Showing posts with label reflection. Show all posts
Showing posts with label reflection. Show all posts

ความเป็นไปได้ใหม่



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 26 ธันวาคม 2553

เช้าวันนี้ผมเห็นเขาเดินกะเผลก จากปกติที่เขามักนั่งมองเราทานมื้อเช้าและส่งเสียงร้องเรียก ก็กลับไปนั่งหมอบหลบมุม แม้จะยังกินอาหารที่เทให้แต่ก็ดูระแวดระวังตัวมาก ทำให้ผมรู้สึกกังวลและค่อนข้างไม่สบายใจ พลอยฟุ้งซ่านหลงคิดไปพักหนึ่งว่าเขาทะเลาะกับแมวอื่น หรือถูกตีเพราะย่องไปคาบปลาบ้านใกล้เคียงหรือเปล่า ด้วยความที่เลี้ยงเขาไว้นอกบ้าน จะปีนป่ายเดินเล่นไหนก็ได้ตามใจ

ลองนึกทบทวนแล้วผมยังแปลกใจตัวเองที่ห่วงแมวได้เพียงนี้ ย้อนไปราวสามสี่ปีก่อนหน้า ทัศนคติที่ผมมีต่อสัตว์เลี้ยงต่างจากนี้ ตัวโปรดประจำใจของผมมาโดยตลอดคือ หมา และหมาเท่านั้น ผมว่าหมาช่างมีข้อดีมากมายกว่าสัตว์เลี้ยงอื่น โดยเฉพาะแมว แม้ปัจจุบันผมจะไม่ได้มีเพื่อนสี่ขาขยันเห่าในครอบครองเหมือนเมื่อสมัยเป็นเด็ก แต่ยังประทับใจในความสัตย์ซื่อ เปิดเผย อดทน และไว้ใจได้ของเขาตลอดมา ขณะที่แมวเห็นจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม ดูเย่อหยิ่ง เก็บตัว และเอาแต่ใจตัวเอง

จนกระทั่งวันที่มีแม่แมวคาบลูกน้อยตัวเล็กสองตัวมาที่รั้วบ้าน แม้เราจะไม่อยากได้แต่ก็สงสาร ผลัดกันคลุกข้าวกับปลา หมั่นให้อาหารอยู่เสมอ จนลูกแมวโตขึ้นมากและแม่แมวก็จากไป ไม่มาอาศัยประจำบ้านอีก ส่วนลูกแมวสองตัวก็พำนักถาวร พร้อมเปลี่ยนจากหลบๆ ซ่อนๆ เข้ามาเคล้าเคลีย ส่งเสียงร้อง และหงายท้องยอมให้ลูบเล่นแต่โดยดี

ชัดเจนมาก ว่าผมใช้เวลากับเขาไปไม่น้อย ยามว่างผมนั่งในบ้านก็เพลินกับการดูเขานอนในท่าทางน่าขัน สังเกตการเติบโตและเป็นอยู่ของเขาในระยะประชิด อย่างเนิ่นนานมากขึ้น ผมได้เห็นและสัมผัสเขา ได้ใช้ประสบการณ์กับแมวจริงตรงหน้า ไม่ใช่แมวในความคิดนึกทึกทักเอาเองเหมือนก่อน

นึกถึงกระบวนการจิตตปัญญาศึกษาที่ผมมักแนะนำผู้เข้าร่วมการอบรมว่า ขอให้เราพยายามออกจากร่องความเคยชินเดิมๆ เพื่อเปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ อีกมากมายให้กับชีวิต ทว่าผมยังไม่เคยยกตัวอย่างสัตว์เลี้ยงเช่นแมวที่เรารู้จักดี อาจจะเป็นเพียงแมวในข้อมูลความจำ เป็นแมวของประสบการณ์เก่าที่เราเอามาใช้คาดการณ์แมวจริง จนเคยชินเป็นนิสัย

กระทั่งเรามักจะหลงเชื่อไปว่านี่แหละขอบเขตความเป็นตัวเรา อะไรที่เราเห็นและอะไรที่เราทำได้ และแล้วเราจึงได้จำกัดโอกาสความเป็นไปได้ให้ตัวเองไว้เพียงแค่นั้น จำกัดเรื่องราวและบุคคลอื่นในชีวิตเราไว้เท่านั้น

ประสบการณ์ว่าด้วยแมวได้สะท้อนให้ผมเห็นตัวช่วยดึงเราออกจากร่องความเคยชินได้ สองสิ่งนั้นคือ ระยะทาง และระยะเวลา เดิมผมคิดตัดสินไว้ในใจว่าแมวเย่อหยิ่งเอาแต่ใจ ผมจึงไม่คิดจะเอาตัวเข้าใกล้ ไม่เคยได้สังเกตมองเขาเป็นเวลานานกว่าวินาที เรียกว่าเห็นผ่านตาเท่านั้น เมื่อระยะระหว่างผมกับเขาหดสั้นลง และเวลาของเราเพิ่มมากขึ้น เดี๋ยวนี้ผมบอกได้เลยว่าเขาทั้งสองมีนิสัยบุคลิกความชอบผิดแผกกันอย่างไร ผมแปลกใจในคุณภาพการสังเกตนี้มาก

แต่อัศจรรย์ใจยิ่งกว่าที่พบว่า เรื่องราวนี้คือสิ่งเดียวกันกับการเปิดความเป็นไปได้ใหม่ให้ตัวเอง การสร้างความสามารถมองเห็นความงามในของเดิมที่เคยชิงชัง และการเข้าอกเข้าใจคนอื่นผู้ที่ชอบไม่เหมือนเรา ผมเห็นแมวไม่เหมือนเดิม และกลายเป็นว่าผมก็มองคนรักแมวเปลี่ยนไป ไม่ใช่คนลักษณะเดิมอีกต่อไป

อาจเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปในชีวิต ที่เรามักห่างเหินกัน ให้เวลากันเท่าที่จำเป็น แต่มันทำให้เราเห็นแค่สิ่งที่ตัวเราอยากจะเห็น เป็นไปได้ไหมว่า เราจะใช้เวลาให้กันนานขึ้น และใกล้กันมากขึ้น เพื่อให้เราได้เห็นอะไรต่างไป และนำเอาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในฐานะของขวัญที่ไม่ธรรมดาให้แก่ชีวิตเราเอง

เดินทางชีวิต



คอลัมน์ จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน 2553

เมื่อหลายเดือนก่อน ผมเดินทางออกจากเกียวโตเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นไปยังมหานครโตเกียวด้วยรถไฟชินคังเซน นับว่าประหยัดเวลาและได้ชมทิวทัศน์ระหว่างทางไปด้วย จุดหมายของพวกเรานักท่องเที่ยวคือโตเกียว แต่เรายังมีเป้าหมายคือการได้ชมภูเขาไฟฟูจิในระหว่างทางที่รถไฟวิ่งผ่าน ถึงจะออกจากสถานีเกียวโตมาไม่นานและเหลือระยะทางอีกไม่น้อยกว่าจะผ่านจุดที่ชมภูเขาไฟฟูจิได้ แต่เราก็มักเหลียวมองออกไปทางหน้าต่างด้านซ้ายอยู่เสมอ

รถไฟหัวกระสุนที่ว่าเร็ว ยังเร่งได้ไม่ไวเท่าใจของเราเลย

กระทั่งผ่านเขาไปหลายลูก ผ่านอาคารบ้านเรือนไปจำนวนมาก เราจึงแลเห็นภูเขาไฟฟูจิขนาดใหญ่จากระยะไกลลิบ พร้อมกันนั้นต่างคนพากันหยิบฉวยกล้องถ่ายรูปมาจับภาพภูมิทัศน์นี้ไว้ เพราะมีโอกาสแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นจึงจะได้ชมความงามของธรรมชาตินี้ แม้เมื่อรถไฟวิ่งผ่านไปได้พักใหญ่ เรายังแลกผลัดกันชมภาพถ่ายของภูเขาลูกนี้กัน

จนบทสนทนาว่าด้วยกล้องใครถ่ายภาพได้งามกว่ากันและความตื่นเต้นค่อยคลายลง หลายคนยังคงเพลิดเพลินกับทิวทัศน์นอกหน้าต่าง ผิดกันตรงที่คราวนี้เราสังเกตเห็นอะไรมากไปกว่าเดิม

เราเห็นภูเขาและอาคารที่อยู่ไกลได้มากและนานกว่าที่อยู่ใกล้ บ้านหลายหลังริมทางที่ดูน่ารักน่าสนใจกลายเป็นภาพที่ผ่านมาให้เห็นเพียงพริบตา กว่าบางคนจะชี้ชวนให้คนอื่นหันไปชมความงามในจุดเล็กๆ นั้นได้ รถไฟก็เคลื่อนตัวออกมาไกลจากจุดเดิมที่จะมองเห็นไปมากแล้ว ต่อเมื่อรถไฟชะลอตัวเข้าเทียบชานชาลาแต่ละสถานี เราถึงมีเวลาค่อยๆ เฝ้ามองดูผู้คนและบ้านเรือน และพบว่าเป็นภาพงดงามน่าสนใจไม่แพ้ภูเขาไฟเลย

เห็นภาพเด็กนักเรียนมัธยมญี่ปุ่นแล้วทำให้นึกถึงการเรียนของพวกเราที่ต้องเร่งเก็บเกี่ยวเนื้อหาและสอบให้ผ่านเพื่อมุ่งสู่จุดหมายการได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ

การทุ่มเทเอาใจใส่และเร่งกวดติววิชาเพื่อให้ได้ไปมหาวิทยาลัยภูเขาไฟฟูจิจะทำให้ช่วงชีวิตวัยเรียนอันอุดมไปด้วยโอกาสการได้รู้จักรู้ใจตนและบทเรียนนานาในวัยรุ่นผ่านพ้นไปไวเกินหรือเปล่าหนอ

เห็นภาพพนักงานบริษัทใส่สูทเดินกึ่งวิ่งไปให้ทันทำงานแล้วคิดถึงชีวิตการงานในเมืองใหญ่ของเราอย่างรีบเร่งเป็นรถไฟชินคังเซนที่มุ่งสร้างผลงานวิ่งไปสู่ความสำเร็จและผลตอบแทนก้อนใหญ่นั้น

เราพากันเร่งรีบเกินไปจนไม่ทันได้ดูแลความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน และเผลอเรอละเลยความห่วงใยของครอบครัวและคนใกล้ตัวไปบ้างหรือเปล่าหนอ

ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิต ทุกเส้นทางเหล่านี้สำหรับเราแต่ละคนล้วนมีเป้าหมายสำคัญต่างกันไป พวกเราอาจเลือกใช้เส้นทางอันรวดเร็วเพื่อให้ได้ชื่นชมความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ก็ได้ แต่นั่นย่อมมิใช่เส้นทางเดียวที่เรามีและเลือกได้ คงน่าเสียดายยิ่งนักถ้าเราไม่เคยได้ลองเปลี่ยนรางให้ช้าลงบ้างในบางขณะบางช่วงจังหวะชีวิต ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของคนรอบข้าง ให้ความใส่ใจกับงานประจำวัน

เรามีสิทธิใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปตามรายทางตลอดเส้นทางสู่จุดหมายของเราเสมอ

มื้อเย็น



คอลัมน์ จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม 2553

ผมเลิกทานอาหารมื้อเย็นมาจนบัดนี้ขึ้นปีที่ 3 แล้ว แม้แรงบันดาลใจและแรงกระตุ้นให้ปฏิบัติตัวเช่นนี้จะเกิดจากการได้เห็นบุคคลผู้กระทำตนเป็นแบบอย่าง และด้วยความเห็นชอบจากครูบาอาจารย์ก็ตาม กระนั้นผมยังถือว่าตนเองไม่ได้ถือศีล 8 ในข้อวิกาลโภชนา อาจเพราะเกรงถูกมองว่าพยายามทำตัวธรรมะธัมโมก็เป็นได้

