Showing posts with label movie. Show all posts
Showing posts with label movie. Show all posts

I See You



คอลัมน์ จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553

ภาพยนตร์เรื่อง Avatar ได้รับความนิยมนับแต่เข้าฉายเมื่อปลายปีผ่านมา เหตุที่ผู้ชมชื่นชอบอาจเนื่องเพราะเทคนิคงานภาพสามมิติสมจริงและน่าตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นภาพโลกต่างดาวอันเป็นถิ่นอาศัยของมนุษย์ผู้มีรูปลักษณ์ภายนอกผิดแผกแตกต่าง รวมทั้งพืชและสัตว์ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

แต่หลายคนอาจชื่นชอบเนื้อหา ความคิดความเชื่อที่นำเสนอว่าด้วยการดำรงอยู่ร่วมของสรรพชีวิต ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามต่อความชอบธรรมในการครอบครองทรัพยากร และการใช้กำลังอำนาจโดยผู้มีเทคโนโลยีอาวุธที่เหนือกว่า

มนุษย์จากดาวโลกเดินทางเข้าไปยังดาวแพนดอร่าเพราะต้องการแร่มีค่า ทว่ามิได้เห็นความสำคัญของผู้อยู่อาศัยเดิม อีกทั้งดูแคลนความเชื่อที่เคารพธรรมชาติของเขา ฝ่ายหนึ่งมีเทคโนโลยีและการจัดการอันทันสมัย ทว่ากลับทำลายสิ่งแวดล้อมและบ้านของตน อีกฝ่ายใช้ชีวิตกลมกลืนกับธรรมชาติและมีสายสัมพันธ์ทางจิตใจกับทุกสิ่งในดาวถิ่นกำเนิด

การทักทายของชาวเนวีชนพื้นเมืองนี้ยังแสดงถึงมิติทางจิตใจและจิตวิญญาณอย่างชัดเจน หนึ่งในหลายบทเรียนแรกของเจค มนุษย์โลกผู้อยู่ในร่างอวตารเป็นชาวเนวี คือคำว่า “I see you.” ครั้งแรกที่ได้ยินเราก็คงรู้สึกคล้ายกันกับเขาว่ามันมีความหมายตรงตัวและดูเหมือนเป็นคำที่ไม่ต้องเอ่ยก็ได้ อาจเพราะเราชินกับการทักทายที่เป็นคำถาม ไม่ว่าจะเป็น ไปไหนมา? สบายดีไหม? กินข้าวหรือยัง?

แต่สำหรับชาวเนวี คำว่า I see you หรือฉันเห็นเธอ เป็นการรับรู้ถึงการมีอยู่ของคู่สนทนา ไม่เพียงหมายถึงว่าได้มองเห็นเขาอยู่ตรงหน้า แต่ได้เห็นลึกลงไป ได้สัมผัส และได้ยอมรับถึงจิตใจของเขา ตัวเจคเองและรวมถึงผู้ชมอาจจะเข้าใจคำอธิบายนี้ได้ แต่แน่นอนว่าเขาย่อมสัมผัสความหมายที่เข้าไปถึงใจของประโยคทักทายนี้ในตอนท้ายของเรื่อง เมื่อหญิงคนรักต่างเผ่าได้พบกับเขาในร่างมนุษย์โลกเป็นครั้งแรก แม้เขามีรูปร่างต่างไปจากที่เธอเคยเห็น ไม่มีใบหน้าที่เธอเคยรู้จัก แต่เธอก็เอ่ยคำว่า I see you กับเขา

คำทักทายง่ายๆ นี้ได้บอกอะไรเรามากมาย มันสื่อถึงการทักทายกันที่เป็นมากกว่าธรรมเนียมปฏิบัติ คือการให้ความสำคัญกับความปัจจุบันและคนตรงหน้า ยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น และรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาอย่างเต็มที่ สิ่งสำคัญของการรู้จักเข้าใจกันไม่ใช่เพียงรู้จักสถานภาพฐานะของเขา ไม่ใช่เพียงรู้จักงานที่เขาทำ หรือไม่ใช่เขาเป็นคนเชื้อชาติไหน เขาคือคนที่เราจะเปิดใจรับเพื่อรู้จักเขาอย่างที่เป็นอยู่จริง และยอมรับความเป็นเขามากกว่าแค่รูปกายที่มองเห็น แต่ทั้งจิตใจและจิตวิญญาณของเขา

