกในการวิเคราะห์ข้อมูล
เริ่มต้นด้วยการเปิดประตูที่เราเคยปิดไปแล้วในอดีตขึ้นมาใหม่ หมั่นสังเกตตัวเอง แล้วลองดูว่าประตูที่ชื่อศิลปะแบบเราสำหรับเราจะเปิดให้เราไปพบอะไรในตัวเราเองอีกบ้าง

โอกาสการเรียนรู้



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 8 มกราคม 2555
***ฉบับตีพิมพ์ได้ระบุชื่อผู้เขียนผิดพลาด***

ในการจัดอบรมหลายครั้ง มักมีเรื่องมาเล่ากันขำๆ ว่า บรรดาผู้บริหารองค์กรทั้งหลายอาจได้ชื่อว่าเป็นผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา ด้วยว่าแต่ละท่านต่างมีภารกิจการงานมาก กระทั่งไม่สามารถมาเข้าการฝึกอบรมในเรื่องที่ตนเองสนใจได้ บางคนถึงจะมาได้ ก็ต้องเดินเข้าเดินออกไปรับโทรศัพท์ ถึงปิดเครื่องไว้ยังมิวายมีเจ้าหน้าที่หอบเอกสารเป็นตั้งจากสำนักงานมาให้ลงนามถึงในห้องอบรมจนได้

เวลาจึงเป็นปัจจัยจำกัดสำคัญประการแรกที่เราทุกคนมีเท่ากัน สุดแท้แต่ใครจะจัดสรรโอกาสการเรียนรู้ให้แก่ตนเองได้มากน้อย แต่ลงท้ายเวลาที่ว่าก็ยังไม่เคยมาถึง งานอบรมหลายหลักสูตรหลายหนที่ได้ไป จึงมักเป็นงานที่จำเป็นต้องไป เพราะหัวหน้าสั่ง เพราะเป็นนโยบาย เพราะฝ่ายบริหารบุคคลจัดให้ หรือไม่ก็เพราะเป็นขั้นตอนวิธีทำงานใหม่ กลายเป็นว่าจำใจไป การเรียนรู้ที่ดีที่ย่อมเกิดขึ้นจากความสมัครใจ

ความตั้งใจจึงเป็นปัจจัยสำคัญประการที่สอง เป็นการตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพียงแค่พยายามตั้งใจเรียน เมื่อเริ่มที่ใจ ส่วนอื่นๆ ก็ตามมา สมองก็เปิดรับ ความคิดก็โลดแล่น ความตั้งใจนี้ยังอาจเรียกในชื่ออื่น หรือมีอีกหลายมิติ ในแง่หนึ่งคือความศรัทธาในการเรียน ความศรัทธาต่อตัวผู้สอน การตั้งใจมั่นที่จะแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง หากมีความตั้งใจเป็นฐานพลัง เราอาจเพิ่มโอกาสข้ามเงื่อนไขข้อจำกัดที่บอกตัวเองว่าเราไม่มีเวลาก็ได้

สิ่งสำคัญประการที่สามคือ กัลยาณมิตร อันเป็นบุคคลแวดล้อมเรา เขาควรเป็นกำลังหลักคอยตักเตือนให้เราไม่หลงทางสู่การทำลายทำร้ายตัวเอง กล้าสะท้อนให้เราเห็นตัวเองที่แท้เหมือนกระจกเงา และเขาควรทำหน้าที่ประหนึ่งน้ำเปล่าที่ดับกระหาย แต่ไม่ทำให้เราเสพติด ใครที่เอาแต่เยินยอหรือสอพลอเรา เขานั้นเป็นเหมือนน้ำหวานหรือสุรา ขาดเมื่อไหร่ก็กระวนกระวายใจไม่เป็นสุข ทั้งไม่ช่วยถนอมรักษาสุขภาพของตัวเราเลย