ตลอดช่วงที่ผ่านมามีคนจำนวนมากแสดงความห่วงใยด้วยท่าทีต่างๆ นานา อาทิ ทักว่าผอมเกินไปแล้ว ทานน้อยจะไม่แข็งแรง หรือกระทั่งหวังดีชี้ชวนให้ทานผลไม้ทดแทนอาหาร ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มาจากสมมติฐานว่ามื้อเย็นนั้นเป็นสิ่งจำเป็นหรือเป็นสิ่งสามัญธรรมดาในวิถีชีวิตคน

จากมุมมองส่วนบุคคลของคนที่มีประสบการณ์ตรงในการงดมื้อเย็นมาช่วงเวลาหนึ่ง ผมกลับเห็นว่าตนเองได้ประโยชน์หลายประการจากการปฏิบัติตัวเช่นนี้

ประการแรก การทานอาหารสองมื้อทำให้ผมเอาใจใส่กับคุณภาพของการรับประทานอาหารแต่ละมื้อมากขึ้น ถ้ามื้อเช้ามีผักน้อยก็พยายามชดเชยในมื้อกลางวัน การทานอาหารให้ตรงเวลาก็เป็นสิ่งสำคัญ ทำให้ไม่ควรตื่นสายและไม่สามารถผัดผ่อนรวบอาหารเช้าและกลางวันเป็นมื้อเดียวกันได้

ประโยชน์ในประการต่อมาคือทำให้ผมประหยัดค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกันก็ไม่บริโภคล้นเกินความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะมื้อเย็นอันเป็นมื้อที่มักมีปริมาณมาก และหลายครั้งก็เป็นมื้อของการสังสรรค์ที่เรารับประทานกันมากกว่าวันปรกติทั่วไปด้วย

หากมีงานเลี้ยงสังสรรค์เช่นงานเลี้ยงสมรส ผมยังยินดีไปร่วมโต๊ะอาหารแต่ไม่ร่วมรับประทาน การงดมื้อเย็นจึงไม่ได้ปิดกั้นโอกาสในการรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น ผมกลับมีเวลาคุณภาพที่จะได้ฟังและให้ความสนใจเพื่อนคู่สนทนามากขึ้น ด้วยไม่ต้องพะวงกับการกินของตนเอง นี่ก็อาจนับเป็นอีกประการหนึ่ง

ประโยชน์ประการสำคัญที่ผมได้รับจากการงดมื้อเย็น คือได้สร้างโอกาสให้ผมฝึกรู้เนื้อรู้ตัวและฝึกสติได้บ่อยขึ้น เพราะการงดมื้ออาหารที่เคยทานมาแต่เล็กจนโต ไม่ได้หมายความว่าผมจะเลิกรู้สึกอยากอาหาร หรือไม่เกิดอาการหิว โดยเฉพาะยามเห็นคนอื่นทานอาหารหน้าตาดีมีกลิ่นเย้ายวนบนโต๊ะจัดเลี้ยง

ความรู้สึกอยากลิ้มชิมรสและน้ำลายสอยังเกิดขึ้นบ้าง แต่มันสร้างความทุกข์ทรมานและรำคาญใจได้น้อยลงมาก ใช่ว่าเพราะผมพยายามบังคับใจหรือต้องใช้ความอดทนอดกลั้น แต่แค่เป็นชั่วขณะที่ได้สังเกตตัวเองห่างๆ แล้ววางอาการอยากลงก่อนที่จะเผลอและหลงเอามันมาเป็นสาระสำคัญของใจ ประเดี๋ยวเดียวอาการกายและอาการใจก็หายไปปลิดทิ้ง

แน่นอนว่าความตั้งใจงดมื้อเย็นคงเป็นไปไม่ได้ถ้าผมไร้ซึ่งครอบครัวและเพื่อนผู้เป็นกัลยาณมิตรที่เข้าใจและสนับสนุน เขาเหล่านี้ได้ให้สิ่งดีที่สุดแก่ผมมา นั่นคือการยอมรับในการตัดสินใจของผมและไม่เคยทำให้ผมรู้สึกว่ามันเป็นความผิดปรกติที่ควรแก้ไข

สิ่งจำเป็นหลายอย่างในชีวิตเราอาจเป็นเช่นมื้อเย็นก็ได้ หากไม่ได้ใช้ตัวเองไปทดลองปฏิบัติอย่างมุ่งมั่น พร้อมกับได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากคนรอบข้าง เราคงไม่มีวันได้สลายมายาการม่านบังตาและถูกตัวเองหลอกร่ำไปว่ามันคือสิ่งจำเป็นอันขาดเสียมิได้ในชีวิต

หากถูกคนอื่นมองว่าผมพยายามทำตัวธรรมะธรรมโมแล้วไง? อาจเป็นแค่อีกโจทย์ของผมเหมือนเรื่องมื้อเย็นก็เป็นไปได้

ในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน

หลายสัปดาห์และหลายวันที่ผ่านมามีโอกาสทำให้ได้หยิบหนังสือ'ธรรมชาติของสรรพสิ่ง'และ'ให้ความรักก่อนให้ความรู้'ขึ้นมาอ่าน พ้นจากหน้าหนังสือก็พบว่าข่าวเรื่องการชุมนุมและการประท้วงรัฐบาลมาปะทะอย่างจัง มันทำให้้ย้อนกลับไปคิดถึงความรู้สึกแรกๆ ที่เคยเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นข่าวอะไรก็ตาม
  • โกรธ ทำไมถึงทำอย่างนี้กับคนไม่มีอาวุธ
  • สงสัย เขามากันด้วยเจตนาบรสุทธิ์จริงหรือไม่ว่าเสื้อสีไหน
  • กังวล การเดินทางของเราล่ะจะได้รับผลกระทบหรือเปล่า
  • แค้น คนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทำไมถึงไม่เห็นแก่ส่วนรวม
  • ฯลฯ