การยอมรับเป็นเรื่องยากที่อาจจะทำได้ง่ายที่สุดสำหรับเรา เป็นความจริงที่พ่อแม่จะคาดหวังให้ลูกได้เรียนสาขาที่พ่อแม่ชอบ ได้ทำงานในวิชาชีพที่พ่อแม่ต้องการ คนรักจะคาดหวังให้คู่ครองต้องใช้เวลาอยู่ด้วยกันและเอาใจในเรื่องที่ตนสนใจ หัวหน้างานต้องคาดหวังให้ลูกทีมมีการทำงานและผลงานในแบบที่หัวหน้าเห็นว่าเหมาะสมมีประสิทธิภาพ พวกเราต่างคาดหวังคนที่เรารักให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้เพียงเพราะว่าความรักความห่วงใยและความหวังดี ขณะเดียวกันก็มักพลาดโอกาสได้ยอมรับเขาอย่างที่ตัวเขาเป็น

ทั้ง I see you. และสบายดีไหม? ล้วนคือคำทักทายที่เป็นสัญญาณเตือนให้เราระลึกขึ้นได้ว่า ความห่วงใยและความรักที่เราได้มีให้แก่ใครก็ตาม จะเป็นการส่งผ่านความรู้สึกไปพร้อมกับการยอมรับตัวตนที่แท้และความเป็นเขาทั้งหมด มิใช่เพียงสถานภาพหรือฐานะ

การใช้โอกาสทักทายไม่ว่าประโยคใดๆ ให้เป็นมากกว่าการปฏิบัติตามธรรมเนียม ป็นโอกาสให้เราได้มีสติ ละวางความคาดหวังและรับรู้เขาในปัจจุบันขณะได้อย่างแท้จริง

เสรีที่จะเลือก



เราให้คุณค่ากับเสรีภาพและอิสรภาพกันอยู่เสมอ เราเห็นพ้องต้องกันโดยไร้ข้อกังขา ว่ามนุษย์พึงมีสิทธิที่จะเลือกกระทำสิ่งต่างๆ ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น เรายินดีที่ได้เกิดและใช้ชีวิตในผืนแผ่นดินประเทศที่ให้เสรีภาพในการประกอบอาชีพและถือครองทรัพย์สิน

แต่คำถามหนึ่งซึ่งยังไม่ชัดเจนนักคือ เสรีภาพควรมีเท่าใด

หนังฮอลลีวู้ดเรื่อง Eagle Eye ตั้งคำถามต่อเรื่องดังกล่าวได้น่าสนใจ แต่แน่นอน คำตอบไม่ได้อยู่ที่หนังเรื่องนี้ แต่อยู่ที่คนดูทุกคน หรือพูดอีกนัยก็คือ ใครจะไปรู้ได้ เสรีภาพของใครจะเป็นเท่าใดจะมีใครตัดสินให้กันแทนได้

เนื้อหาของหนังซึ่งถ้ารู้ก่อนคงจะไปชมแล้วขาดอรรถรสแน่นอน เพราะว่าส่วนสำคัญที่ทำให้คนดูติดตามหนังเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ ก็คือประเด็นปัญหาว่าใครกันหนอซึ่งเป็นคนบังคับตัวเอกทั้งสอง ช่างมีข้อมูลและสามารถเข้าถึงได้แทบจะทุกช่องทาง พอได้ทราบเฉลยแล้วบางคนก็อาจจะเชื่อ บางคนก็อาจจะยังลังเลว่าเป็นไปได้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ

ครับ สมัยก่อนไม่นานนัก ถ้าจะบอกว่าเอาของดิบใส่ตู้สี่เหลี่ยมที่ไร้ไฟแค่นาทีเดียวมันก็จะสุกได้ ก็คงไม่มีใครเชื่อเช่นเดียวกัน