ปัจจัยช่วยให้เราได้มีโอกาสการเรียนรู้เข้าใจตัวเอง เท่าทันต่ออคติในใจ ละวางอัตตาและลดละกิเลสได้ ย่อมไม่ได้มีเพียงสามสิ่งนี้เท่านั้น แต่มักจะพบว่าการอบรมใดก็ตามที่ผู้เข้าร่วมต่างมาด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ พร้อมให้เวลาเต็มที่ และมีเพื่อนร่วมอบรมที่สนับสนุนการเรียนรู้ไปด้วยกันนั้น มักเป็นการอบรมที่รับประกันได้ว่าจะเกิดประโยชน์อันสูงสุดต่อทุกคน แต่โอกาสดังว่าก็ใช่จะจำกัดแค่ในห้องอบรมหรือห้องเรียน แม้ในชีวิตประจำวัน เราก็หมั่นหาโอกาสของการเรียนรู้ได้

ทั้งการให้เวลา มีความตั้งใจ และได้กัลยาณมิตร สามสิ่งนี้ทำให้เราเปิดโอกาสการเรียนรู้ได้ในทุกๆ วัน เหมือนการตั้งเข็มทิศให้ถูกทาง มีคนคอยประคับประคองหรือช่วยชี้นำทางบ้าง และให้เวลาแก่การเดินทางนี้อย่างเต็มที่ เราก็จะมีสายตาใหม่ให้แก่เหตุการณ์ที่เหมือนจะซ้ำๆ คล้ายๆ กัน ว่ามันย้อนกลับมาให้เราได้เห็นตัวเอง เห็นรูปแบบความคิดการกระทำเดิมๆ ที่เราทำจนเป็นนิสัย และมันได้ปิดกั้นเราจากการไปให้ไกลกว่าที่เป็นอยู่อย่างไร

นักศึกษาชายคนหนึ่งไม่เคยสนใจหมาแมว และเลี่ยงหนีทันทีที่พบ แต่เมื่อได้แลกเปลี่ยนกับเพื่อนจึงเห็นว่านี่ต้องมีประเด็นอะไรสักอย่างแน่ เขาจึงให้เวลาตัวเอง หาโอกาสยอมไปเป็นอาสาสมัครดูแลสุนัขและแมวจรจัด จนกระทั่งพบว่าตัวเองยื่นมือไปลูบหัว และยิ้มให้มันโดยเขาไม่ทันคิด เหมือนได้มิตรภาพใหม่ ได้เห็นโลกอีกใบ และเพิ่มความเป็นไปได้ใหม่ให้ตัวเอง

การเรียนรู้เกิดขึ้นกับเราได้ทุกขณะ และสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้ ขึ้นอยู่ที่ว่าเราพร้อมเปิดโอกาสให้แก่ตัวเองเพียงไร

งานนอกงานใน



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 25 ธันวาคม 2554
***ฉบับตีพิมพ์ได้ระบุชื่อผู้เขียนผิดพลาด***

งานอาสาสมัครสามารถเป็นหนึ่งในกระบวนการพัฒนาจิตใจได้ ในเวลาเดียวกันยังเป็นทั้งการฝึกทักษะการทำงานและการสื่อสารอีกด้วย แต่โดยมากเรามักมองผิวเผินและเห็นแต่เพียงเรื่องการลงแรงทำงาน การระดมพลในงานที่เร่งด่วนและขาดแคลนคนทำงาน หรือเป็นเพียงเรื่องงานเฉพาะหน้าตามความสนใจของคนที่พอจะปลีกเวลาจากภารกิจหลักของชีวิตได้