แต่พอมีสติ ค่อยๆ ลำดับความคิด มองภาพ มองคน มองเรื่องด้วยสายตาต่างกันไปหลายมุม การเห็นที่มาที่ไปและความซับซ้อนก็สอนเราได้ดี ความปั่นป่วนมันเกิดขึ้นมาที่ใจของตัวเราเองไม่ใช่หรือ หลวงพี่ไพศาลท่านเขียนบทความจิตวิวัฒน์ไว้ว่า "ธรรมชาติแวดล้อมวิกฤตก็เพราะธรรมชาติภายในของผู้คนเสียสมดุล" และแน่นอนว่าคงไม่สามารถทำให้ผู้คนทุกผู้มีภายในที่สมดุลได้ทั้งหมดทันทีทันใด แต่ก็ไม่ควรสิ้นหวังไม่ใช่หรือ

ขอให้ความรู้สึกเข้าใจนี้กลับมาหาบ่อยๆ จะได้ช่วยเตือนให้ระลึกและรู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น ทันก่อนจะจมลงในห้วงของความรู้สึก

คนละข้างเดียวกัน

หลายเดือนผ่านมาแล้ว บทสนทนาในครอบครัวหนึ่งต้องยุติลงกลางคัน เพราะว่าลูกสาวเอ่ยปากอย่างสุดจะทนว่าบ้านเราไม่มีใครชอบ"มัน"หรอก มีแต่พ่อคนเดียวนั่นแหละ นับตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา ฝ่ายพ่อก็ดูจะพูดเรื่องการเมืองน้อยลงกับลูกๆ ทีท่าในการโพล่งความเห็นขณะดูทีวีก็มีความระวังตัวมากขึ้น ลูกๆ ก็เกร็ง เกรงว่าตัวเองจะหลุดปากลุแก่โทสะขึ้นมาถ้าทนไม่ได้

หลายเดือนยิ่งขึ้นไปอีก ข่าวที่มีประปรายบนหน้าหนังสือพิมพ์ คือข่าวเพื่อนฝูงในวงเหล้าบันดาลโทสะ ทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ชีวิต สาเหตุเพราะโต้เถียงกันเรื่องการเมือง ต่างคนต่างยกข้อเสียของกลุ่มการเมืองที่ตนไม่เห็นด้วยมาตำหนิ ลงเอยด้วยการเสียเลือดเนื้อ

ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนกลับต้องระวังตัวในการคุยผ่านอีเมลมากขึ้น ที่มาของเรื่องเพราะผ่านการคุยเรื่องการเมืองมาหลายสัปดาห์ ส่วนที่เห็นต่างกันมีมากแต่ก็คุยได้บนฐานความเชื่อว่าเราหวังดีต่อกัน อยากให้เพื่อนได้ข้อมูล ได้รับรู้สิ่งที่เราเชื่อมั่น ทว่าไม่นานมานี้ก็เป็นอันต้องเลิกคุยกันชั่วคราว หาเรื่องอื่นมาคุยกันแทน เพราะเกิดความรู้สึกว่าเพื่อนคนอื่นดูหมิ่นดูแคลนตัวเองที่เห็นตรงกันข้าม

แตกแยกและแตกต่างกันได้ถึงเพียงนี้หนอ

อะไรทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและเพื่อนปริแยกไปจนถึงขั้นขาดจากกันได้
และในทางกลับกัน อะไรทำให้สายสัมพันธ์นั้นคงอยู่ร่วมกันต่อไปได้

ความรักและปรารถนาดีต่ออีกฝ่ายอาจจะไม่จำเป็นต้องให้เขาเชื่อเหมือนเรา
แต่แน่นอนเช่นกันว่า เราก็จะไม่เพิกเฉยละเลยการแสดงความเชื่อของเราเช่นกัน

ทีนี้ก็อาจจะเหลือแค่ ความเชื่อของต่างคนจะไม่ปักใจว่าความเชื่อที่มีดีกว่าความเชื่ออื่น

และอาจจะเหลือแค่ผู้นำที่แท้
ที่หมั่นชี้ให้เห็นถึงอนาคตซึ่งเรามีร่วมกัน
ที่เผยให้เราเห็นว่าทุกความเชื่อมีปลายทางเดียวกัน

ไม่ใช่ผู้นำที่ทำให้เราต้องเลือกข้าง

ความเข้าใจ ความกล้าหาญ และสถานการณ์ในร้านตัดผม

หลายเดือนที่แล้วผมไปร้านตัดผมเจ้าประจำ พบว่ามีลูกค้ารายอื่นรออยู่ก่อนหน้าก็ไม่น้อย ช่างที่ตัดให้กันเป็นประจำบอกว่านอกจากจะมีลูกค้าที่กำลังให้บริการอยู่ ยังมีอีกคน เป็นคิวต่อไป หลังจากผมตกลงใจนั่งรออยู่พักใหญ่จนคิวแรกตัดผมเสร็จ ช่างก็เรียกน้องนักเรียนม.ปลายที่เป็นคิวก่อนหน้าด้วยท่าทางสนิทสนม เข้าใจว่าคงเป็นเพื่อนบ้านที่คุนเคยกันดี แต่แทนที่หนุ่มน้อยคนนี้จะไปนั่งที่เก้าอี้ เขากลับบอกปฏิเสธเบาๆ ทำท่าบุ้ยใบ้มาที่ผม ช่างบอกว่า "งั้นให้พี่เขาก่อนนะ" พร้อมพยักเพยิดเชิญผมเข้าประจำที่

ผมรู้สึกดีใจขึ้นมาก่อนความรู้สึกอื่นใด แล้วค่อยคิดว่าอยากจะขอบคุณน้องผู้เสียสละคิวให้ด้วย ในเวลานั้น เขาก็หยิบโทรศัพท์ออกมารับสายและเดินไปมาเข้าออกบริเวณประตูหน้าร้าน ระหว่างที่ผมนั่งรับบริการตัดผมอย่างเพลิดเพลินไปแล้วสักพัก หญิงคนหนึ่งก็เดินเข้าร้านมาอย่างคุ้นเคยสถานที่ พร้อมเอ่ยปากพูดกับน้องม.ปลายว่า "มึงไปมัวทำอะไรอยู่ แทนที่จะรีบมาตัดผม เอาเวลาไปทำอะไร"