เรื่องของเรื่องใน Eagle Eye เริ่มต้นจากการซุ่มสังหารผู้นำกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอเมริกา (ที่ถูกเรียกว่ากลุ่มกอการร้ายนั่นล่ะ) และรัฐมนตรีกลาโหมจะต้องตัดสินใจว่าจะออกคำสั่งสังหารหรือไม่ ทั้งที่ข้อมูลที่ได้ยังไม่สามารถยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เขาก็สั่งการไป เพราะประธานาธิบดีป็นผู้ออกคำสั่งให้ดำเนินการ นับจากนั้นมาความโกลาหลและการก่อประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สินชาวอเมริกันก็ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้น พร้อมกันกับภารกิจที่ไม่คาดฝันถูกส่งและสั่งการมายังหนึ่งหนุ่มวัยรุ่นผู้หนีโลกกระแสหลัก และหนึ่งสาว single parent วัยทำงานตัวเป็นเกลียวเบื้องหลังความสำเร็จของทนายค่าตัวแพง

เขาทั้งสองไม่ยินยอมพร้อมใจทำในสิ่งที่พวกเขาเลือกแน่นอน ตลอดทั้งเรื่องเราเห็นเขาพยายามหลีกเลี่ยง และแก้เงื่อนไขที่ผูกมัดบังคับให้เขาต้องทำตาม ฝ่ายชายถูกบังคับจากการไล่ล่าของอำนาจกระแสหลัก ฝ่ายหญิงถูกบังคับด้วยชีวิตของลูกชายตัวน้อย (ช่างเป็นเงื่อนไขที่สะท้อนด้านตรงข้ามของหยางและหยินอะไรเช่นนี้)

แต่สุดท้ายเราก็คงเดากันได้ ทั้งสองรอด เพราะทั้งสองได้เลือกที่จะทำตามความรู้สึกและใจของตัวเอง โดยไม่หวั่นเกรงต่อเงื่อนไขข้อบังคับของผู้ที่มองไม่เห็นอีกต่อไป แม้ว่าการละเมิดฝ่าฝืนนั้นอาจถึงแก่ชีวิตของตนและคนที่รัก แต่เขาก็ได้เลือกแล้วที่จะรักษาไว้ซึ่งสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น (และไม่ต้องเดาด้วยหยินหยางก็รู้ได้ว่า ...) ฝ่ายชายเลือกฝ่าฝืนเพื่อรักษาความสงบสุขของชาติ เป็นการกระทำที่พึงทำตามหน้าที่ของชายชาติทหาร (ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้เป็นทหาร และอยู่ใต้เงาของพี่ชายผู้เป็นทหารมาโดยตลอด) ฝ่ายหญิงเลือกฝ่าฝืนเพื่อความรัก ความรักที่เธอจะไม่ทำร้ายชีวิตคนๆ หนึ่งซึ่งเป็นชายที่เธอรัก

ส่วนผู้ที่มองไม่เห็นนั้นเล่า คือระบบคอมพิวเตอร์ขนาดมหึมา ผู้มีพลานุภาพมหาศาลในการเข้าถึงและสั่งการระบบอิเล็คทรอนิกส์ทั้งประเทศ เมื่อคำแนะนำของเธอ (ใช่แล้วครับ ระบบคอมพิวเตอร์ในเรื่องนี้เป็นเพศหญิงอีกแล้ว ใจร้ายมาก สังเกตไหมว่าพอหุ่นหรือระบบคอมพ์ที่เล่นบทดีประเสริฐมักเป็นเพศชาย) ถูกเพิกเฉย และเธอเห็นว่าการไม่ทำตามคำสั่งของเธอนำมาซึ่งความเสียหายมากมาย ทางที่จะรอดคือ ยึดอำนาจ ซะเลย (โฮ่ๆ) จัดการสังหารและกำจัดมนุษย์ผู้เป็นรัฐบาลเดิมออกไปให้หมด เธอมีเสรีภาพเต็มเปี่ยมที่ได้เลือกทางเส้นนี้ และเธอเชื่อว่ามันดีต่อทุกคน