ในจิตตปัญญาศึกษาใช้คำเรียกขานที่ขับเน้นประเด็นมากขึ้นว่า 'จิตอาสา' เพื่อย้ำว่ากิจกรรมอาสาสมัครสามารถเป็นกระบวนการเรียนรู้ตนเองสู่การพัฒนาจิตวิญญาณ ได้มากเทียบเท่ากับกระบวนการอื่น ไม่ว่าจะเป็นจิตตศิลป์ สุนทรียสนทนา หรือการบริหารกายบริหารจิต ซึ่งต่างเป็นเครื่องมือหรือการปฏิบัติ (Practices) อันมีจุดเน้นและคุณลักษณะที่เหมาะสมสอดคล้องกับบุคคลและสถานการณ์เงื่อนไขต่างกันไป

ส่วนที่เห็นได้ชัดเจนจากรูปแบบกิจกรรมคือ มีการจัดเตรียมความพร้อมของใจก่อนทำงาน ให้มีความคาดหวังที่ถูกต้อง ไม่มุ่งเพียงผลลัพธ์ของงาน และเปิดใจรับไม่ว่าจะเกิดอะไรที่ขัดใจหรือกระทบกระเทือนใจในระหว่างงาน

การสะท้อนประสบการณ์หลังเสร็จสิ้นงานแล้วก็สำคัญเทียบเท่ากัน โดยดำเนินไปอย่างผ่อนคลาย ไม่ยึดถือคำตอบอะไรในใจเอาไว้ล่วงหน้า สิ่งที่สะท้อนนั้นเป็นได้ทั้งการเล่าเรื่อง การเผยความรู้สึก และบทเรียนจากการตกผลึกในใจของแต่ละคน ช่วงของการสะท้อนบทเรียนอาสาสมัครเป็นเสมือนการเสริมแรงการเรียนรู้ให้แก่กันและกัน

บางคนมีฐานการเรียนรู้ทางกายที่เด่น พร่องในทางอารมณ์จิตใจ ก็จะได้เปิดการเรียนรู้ของตนมากจากประสบการณ์ภายในจิตใจของเพื่อนที่เผยมาเป็นอารมณ์ความรู้สึก

องค์ประกอบสำคัญอีกส่วนคือผู้ดูแลกระบวนการ นอกจากจะเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในเนื้องาน สามารถให้คำแนะนำในทางเทคนิควิธีทำงาน รวมทั้งจัดการให้งานเสร็จลุล่วงแล้ว ยังเป็นผู้มีความคาดหวังที่ไปไกลกว่าเพียงผลลัพธ์ของงาน หากรวมถึงทำให้อาสาสมัครได้ชื่นชมตนเองและชื่นชมกันแม้ว่างานนั้นอาจจะไม่เกิดผลลัพธ์ตามตั้งใจ

ผู้ดูแลกระบวนการในมิติหนึ่งคือเป็นกัลยาณมิตรในการเรียนรู้ของอาสาสมัคร เป็นผู้ดูแลสมดุลของกระบวนการ ไม่ให้เป็นเพียงกิจกรรมสนุกสนาน ไม่ประคบประหงมจนไม่เกิดประสบการณ์ และไม่เข้มงวดจนมุ่งที่ความสำเร็จของผลงานจนละเลยคนทำงาน ตัวผู้ดูแลกระบวนการเองยังต้องดูแลสมดุลในใจตนด้วย และนี่อาจเป็นบทบาทที่ยากที่สุดของการจัดกระบวนการจิตอาสา

แต่ทั้งตัวกระบวนการและกัลยาณมิตรนั้นยังเป็นเพียงส่วนประกอบภายนอกของการเรียนรู้งานอาสา ตัวเราเองในฐานะอาสาสมัครจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุด อาสาสมัครเกือบทั้งหมดมีจุดตั้งต้นที่ความตั้งใจดี มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าจะช่วยคนอื่น ทว่าแรงแห่งความตั้งใจดีนี้มักจะมาพร้อมกับความเชื่อของเรา ความคิด และวิธีการของเรา หากไม่เท่าทันมันเสียแล้ว เราจะมาทำงานอาสาด้วยวิธีการของเราเอง แม้ว่ามันจะเป็นวิธีการที่ดีมีประสิทธิภาพกว่า แต่ว่ามันคือกำแพงที่ปิดกั้นไม่ให้เราได้เข้าถึงงานอาสาสมัครในฐานะกระบวนการจิตอาสา