ผมสรุปจากบทสนทนาได้ว่าเขาเป็นแม่ลูกกัน เพราะจากสรรพนามที่เธอใช้และท่าทีที่โต้ตอบแต่น้อยของเขา "กูเห็นไอ้พวกนั้นมันไปป้อผู้หญิงอยู่ วันๆ ไม่ทำห่าอะไร" เธอติอย่างไม่ไว้หน้า "เพื่อนก็ส่วนเพื่อนดิ คนละคนกัน" เขาแย้งไมเต็มเสียง "มึงไม่ต้องมาเถียงเลย มีหน้าที่ฟังก็ฟัง กูพูดอะไรึงต้องเชื่อ" คราวนี้การสนทนาส่วนใหญ่ออกมาจากเธอฝ่ายเดียว พร้อมกับท่าทีที่ดูเบื่อโลกมากขึ้นไปอีกของเขา ผมคิดขึ้นมาทันทีว่าเยาวชนจะเติบโตอย่างสมบูรณ์และงดงามได้อย่างไรถ้าได้รับการเพาะชำอย่างรุนแรงและขาดความเข้าอกเข้าใจอย่างนี้

เวลานั้นผมก็เสร็จธุระบนเก้าอี้ตัดผมพอดี ระหว่างที่ส่งเงินให้ช่าง ตาก็อดเหลือบมองสองคนนี้ไม่ได้ ส่วนใจนั้นดิ่งไปที่ทั้งคู่แล้ว อยากเข้าไปบอกพี่สาวคนนั้นเหลือเกินว่า "พี่ครับ ลูกชายของพี่เป็นคนมีน้ำใจมากครับ เขาสละคิวให้ผมได้ตัดก่อน พี่ภูมิในตัวเขาได้เลยครับ" แต่ผมกลับยืนรอรับเงินทอน เก็บกระเป๋าแล้วเดินออกจากร้านไป ไม่มีแม้คำขอบคุณที่อยากจะเอ่ยบอกน้องเขา

ระหว่างเดินมาขึ้นรถ ความคิดมันแวบตั้งคำถามขึ้นมาว่า อะไรนะที่มายับยั้งไม่ให้ผมทำในสิ่งที่ผมคิด ผมกลัวหรือเปล่า? ผมกลัวว่าผลที่ได้รับจากการพูดจะออกมาไม่สวยงาม กลัวจะเจอใบหน้าบึ้งตึงแทนรอยยิ้มใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นผมคาดหวังผลที่จะได้รับจากการทำของตัวเองน่ะสิ ไม่เพียงคาดหวังแค่นั้น ผมยังทำให้สิ่งที่คาดเอาไว้เป็นจริงขึ้นมา เป็นจริงเป็นจังว่ามันจะเกิดขึ้นแน่ๆ ผมถึงเลือกที่จะไม่พูด แม้ใจจะคิด

ถ้าอย่างนั้นจะต่างอะไรกันกับผู้เป็นแม่ที่เห็นและเชื่ออย่างสนิทใจว่าลูกชายวัยมัธยมปลายของตนทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพาย แม้ใจธอจะอยากให้เขาเป็นคนดีและเชื่อฟัง แต่เพราะเธอเชื่ออย่างนั้นจนมันเป็นจริงขึ้นในความคิด สิ่งที่เกิดขึ้นคือเธอได้ตัดสินโทษและปิดกั้นโอกาสที่เขาจะได้ให้ความจริงด้านอื่นๆ ของชีวิตปรากฏแก่สายตาเธอ

บางทีเขาอาจจะต้องการความกล้าหาญในการสื่อสารอย่างเหมาะสม บางทีผมอาจจะต้องการความกล้าหาญในการสื่อสารสิ่งที่มั่นใจว่าดี บางทีเราต่างก็ต้องการความเข้าใจจากกันและกันว่าเราล้วนแล้วแต่ปรารถนาดีต่อกัน บางทีหรือว่าทุกที? ที่เราต่างต้องการจากกันและกัน

เรารู้อะไร?

คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ฉบับวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๐


เมื่อราว ๓ ปีก่อน สมาชิกกลุ่มจิตวิวัฒน์ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันถึงความเป็นไปได้ที่จะผลักดันให้มี “จิตวิวัฒน์ศึกษา” ขึ้นในการศึกษาระบบอุดมศึกษา ด้วยว่าการศึกษาในปัจจุบันนั้นมุ่งเน้นการสอนเนื้อหาวิชาให้แก่ผู้เรียนเป็นหลัก แต่ไม่ได้เป็นเงื่อนไขปัจจัยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกและยกระดับจิตใจ บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาออกไปสู่สังคมการทำงานจึงมีแต่ความรู้ทางเทคนิคในศาสตร์ต่างๆ ทว่าไม่อาจรู้จักและเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง รวมทั้งไม่เห็นความเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวของตนกับสรรพสิ่ง

ต่อมาแนวคิดนี้จึงได้ก่อเป็นรูปธรรม โดยศูนย์จิตตปัญญาศึกษาถูกริเริ่มจัดตั้งขึ้นที่มหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อไม่นานมานี้ และคำว่า “จิตตปัญญาศึกษา” เองก็เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น เพราะไม่เพียงแต่เป็นที่สนใจในประเทศเท่านั้น หากยังเป็นกระแสความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของวงการศึกษาทั่วโลก ในชื่อต่างๆ อาทิ Contemplative Education หรือ Holistic Education

กระนั้นก็ตาม ผู้ทำงานผลักดันขับเคลื่อนเรื่องนี้ยังคงได้รับคำถามอยู่เนืองๆ เป็นต้นว่า จิตตปัญญาศึกษาคืออะไร บ้างก็เข้าใจไปว่าเป็นการศึกษาว่าด้วยการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมให้แก่ผู้เรียน โดยมีรูปแบบกระบวนการเป็นการประยุกต์ปฏิบัติตามแนวพระพุทธศาสนา เช่น จัดให้นักศึกษาได้นั่งสมาธิ หรือส่งไปปฏิบัติธรรมยังวัดและสถานฝึกอบรมต่างๆ

ทว่า มีคำถามหนึ่งซึ่งผู้เขียนพบว่ายังติดค้างอยู่ในใจ และตระหนักเห็นว่ามีประเด็นสำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือคำถามว่า จิตตปัญญาศึกษานั้น “เรียนอะไร?” และต้องศึกษา “วิชาอะไร” บ้าง?