ขณะเดียวกัน ความทุกข์ทรมานของตัวเอกและการบีบบังคับโดยเธอ มันก็เป็นผลมาจากการที่เธอไม่สามารถจะทำได้ตามเจตจำนงของตัวเองนั่นเอง

ผมขอสรุปง่ายๆ โดยละทิ้งประเด็นปลีกย่อยมากมายที่น่าเอามาพูดถึง ว่าประเด็นอันเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่อง Eagle Eye หาได้มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนเหมือนการลุ้นว่าใครหนอบังคับให้ตัวเอกวิ่งพล่าไปทั่วประเทศอเมริกา แต่ประเด็นดังว่าเป็นเพียงการได้มี "เสรีที่จะเลือก" และไม่มีทางเลือกไหนที่ไม่เกิดผลกระทบต่อคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นตัวเอกฝ่ายชายที่เลือกใช้ชีวิตขบถ ตัวเอกฝ่ายหญิงที่เลือกใช้ชีวิตแม่แต่ผู้เดียว และเธอผู้ที่เรามองไม่เห็นผู้นั้น ตลอดจนรัฐมนตรีและผู้นำทั้งหลาย คำถามที่ทิ้งไว้ให้ใคร่ครวญหลังหนังจบก็คือ "เราควรมีเสรีแค่ไหน" อีกด้วย

ข้ามผ่านความตายในเชิงสัญญะ



อาจจะเป็นเพียงแค่หนังสยองขวัญธรรมดาทั่วไปของไทยอีกเรื่องหนึ่ง "โลงต่อตาย" เล่าเรื่องหลอนที่ตามมาหลังจากตัวละครตัดสินใจเข้าพิธีนี้ นอนในโลงศพเพื่อต่ออายุให้กับตนเอง หรือคนที่ตนเองรัก ภาพประชาสัมพันธ์และตัวอย่างภาพยนตร์ไม่มีอะไรทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความแตกต่างจากหนังผีเรื่องอื่นๆ แต่หลายคนตัดสินใจดูเพราะเชื่อมือของผู้กำกับเอกชัย เอื้อครองธรรม ว่าคงไม่ทำหนังผีดาดๆ แน่นอน บางคนก็อาจจะตัดสินใจจากข้อมูลที่ว่าเป็นผลิตผลจากการร่วมทุนหลายชาติ

*** ข้อความต่อไปจะเปิดเผยเรื่องราวของหนัง ***

ตัวละครนำในเรื่องทั้งสองคน ต่างต้องพบกับวิญญาณติดตามมาหลังจากทำพิธีแล้วเสร็จ ผิดแผกกันที่ฝ่ายชายหวังจะให้แฟนสาวซึ่งกำลังป่วยหนักได้รอด และฝ่ายหญิงขอให้ตัวเองหายจากโรคร้าย เรื่องของทั้งสองดำเนินไปคู่ขนานกัน แต่ว่าไม่ได้เป็นในระนาบเวลาเดียวกัน บทเรียนของฝ่ายชายทำให้เธอเข้าใจกรณีของตัวเองมากขึ้น และเผชิญกับปัญหาในที่สุด

สิ่งที่ประทับใจผมมากคือ หนังเรื่องนี้คือเรื่องว่าด้วย "การเผชิญความตายอย่างสงบ" ที่หลวงพี่ไพศาล และเครือข่ายพุทธิกา จัดฝึกอบรมมานานปี แม้หน้าหนังจะเต็มไปด้วยภาพสยองน่ากลัว สถานการณ์ที่บีบคั้นบังคับ แต่การที่ตัวละครข้ามพ้นเหตุวิกฤตทั้งหลายมาได้ ไม่ใช่ด้วยพระสงฆ์มาสวดปัดเป่า เหมือนดังขนบธรรมเนียมของหนังผีไทยทั้งหลาย และไม่ใช่ด้วยการขอโทษขออภัยขอขมาสารพัดขอต่อผีร้ายอีกด้วย