ดังมีผู้กล่าวไว้มากมายหลายแห่งและหลายครั้งว่า งานอาสายิ่งทำยิ่งได้ลดละอัตตา ลดความเป็นตัวตน ลดความเชื่อที่ตัวเรายึดถือ แต่ลำพังตัวกระบวนการที่ออกแบบและจัดการมาเป็นอย่างดี รวมทั้งผู้ดูแลกระบวนการที่มีประสบการณ์ ก็ยังไม่สามารถเอื้อให้เราได้ไปพบคุณค่าภายในของงานอาสาสมัครได้
องค์ประกอบส่วนสำคัญยังต้องเป็นการทำงานภายใน จัดการดูแลใจไปพร้อมกับทำงานภายนอก

ซึ่งยากจะมีใครจัดให้ได้ ถ้าไม่เริ่มที่ตัวเอง

สื่อสารสองคม



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 18 ธันวาคม 2554
***ฉบับตีพิมพ์ได้ระบุชื่อผู้เขียนผิดพลาด***

“บางครั้งรู้สึกว่า Facebook เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนขัดแย้งกันมากขึ้นหรือเปล่า ด้านหนึ่ง ก็ดี ทำให้ได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างเสรี ได้พูดได้บอกสิ่งที่อยากบอกแต่ไม่เคยได้บอกในชีวิตจริง (ซึ่งนี่คือ เสน่ห์ของ FB) แต่อีกด้าน ก็ส่งผลให้กระตุ้นอารมณ์กันไปกันมา (ง่ายๆ) เหมือนกัน โดยเฉพาะอารมณ์ที่เรียกว่า น้ำโห (ซึ่งน่ากลัวกว่าน้ำท่วม)

ฝั่งที่คิดไปในทางเดียวกัน ก็จะกระตุ้นน้ำโห ทางเดียวกัน แต่ถ้าคิดไม่เหมือนกัน ก็จะกระตุ้นน้ำโห ต่อกัน ใส่กัน เพราะข้อมูลมาเร็ว ง่าย และเยอะมาก จังหวะที่จะกระตุ้นอารมณ์กัน ก็เร็ว ง่าย และเยอะขึ้นมาก เช่นกัน

ดังนั้น อย่าว่าแต่คนไม่รู้จักจะหมางใจกันได้เลย คนที่เป็นเพื่อนรักกัน ยังเกิดความรู้สึกแหม่งๆ ต่อกัน และกลายเป็นหมางใจกันไปได้ก็มี Facebook เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ และมีเสน่ห์มาก (ได้ทั้งข้อมูล ความสัมพันธ์ และความสนุก) แต่อีกด้าน อย่างที่บอกไปแล้วค่ะ ว่าทำให้เกิดความรู้สึก ร้าวราน ร้าวฉาน ได้ง่ายๆเหมือนกันค่ะ”


เพื่อนคนหนึ่งในเครือข่ายสังคมออนไลน์เขียนข้อความนี้ไว้ ในระหว่างสถานการณ์อุทกภัยใหญ่ของประเทศ เป็นช่วงเวลาที่ทัศนคติหลากหลายปรากฏให้ได้อ่านกันจนลายตา เช่นเดียวกับคนไทยจำนวนมากที่หันเข้าหาอินเตอร์เน็ต ใช้เป็นแหล่งข่าวและเป็นช่องทางติดต่อสื่อสารส่งข่าวกัน

ขณะเดียวกันก็กลายเป็นพื้นที่ปะทะกันได้อย่างง่ายดาย นอกจากความเครียดที่สะสมกันมา ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะผู้ประสบภัย หรือกำลังตกใจว่าภัยจะมาถึงบ้านตนหรือเปล่า ยังมีเรื่องความเห็นต่างทางการเมืองซึ่งถูกจุดประเด็นขึ้นมาเมื่อไหร่ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาเมื่อนั้น