เพราะฉับพลันทันทีที่ได้ยินคำถามนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปฏิกิริยาในทันใดมักกลายเป็นเรื่องที่บอกเล่าออกมาผ่าน ความทรงจำ ของผู้เขียน ไม่ว่าจะคำตอบจะบอกว่า เป็นการเรียนที่ไม่ได้มุ่งวิชาอย่างดิ่งเดี่ยว แต่น้อมนำเอาวิชาเข้ามาสู่ใจ หรือจะให้คำตอบว่า เป็นการเรียนเพื่อให้เข้าใจตนเองด้วยการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลังจากได้เรียนรู้มากยิ่งขึ้น กลับพบว่าคำตอบทั้งหมดนี้แม้จะมีส่วนถูกต้อง แต่ไม่ถึงขั้นออกมาจากใจและกลั่นออกมาจากประสบการณ์ตรงของตนเองเลย คำถามจึงยังติดค้างไม่คลี่คลายแม้จะได้ให้คำตอบไปแล้ว



มองย้อนกลับไปในเครือข่ายจิตตปัญญาศึกษาเองก็มีการจัดฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ มากมาย หรือว่าเป็นหลักสูตรเหล่านี้เองที่อาจเป็นคำตอบตรงใจ และให้คำอธิบายแก่ผู้ถามได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนพลักษณ์ (Enneagram) กับการเข้าใจตนเอง เรื่องสุนทรียสนทนา (Dialogue) หรือแม้แต่เรื่องการเจริญสติวิปัสสนา

ครั้นทบทวนถึงการอบรมเรื่องนพลักษณ์ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา เราผู้ร่วมอบรมล้วนได้รับความรู้มากมายและความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับความคิด การมองโลกและพฤติกรรมที่แตกต่างกันของบุคคลทั้ง ๙ แบบ ผู้เข้าอบรมในครั้งแรกต่างได้ค้นพบรู้จักตัวเองมากขึ้นว่าเป็นคนลักษณ์ไหน มีสิ่งใดเป็นแรงขับดันภายใน และเราจะสามารถปรับปรุงพัฒนาศักยภาพไปให้พ้นข้อจำกัดตามลักษณ์ของตนเองได้อย่างไร

แต่ในระหว่างการอบรมครั้งที่สอง อาจเพราะด้วยความคุ้นเคยสนิทสนมกันทำให้บางคนที่ยังลังเลว่าตนเป็นคนลักษณ์อะไรตกเป็นฝ่ายถูกเพื่อนกระเซ้าเย้าแหย่ว่าน่าจะเป็นลักษณ์นั้นลักษณ์นี้ บ้างก็ปรารถนาดีเข้าไปช่วยคิดช่วยวิเคราะห์ความเป็นลักษณ์ของเพื่อน กระทั่งคุณ Joan Ryan และนพ.ธนา นิลชัยโกวิทย์ ผู้เป็นกระบวนกรต้องกล่าวย้ำว่า กระบวนการสำคัญในการเรียนรู้นพลักษณ์คือ การได้กลับมาอยู่กับตัวเอง กระบวนการนั่งทำสมาธิก่อนเริ่มกิจกรรมแต่ละช่วงจึงไม่ได้เป็นเพียงการทำให้สงบและผ่อนคลาย แต่ให้ผู้เรียนมีความนิ่งจนสังเกตเห็นความรู้สึก ความคิด คำพูดและการกระทำของตนเองได้ เมื่อสังเกตได้แล้วจึงจะรู้ และนำไปสู่ความเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริง

น่าประหลาดใจว่าสิ่งที่กระบวนกรนพลักษณ์ย้ำนี้กลับมีสาระสำคัญอย่างเดียวกันกับการฝึกอบรมเรื่องอื่นๆ หากเพียงใช้ชื่อเรียกชุดคำต่างออกไป ดังเช่นในการอบรมเรื่องวิธีคิดคิดกระบวนระบบ (Systems Thinking) โดย อ.ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ นั้น แม้จะมีเนื้อหาทฤษฎีที่ต้องเรียนรู้มากมายให้เข้าใจถึงลักษณะของความเป็นระบบ ความแตกต่างของการมองเห็นปรากฏการณ์ ผ่านลงไปถึงแบบแผน และภาพจำลองความคิด แต่กิจกรรมสำคัญที่ขาดเสียมิได้คือ การสะท้อน (Reflection) การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นภายในตนเอง

เฉกเช่นเดียวกับการดำเนินวงพูดคุยแบบสุนทรียสนทนา (Dialogue) อ.วิศิษฐ์ วังวิญญู เคยแนะนำและให้คำอธิบายแก่ผู้เข้าร่วมหน้าใหม่ในเรื่องการรับฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) และมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ เพราะคุณภาพของการสนทนาไม่อาจจะก้าวข้ามสู่ระดับของการหลอมรวมและเพิ่มพูนความคิดใหม่ใดได้เลย หากผู้ร่วมสนทนามีความคาดหวัง หรือกำลังคาดเดาสิ่งที่ตนกำลังฟังอยู่ เสียงที่ได้ยินจะเป็นเพียงคำบรรยาย พร่ำบ่นซ้ำๆ ของคนอื่น ทั้งจะไม่ได้ยินเสียงของตัวเอง และสิ่งที่พูดก็ไม่ได้ออกมาจากความรู้สึกข้างในจริงๆ