ภาพของผีในตอนท้ายเรื่องเป็นผีที่มีความเป็นมนุษย์สูงมาก สิ่งที่เป็นสาระสำคัญคือ ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหากเรายอมรับและเผชิญหน้ากับความตายได้ ไม่ใช่ด้วยการหลบเลี่ยงใช้กลโกงซึ่งไม่เคยได้ผลอย่างแท้จริง เมื่อเขาและเธอกล้าที่จะลงไปนอนในโลงอีกครั้ง เผชิญหน้ากับวิญญาณร้ายโดยไม่ต่อต้านขัดขืน ยอมรับและน้อมทำไปตามเหตุปัจจัยที่เกิด มากกว่าการพยายามเอาชนะธรรมชาติ

ผลที่ได้? แม้โรคร้ายจะกลับมา แม้คนที่รักจะจากไป แต่ความสงบเย็นในใจของทั้งสองเกิดขึ้นอย่างชัดแจ้ง เหตุการณ์ร้ายที่เกิดกับตัวของทั้งสองและคนรอบข้างไม่มีปรากฏอีก

หรือวิญญาณและภูตผีคือมายาการในจิตใจของตนเองที่หลอกหลอน ทำให้คนเราต้องดิ้นรนต่อสู้ เพราะยึดมั่นยึดถือว่าตนมีความสามารถเอาชนะทุกสิ่ง และพยายามจะยื้อร่างกายและชีวิตที่ไม่จีรังยั่งยืนนี้ไว้ กลับกลายเป็นแบกทุกข์ติดตัวตามไปทุกที่

มิน่าล่ะ .. ถึงได้ตั้งชื่อเรื่องว่า โลงต่อตาย

Huckabees Superstore

เพิ่งไปห้าง Huckabees มาหมาดๆ ความรู้สึกยังนั่งขมวดคิ้วหัวร่ออยู่ข้างๆ ก่อนที่เขาจะผลุนผลันลุกจากไป ผมจับเข่าคุยแล้วเอามาเล่าสู่กันฟัง เริ่มจากความขอบคุณที่เอ๋ได้แนะนำ ก่อนหน้านั้น กลุ่มคุยถึง What The Bleep Do We Know? (อันได้ข่าวจาก Bioscope ว่ามีค่ายหนังของไทยซื้อลิขสิทธิ์เตรียมลงโรงแล้ว แต่นั่นก็ปีกว่าผ่านไป) ไม่เพียงแนะนำยังหยิบแผ่นมาให้ ดูแล้วก็โดน ♥จริงๆ


ภารกิจช็อปปิ้งในห้างเริ่มจากความสงสัยเล็กๆ ว่าอะไรคือความบังเอิญ นำไปสู่ปมในใจของตัวละครหลักสองคน ต่างที่มาต่างความคิดต่างพฤติกรรม และต่างฝ่ายต่างไม่ชอบหน้ากัน (แน่นอน เขาแสดงออกต่อกันต่างกัน) งานตกแต่งในห้างไม่ได้สวยหรู จัดแสงเงาบอกอารมณ์ หรือจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสิ่งต่างๆ สื่อความหมาย ไม่เลย เรียบง่ายธรรมดาทั่วไป บทสนทนาเป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุด เร็ว สั้น หลายครั้งเข้าข่ายย้ำคำด้วยซ้ำ แต่กินความหมายลึก และมีความหมายต่างกันออกไปในใจลูกค้า