เพื่อนหลายคนเลยเข้ามาเขียนปลอบใจ ให้กำลังใจ หลายคนก็เห็นด้วยว่าลำพังการพูดคุยแบบเห็นหน้าเห็นตาแม้ในเรื่องที่เห็นแตกต่างก็ยังไม่ใช่ง่าย พอกลายเป็นการคุยผ่านตัวอักษร มิหนำซ้ำยังผ่านหน้าจอที่พิมพ์ข้อความไม่กี่คำก็สามารถไปปรากฏให้คนอีกจำนวนมากได้เห็นกันอย่างทันที

การสื่อสารที่ผู้คนไม่อยู่ในภาวะผ่อนคลายและเปิดรับความเห็น จึงเป็นอันตรายก่อให้เกิดความเครียดได้มากพอกับให้ความบันเทิงใจ อีกทั้งเงื่อนไขกติกาการสื่อสารแบบออนไลน์เองก็จำกัด เราไม่สามารถเห็นสีหน้าแววตา และมักไม่อาจรู้เรื่องราวแวดล้อมในข้อความที่เขาเขียนได้ การสื่อสารนี้จึงมีทั้งความเร็วและความแรง ไม่แตกต่างจากละครที่ดึงอารมณ์ของเราให้ไปสุดทาง ทำให้ชอบมาก ทำให้เกลียดมาก ยิ่งกว่านั้นคือเราแต่ละคนต่างกำลังเล่นเป็นตัวละครในเรื่องเสียเอง

ความพอเหมาะพอดีของการสนทนาที่เอื้อให้เกิดบรรยากาศของความเข้าใจ มากกว่ามุ่งไปหาข้อสรุป จึงเป็นลักษณะกติกาพื้นฐานที่ควรให้ความสำคัญ ดังในทุกกิจกรรมของการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาศึกษา ไม่ว่าจะสุนทรียสนทนา หรือการสื่อสารอย่างสันติ การพูดคุยต้องอยู่ในภาวะที่ทุกคนมีเวลาให้กันและกันอย่างเพียงพอ และใกล้กันถึงขั้นมองเห็นสีหน้าแววตา ตลอดจนน้ำเสียงของเพื่อนร่วมวงได้ ยิ่งเราไม่มุ่งไปสู่การหาข้อสรุป ความเห็นของแต่ละคนยิ่งถูกเปิดเผย และถูกได้ยินมากขึ้น เป็นการจัดสภาพแวดล้อมของการพูดคุยที่เอื้อให้เรามีสมดุลของการสื่อสาร

แต่ส่วนสำคัญนั้นยังเป็นคุณภาพข้างในตัวของผู้ร่วมวงคุย เพราะแม้จะมีผู้ดูแลการสนทนา คอยเตือนหรือแนะนำวิธีการ ก็ยังไม่ได้ผลเท่ากับที่ต่างคนต่างพยายามฝึกฝนตนเอง ฝึกให้ไวต่ออารมณ์ที่แกว่ง ไวต่อความพอใจความขัดใจ บรรยากาศหรือใครภายนอกที่เอื้อให้เกิดความสมดุลไหนก็ยังไม่เท่ากับสมดุลภายในที่ใจของเราเอง ใครฝึกมากก็กลับไปหาตรงกลางที่พอเหมาะพองามได้ไว เห็นใจที่ไหวไปของตนง่ายขึ้น

Facebook อาจเป็นของมีคมดังว่า เป็นมีดดาบประหัตประหารกัน แต่ถ้ามือที่ถือไว้มีใจใสกระจ่างและหนักแน่น มันก็เป็นได้ทั้งวัชระที่ตัดฝ่ามายาการ ให้เราเข้าถึงความเป็นธรรมดาธรรมชาติของตัวเรา