เมื่อไม่กี่วันมานี้ Dr. Jennifer Garvey Berger เพิ่งได้บรรยายเรื่อง Towards a New Consciousness: Using Developmental Theory to Observe and Map Our Transformations ในวงจิตวิวัฒน์ เธอกล่าวว่าการเปลี่ยนจิตสำนึกไปสู่ระดับจิตที่สูงขึ้นจะเกิดได้ต่อเมื่อเราในฐานะผู้รู้ (Subject) รับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งหนึ่ง (Object) ผู้เขียนรู้สึกละม้ายคล้ายกันเหลือเกินกับสิ่งที่คุณแม่อมรา สาขากร และ อ.สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา ได้แนะนำสั่งสอนให้หมั่นสังเกตดูตามดูจิตของเราเอง เพราะเมื่อเกิดรู้สึกไม่พอใจ เรามักรู้ว่าเราไม่พอใจด้วยสาเหตุใด อะไรทำให้เกิดความรู้สึกนี้ แต่ในเวลาเดียวกัน ตัวของเราเองนั้นกลายเป็นหนึ่งเดียวกับความไม่พอใจไปแล้ว เราไม่ได้รู้เนื้อรู้ตัวหรือรู้เท่าทันจิตของเราเลย

สิ่งที่คลี่คลายออกจากคำถามที่ติดค้างในใจว่าเราเรียนอะไร? จึงไม่ใช่คำตอบว่าได้เรียนศาสตร์เรื่องอะไรและมีความรู้ความเข้าใจเรื่องนั้นแค่ไหน แต่การเรียนแบบจิตตปัญญาของเราเป็นการเรียนที่ต้องเกิดขึ้นในตัวของเราเอง นำเอาความคิดความรู้สึกให้กลับมาอยู่กับตัวเอง หมั่นรับฟังและสะท้อนเสียงจากภายในนั้นออกมา

คำตอบต่อจิตตปัญญาศึกษาสำหรับผู้เขียนคงไม่ใช่แค่เรียนอะไร แต่เราเรียนให้เรารู้ตัวเราเอง

ฟังคำตัดสิน




เมื่อวานผมใช้เวลาฟังการถ่ายทอดคดีพิพากษายุบพรรคการเมือง โดยตุลาการรัฐธรรมนูญ อย่างยาวนานมาก ถึงจะไม่ได้นั่งอยู่กับที่เพื่อฟังและดูตลอด แต่ก็เป็นส่วนใหญ่

ถ้อยแถลงนั้นยาวอย่างเหลือเชื่อ แต่ก็ละเอียดจนกระจ่างแจ้งในการชี้แจงเช่นกัน ส่วนจะตรงใจหรือถูกใจใครหรือไม่ก็อีกประเด็นหนึ่ง

ระยะเวลาของการอ่านอันเนิ่นนานนับแต่บ่ายโมงจนเกือบเที่ยงคืนนั้น ทำให้ผมสงสัยและตั้งคำถามขึ้นมาในใจ "จะมีใครฟังเนื้อหาทั้งหมดไหม?"

นักการเมืองที่นั่งนิ่งอยู่ในศาล รับฟังผลการตัดสินด้วยสีหน้ากริยาต่างๆ กัน แต่ไม่มีใครลุกออกจากที่นั่งนั้น เขาเหล่านั้น "ได้ยิน" สาระที่ตุลาการรัฐธรรมนูญอ่านออกมาอย่างละเอียดตามตัวอักษรหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจนัก

เพราะแม้เมื่อกลับมาพิจารณาตัวเองก็เห็นชัดว่าในบางช่วงบางขณะ ข้อความที่ถูกใจ โดนใจ ชอบใจ มันมุ่งตรงเข้ามาในหัวอย่างชัดเจนทุกอักขระ แต่ข้อความที่ไม่มีความสนใจ ไม่ใช่เรื่องที่ติดตาม ดูจะผ่านเลยไป เพียงแค่ได้ยินเสียง แต่ไม่ได้รู้เรื่อง ไม่ได้เข้าใจ

สาระที่อยู่ในคำตัดสินนั้นน่าสนใจมากเสียจนผมอดรู้สึกอยากให้ทุกคนตั้งใจฟังไม่ได้ ทั้งที่รู้ว่าจะไปบังคับใครได้ แม้แต่ตัวเองยังยาก เนื้อหาในถ้อยความเหล่านั้นมันช่างมีเรื่องราวมีมิติให้สืบค้นให้ศึกษาและทำความเข้าใจได้มาก ผมทึกทักเอาเองว่าคนไทยคงจะเรียนรู้เรื่องการเมือง และวิธีคิดพิจารณาทางกฎหมายได้มากทีเดียว เพียงแค่ฟังการตัดสินคดีครั้งนี้

นึกถึงสุนทรียสนทนาขึ้นมาทันทีทันใด

จริงแท้เชียว เนื้อหาสาระไม่ว่าจะดีเลิศเพียงใด แต่ไร้ซึ่งชีวิตชีวา คนก็ฟังแต่ไม่ได้ยิน เหมือนเห็นหมา แต่ไม่ได้สนใจว่ามันเป็นพันธุ์อะไร กำลังทำอะไรอยู่ เพราะมันก็แค่หมา

จริงด้วยสิ สาระเราจะเยี่ยมแค่ไหน แต่เราท่องออกมา อ่านออกมา มันบั่นทอนพลังลงไปมากมายนัก

การถ่ายทอดสดที่มีคนติดตามสนใจดู มีสื่อมวลชนเกาะติดข่าวนับร้อยชีวิต แต่ก็ไม่มีใครซึมซับเรื่องราวได้อย่างเข้าไปถึงใจ เหมือนเราบอกเล่าเรื่องเก่าๆ ที่เราเล่าจนเจนจัด ถ่ายทอดมันอีกครั้งสู่วงสนทนา ความสดใหม่หายไปหมดแล้ว ความจริงแท้ต่อความรู้สึกก็สลายไปด้วย

แล้วผู้ฟังที่มีส่วนใกล้ชิดกับเรื่องนั้นอย่างมากล่ะ? แค่ลำพังเราที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ทางอ้อม เรายังหลุดจากความตั้งใจฟังได้มากขนาดนี้ คนที่เขาแบกความคาดหวัง แบกเรื่องราวไว้บนบ่า เอาชีวิตและความคิดฝากไว้ที่อนาคต และเอาความกังวลหลงไว้ในอดีต เขาจะรับฟังสาระจากถ้อยแถลงได้อย่างเข้าใจแค่ไหนกัน?