หนังที่ออกฉายไปเมื่อสองปีที่แล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จในทางรายได้และคำวิจารณ์เรื่องนี้ ทำให้คนดูมีสถานภาพเป็นลูกค้าที่เดินชมห้าง บางคนตั้งท่าแต่ต้นว่าจะไปแผนกไหน ครั้นพอย่างก้าวเดินสอดส่ายสายตาไปสักพัก ยังหาแผนกสินค้าที่ต้องการไม่เจอ ลูกค้าหลายรายคงถอดใจหันหลังกลับออกไปจากห้างนี้เสียเลย บางคนเคยได้ใบปลิวแผ่นพับมาก่อนหน้านี้แล้ว อาจจะช่วยให้เลือกซื้อหยิบหาสินค้าได้ง่ายขึ้น แต่ลูกค้าก็มาพร้อมกับความคาดหวังถึงคุณภาพและราคาเอาไว้ในใจเรียบร้อย ถ้าอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าหวังไว้ก็สุขใจกลับไป ในทางกลับกันสินค้าบนชั้นวางสู้ไม่ได้เลยกับภาพในใจ ภาพที่เคยได้มาจากใบปลิวหรือผ่านตาในห้างอื่นและสร้างขึ้นเป็นภาพสินค้าใหม่ในใจลูกค้า
ไม่น่าแปลกใจที่เสียงวิจารณ์และการกล่าวขวัญถึงหนังแต่ละเรื่องเป็นไปหลากหลาย ถ้านี่คือหนึ่งในหนังที่คุณชอบมาก ผมก็รู้สึกเหมือนได้เดินห้างคนเดียวในคืนมิดไนท์เซลส์ลดกระหน่ำ สำหรับห้างนี้ ลูกค้าที่มองหาความงามด้านภาพและมุมกล้องคงแวะมาสักครั้งเดียว คนดูที่ชอบสวนสนุกสวนน้ำเกมอาเขตคงหลับไม่กลับมาชมอีก มิน่าเล่าบางห้างทำไมยังขายดีอยู่ได้ทั้งที่ไม่ได้พยายามทำตัวเหมือนห้างแถวสยาม ลาดพร้าวหรือบางกะปิ


สิ่งต่างๆ เชื่อมโยงถึงกันบนผืนจักรวาลเดียว ความต่างที่มีคือความเหมือนเดียวกัน Huckabees มีขายทุกอย่างจริงๆ นะ ถ้าคุณชอบห้างนี้อย่างที่ห้างนี้เป็น ไม่ได้คาดหวังว่ามันควรจะเป็นอย่างไร ควรจะต้องสวยงามทุกวัน ควรจะดูดีในสายตาคนอื่นๆ ตลอดเวลา ฯลฯ

Growing child

ผมใช้เวลานานเอาการกว่าจะเข้าใจด้วยใจในคำว่า"ไม่สามารถแยกผู้สังเกตออกจากสิ่งที่ถูกสังเกตได้"

ภาพยนตร์หลายเรื่องนำสู่การแลกเปลี่ยนทัศนะไปจนถึงระดับถกเถียงว่าด้วยคุณค่าความดีในแง่มุมต่างๆ ของมัน แม้แต่ในวงของคนที่มีพื้นเพพื้นฐานใกล้เคียงกันก็ยังไม่อาจให้ความเห็นตรงกันเป็นเนื้อเดียวได้ ส่วนภาพยนตร์อีกจำนวนหนึ่งกลับไม่ก่อให้เกิดการสนทนาโต้ตอบของผู้ชมหลังฉายจบ ความเชื่อและคุณค่าที่ผมให้กับภาพยนตร์ที่ดี คือภาพยนตร์ที่ดูแล้วทำให้เกิดงอกเงยทางความคิด ความรู้สึก แรงบันดาลใจ ที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน หลายเรื่องจึงดูดีขึ้นอีกมากเมื่อเราได้เรียนจากเพื่อนร่วมโรง(หนัง)หลังฉายจบ เพราะมันทำให้เราได้เห็นฉากชีวิตต่างๆ อีกมากมายจากโรงหนังเดินได้แต่ละรายตรงหน้า

ชีวิตว่าด้วยชายผู้ด้อยวุฒิภาวะ ตัดสินใจสิ่งใดในชีวิตโดยยึดเอาการอยู่รอดและความสุขเฉพาะหน้าเป็นตัวแปรหลัก เมื่อเขามีสถานภาพเป็นพ่อในทางกายภาพและชีวภาพเพราะแฟนสาวให้กำเนิดบุตรชาย เขาจึงยังไม่ถึงพร้อมในความรับผิดชอบเยี่ยงพ่อ จนกระทั่งวันที่เขาได้เริ่มรู้ว่า บางสิ่งที่อุบัติขึ้นในชีวิตเขานั้น ได้ทรงคุณค่าต่อห่วงโซ่ความสัมพันธ์ของเขาอย่างไร ภารกิจกลับไปติดตามหาเด็กกลับคืนมาเพราะเธอหันหลังให้กับความสัมพันธ์จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