มิน่าเล่า สุนทรียสนทนาถึงไม่ใช่แค่การฟังเรื่องเล่าที่สดใหม่

แต่คนฟังยังต้องมีโสตประสาทการรับฟังอยู่ในปัจจุบัน รับเอาสิ่งที่ได้ยิน ณ เวลานั้น ปราศจากซึ่งความคาดหวัง พ้นไปจากการตีตรา ประเมินให้คุณค่าเรื่องที่กำลังได้ยิน เพราะไม่เช่นนั้นก็จะได้ฟัง แต่ไม่ได้ยินอย่างแท้จริง

ปรากฏการณ์ถ่ายทอดคำตัดสินทำให้ผมเข้าใจสุนทรียสนทนาง่ายๆ ในแง่มุมนี้เอง
เคยอ่านมามากเท่าไหร่ ถึงจะเข้าใจ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอย่างที่สะท้อนเข้าไปถึงในใจ อย่างนี้ นี่เอง

วาทกรรมบนลานจอดรถ

วันนี้ขณะกำลังบังคับรถเข้าจอดในช่องจอดบนลานจอดของห้างสรรพสินค้า ยังไม่ทันจะดับเครื่องยนต์ก็เห็นวัยรุ่นหญิงชายคู่หนึ่งเดินเข้ามา ในมือมีกระดาษ ท่าทางบ่งบอกว่าขอเวลาเราสักครู่หนึ่ง ไม่แคล้วเป็นพนักงานขายแนะนำให้ซื้อแพ็คเกจ car care เป็นแน่ ทันทีที่ประเมินจบ ภาษากายโบกมือปฏิเสธก็ออกไปทันที แต่ดูเหมือนทั้งสองไม่ละความพยายาม

เปิดกระจกบอกน้องเขาหน่อยดีกว่าว่าอย่าเสียเวลาเลย พี่ไม่ซื้อหรอก ยังไม่ทันบอกเขาก็ว่าขอให้ทำแบบสอบถาม ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นวิทยานิพนธ์ ถ้าอย่างนั้นค่อยน่าช่วยหน่อย ความตั้งใจช่วยกลับมาเต็มที่จนเผลอไปซักถามว่าเขาเรียนชั้นไหน สาขาอะไร ทำไมแบบสอบถามถึงได้ไม่รัดกุมและมีช่องว่างมากขนาดนี้ ไม่มีคำแนะนำ ไม่มีปะหน้าบอกเหตุผลที่มา ครั้นได้รู้ว่าเขาเรียนแค่ปริญญาตรีและนี่คือการเก็บข้อมูลระดับวิทยานิพนธ์ยิ่งน่าหวั่นใจ อดไม่ได้ต้องฝากบอกและสอนให้เขารู้ว่าแบบที่ดีกว่านั้นเป็นอย่างไร รวมทั้งการแต่งกายและภาษาท่าทางของทั้งคู่ว่าทำอย่างไรจึงจะได้รับความร่วมมือขอให้คนอื่นตอบแบบสอบถามได้มากกว่านี้ ไวกว่านี้

แป๊นน เสียงแตรดังขึ้นจากรถคันที่จอดข้างๆ เราหันไปมองกันด้วยความสงสัย ผู้หญิงเจ้าของรถเธอบีบแตรทำไมกัน หันไปเห็นก็เข้าใจเรื่อง มีรถคันหนึ่งจอดซ้อนคันขวางเธออยู่ เสียงแตรของเธอดังขึ้นเพื่อบอกให้พนักงานรักษาความปลอดภัยคนที่ยืนถัดไปอีก 5 เมตรได้ยิน และมาทำหน้าที่เข็นรถให้

ผมเห็นสีหน้าของชายคนนั้น รปภ. หรือยามคนนั้น

แทบจะทันทีหลังจากที่น้องสองคนลาจากไป เขาเดินเข้ามาหาผมแล้วรำพึงอย่างคนอัดอั้นตันใจ แค่นี้เอง ทำไมต้องบีบแตรด้วย ผมแสดงความเห็นใจว่า เธอน่าจะเข็นเองได้ เขาว่านั่นเป็นหน้าที่ซึ่งเขายินดี หากแต่เธอจะบอกเขาหรือกวักมือไม่ได้เชียวหรือ หลายครั้งที่เขารู้สึกแย่อย่างนี้ แต่ยอมรับว่าไม่สามารถแสดงออกโต้ตอบด้วยวาจาได้

ระหว่างทางที่เดินจากมา ใจผมคิดว่าอะไรทำให้คนเราไม่ได้คุยกันตรงๆ ผมด่วนตีตราให้ความหมายของชายหญิงวัยรุ่นสองคนเร็วเกินไป หรือผมระมัดระวังความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของตัวเองมากเกินเหตุ ทำไมหญิงคนนั้นไม่พูดกับชายผู้ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้เธอโดยตรง หากเขาเป็นชายในชุดลำลอง ไม่ได้เสื้อผ้าหน้าที่อย่างนี้ เธอจะขอร้องความช่วยเหลือจากเขาด้วยภาษาท่าทางอย่างที่เธอสื่อสารกับเพื่อนของเธอหรือเปล่า?

ประสบการณ์สอนให้เรารู้จักประเมิน สมมติและนิยามสิ่งต่างๆ ได้ แต่กลายเป็นกรงขังหรือเกราะแก้วขวางเราจากเรื่องราวอีกมากมายไปด้วยเช่นกัน ผมรู้สึกขอบคุณน้องนักศึกษาสองคนนั้น และพี่ชาย รปภ.คนนั้น ที่ทำให้วันนี้ผมได้เห็นตัวเองในตัวเอง และเห็นตัวเองในตัวคนอื่น

มหัศจรรย์และสนุกไม่แพ้การชมภาพยนตร์เลยครับ