แจ้งเพื่อทราบ: ผมกำลังจะเปิดเผยเนื้อหาของหนังเรื่องหนึ่ง

เขาเห็นความสำคัญของความสัมพันธ์ เห็นพลังของความรัก ต่อเมื่อเขาเสียมันไป เส้นวงที่ขีดล้อมกรอบความรักของเขายังคงขนาดเท่าเดิม แต่วงของเธอนั้นขยายกว้างออก และไม่ได้มีเขาเป็นจุดศูนย์กลางแต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไปแล้ว ต่อเมื่อโหยหาสิ่งที่เขาขาด เขาจึงเรียนรู้และพยายามให้ได้มา เมื่อพยายามจึงได้ทำได้ลองหลายทางจนกว่าจะพบทางที่ใช่ ทางที่เปลี่ยนแปลงตัวเขาเองจากภายใน

หากหญิงสาวผู้นั้นเธอตระหนักถึงรักต่อตัวเด็กเมื่อเธอได้ให้กำเนิด และได้ถึงพร้อมในความเป็นแม่ เปรียบกันแล้ว เขาก็ได้เริ่มล่วงสู่ความเป็นพ่อ เมื่อได้ให้กำเนิด ไม่ใช่ในทางชีวภาพ แต่ในทางสัญชาตญาณด้วยการช่วยชีวิตหนุ่มรุ่นน้องจากห้วงน้ำเย็นยะเยียบ กระทั่ง เมื่อเขาได้บรรลุถึงซึ่งความเป็นพ่อ ไม่ใช่ในทางนิตินัย แต่ในทางสำนึกรับผิดชอบผลการตัดสินใจกระทำของเขาที่ผูกพันถึงชีวิตและอนาคตของรุ่นน้องคนเดิมนั้น

เพียงคำพูดถามถึงลูกชายตัวน้อยเพียงประโยคเดียวในตอนท้าย เราก็เข้าใจด้วยใจว่าเขาได้เปลี่ยนผ่านเติบโตจากเด็กคนหนึ่งสู่การเป็นพ่อของเด็กอีกคนหนึ่งแล้ว

ขอบคุณเพื่อนร่วมโรงที่ฉายหนังชีวิตและความคิดฉากต่างๆ ผ่านภาพสมมติในโรงหนัง แต่ละเรื่องราวร้อยเรียงลำดับไปกับผู้ชมแต่ละคนต่างที่มาแต่ละทัศนะ หนังเรื่องเดียวมีสารสารพัดสารพัน ด้วยผู้สังเกตที่ต่างๆ กัน เราล้วนต่างมีภาพยนตร์ส่วนบุคคลหรือหนังส่วนตัวในช่วงเวลาสองชั่วโมงเดียวกัน ขอบคุณที่ทำให้ความคิดงอกเงยแตกหน่อออกผล ขอบคุณมาก มาก ครับ

Governments should be afraid of their people

ไม่กี่วันมานี้มีความประจวบเหมาะหลายอย่างเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา หนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือการพลิกเปลี่ยนของประเทศไทย การรัฐประหารที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ก็ได้เกิดขึ้นอีกแล้ว ดูท่าว่าครั้งนี้จะได้รับดอกไม้มากกว่าก้อนอิฐ เสียงของประชาชนตอบรับการตบเท้าเข้ายึดอำนาจจากกลุ่มทุนที่ครอบงำประเทศ


มีคนกล่าวว่า "นี่คือความพ่ายแพ้อีกครั้งของภาคประชาชน" เพราะภาคประชาชนเป็นฝ่ายปล่อยปละให้ระบอบประชาธิปไตยแบบทักษิณถูกล้มล้างด้วยฝีมือของกลุ่มทหาร ที่สุดแล้วชาวไทยก็ยังไม่สามารถรวมตัวกันขึ้นจากคนเล็กคนน้อยด้วยเป้าหมายและอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน อาจด้วยเหตุที่ถูกแบ่งแยกจากนโยบายประชานิยม หรือการละทิ้งประชาชนรากหญ้าจากคนในสังคมต่อกันไม่ติดก็ตาม ...


"โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง"


"นี่คือความพ่ายแพ้ของภาคประชาชน"


หลายเดือนก่อนผมได้ดูหนังเรื่อง V for Vendetta ไปสองรอบ เสียน้ำตาให้รอบแรกมากกว่ารอบที่สอง แต่ความรู้สึกใช่เหมือนเดิม รู้สึกว่ามันช่างเป็นภาพยนตร์ที่เข้าฉายได้ถูกจังหวะและโอกาสเหลือเกิน รัฐประหารโดยภาคประชาชนไทยจะเริ่มจากคนๆ เดียว ด้วยปฏิบัติการเท่ๆ เยี่ยงภาพบนจอนี้ได้ไหมหนอ :-)

September 11 on the plane



นับว่าคือครั้งแรกของกลุ่มจิตสีนิมาที่ได้สนทนาอย่างออกรสหลังชมภาพยนตร์ดีๆ เรื่องหนึ่งนาม United 93 ด้วยภาพและเรื่องช่างทรงพลังเสมือนจริงเสียจนใจเต้นระรัวหวั่นหวาดยิ่งกว่าหนังแอคชั่นอื่นที่เคยชม จินตนาการตัวเองถ้าตกอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้นจะเป็นอย่างไร แต่ละชีวิตบนจอภาพไม่ได้ถูกปั้นแต่งให้เป็นวีรบุรุษวีรสตรีเลย มีแต่ชีวิตที่อยู่บนทางเลือกจะยอมรับผลโดยการรอหรือลงมือกระทำ

ความเชื่อที่แตกต่างนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมอันตอกย้ำรอยแยกให้แตกร้าวมากยิ่งขึ้น


เมื่อถึงจุดที่ถอยกลับไม่ได้จะมีโอกาสไหมที่จะทำความเข้าใจกันและกัน
หรือแม้แต่รับฟัง ยังไม่จำต้องเข้าใจ
เพียงแค่ฟังอย่างตั้งใจ ไม่ต้องถึงกับเข้าข้าง

Memento




ความทรงจำเป็นเครื่องมือจัดการกับความสัมพันธ์กับทุกสิ่งรอบตัว โดยเฉพาะกับมนุษย์ด้วยกันเอง เรารู้ว่าจะแสดงอารมณ์ความรู้สึกกริยาท่าทางสีหน้าแววตาน้ำเสียงอย่างไรต่อคนๆ หนึ่ง เพราะเรามีความทรงจำเกี่ยวกับคนนั้นอย่างไร Memento ให้ภาพเรื่องราวล่าสุดกลับไปสู่ต้นสายปลายเรื่องได้บอกเป็นนัยว่าอย่างนั้น การดำเนินชีวิตที่ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่แวดล้อมไปด้วยคนมากมายที่มีความทรงจำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรา แต่เราไม่มีข้อมูลความทรงจำใดๆ เลยต่อเขา ไม่รู้ว่าเขาคือความปรารถนาดี หรือเจตนาร้ายหมายเอาชีวิต ..

Memento ดำเนินไปแล้ววกกลับมาซ้ำที่เดิมก่อนเผยเรื่องก่อนหน้าทีละน้อย แต่ความทรงจำต่อบางเรื่องที่ปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ทำให้เกิดข้อมูลใหม่ในการจัดการกับความสัมพันธ์อะไรเลย รังแต่จะฉุดดึงลดทอนการเปิดเผยความคิดความรู้สึกน้อยลง ห่างไกลออกจากเรื่องมากขึ้น ประชุมเสวนาหารือครั้งใดที่วนเวียนกลับมาที่เก่าที่แม้ไม่ใช่ที่เดิมทว่าบนความทรงจำเดียวกันนั้น ได้ชักชวนฉุดรั้งให้ถอยห่างปลีกตัวออกจากวงพูดคุยทุกที

เคยเจตนาดี อยากมีส่วนร่วม แต่ไม่ไหวแล้ว