Generation Now - ต้องได้เดี๋ยวนี้



คอลัมน์ จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2553

เมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา เราได้เห็นสื่อมวลชนต่างพากันประมวลข่าวจัดอันดับเหตุการณ์สำคัญ นอกจากจะทบทวนปีที่ผ่านไป บางส่วนก็ยังได้คาดการณ์ถึงปีใหม่นี้ว่าจะมีสิ่งใดอยู่ในกระแสความสนใจของสังคมบ้าง มีสกูปหนึ่งได้ทำนายแนวโน้มสังคมเอาไว้ อาทิ กระแสผลิตภัณฑ์รักษาสิ่งแวดล้อมจะได้รับความนิยมต่อเนื่องและถูกผลิตออกมามากขึ้น รวมทั้งโอกาสที่เราจะได้เห็นภาพยนตร์ 3 มิติซึ่งสมจริงยิ่งกว่าก่อน เกือบทั้งหมดก็พอจะคาดเดาได้และไม่น่าประหลาดใจเท่าไหร่นัก แต่มีเรื่องที่น่าสนใจ คือสมญานามที่สื่อเขาตั้งให้แก่คนรุ่นใหม่ในยุคนี้ว่า Generation Now

เท่าที่ผ่านมามีคำเรียกขานคนแต่ละรุ่นไม่ว่าจะเป็นรุ่นเบบี้บูม (Baby Boomer) หรือรุ่น Generation X ซึ่งต่างก็มีลักษณะพิเศษไปตามสภาพสังคมและวัฒนธรรมตามช่วงเวลาที่เขาเกิดและเติบโตขึ้นตามยุคสมัย

ส่วนรุ่น Generation Now ที่หมายถึงเด็กและวัยรุ่นในยุคนี้ล่ะ? สื่อเขาให้นิยามไว้ว่า พวกเขาเป็นคนที่ต้องการได้ทุกสิ่งอย่างรวดเร็วทันใจและทันทีทันใด การรอคอยถือว่าเป็นต้นทุนราคาแพง พวกเขาจะยอมจ่ายเงินเพื่อจะไม่ต้องรอ หรือรอให้น้อยลงอีก คำพูดติดปากของคนรุ่นนี้คือ “จะเอาเดี๋ยวนี้ (I want it now.)” ในเรื่องเดียวกันยังขยายความอีกว่าการตลาดการค้าที่ดึงดูดใจคนรุ่นใหม่นี้จึงเน้นโฆษณาถึงความรวดเร็ว ไม่ว่าจะ “อินเตอร์เน็ตต้อง Hi-speed” “อาหารกล่องที่อุ่นแค่ 2 นาทีก็พร้อมรับประทานได้” “คอนโดใกล้รถไฟฟ้าใช้เวลาเดินทางเพียง 5 นาที” เรียกได้ว่าต้องเน้นเรื่องนี้ถึงจะเข้าถึงใจคนรุ่นใหม่ได้

ฟังดูเหมือนค่านิยมแบบนี้จะไม่ใช่แค่คนรุ่นใหม่แล้วจริงไหมครับ ความต้องการให้อะไรต่อมิอะไรรวดเร็วทันใจนี้กลายเป็นค่านิยมหลักของพวกเราแทบทุกคนในสังคมโลกปัจจุบันไปเรียบร้อยแล้ว อาจจะดูเข้าทีที่เราได้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สินค้าและบริการถูกเสนอให้เราได้ดีและเร็วขึ้นเรื่อยๆ

แต่เราอาจลืมไปว่า ยิ่งเร่งสิ่งนอกตัวเราให้เร็วเท่าไหร่ ใจของเราก็ยิ่งถูกเร่งเร็วมากขึ้นตามไปด้วย

การต้องการความเร็วให้ “ทันใจ” ก็คือการสร้างความคาดหวัง เมื่อเกิดความคาดหวังเราก็เอาใจไปผูกกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เมื่อมันมาถึงไม่ทันกับที่ใจคาดหวังไว้ เราก็ไม่ “ทัน” กับใจของเราที่เผลอไปไม่พอใจและตกเป็นทุกข์

ความต้องการให้ได้อะไรๆ ตามใจเดี๋ยวนี้ กลับจะยิ่งทำให้เราออกห่างจากใจของเราไปมากยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีอาจจะช่วยให้หลายอย่างในชีวิตเร็วขึ้นได้จริง แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความเคยชินให้เราและกระพือความต้องการรวมทั้งสร้างความคาดหวังที่สูงขึ้นไปด้วย เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีเรื่องไหนเร็วไปกว่าใจของเราที่มันคาดหวังและต้องการอย่างไม่มีที่สิ้นสุดได้แน่นอน ยิ่งไล่คว้าตามความต้องการยิ่งต้องไล่ตามให้เร็วขึ้นไปอีก

ช้าอีกสักนิด แต่ไม่ใช่เคลื่อนไหวให้ช้าลง ไม่ใช่ทำงานเฉื่อยลง แค่รั้งใจให้ช้า เปิดโอกาสให้เราได้อยู่กับใจของเราในเดี๋ยวนี้ตอนนี้ เพราะมันง่ายกว่าและเหนื่อยน้อยกว่ามากครับ อย่าได้ตามกระแสและเชื่อสื่อใดๆ ที่รายงานว่าคนรุ่นเราหรือคนรุ่นไหนเป็นคนอย่างไร เรานิยามตัวเองกันใหม่ได้ว่าเราเป็น Generation Now ที่ให้ใจของเราอยู่ในปัจจุบัน ไม่ตั้งความคาดหวังว่าสิ่งต่างๆ จะต้องได้อย่างใจ เราสามารถพอใจกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า และรู้เท่าทันใจที่มักจะเผลอวิ่งออกไป นี่แหละครับ Generation Now

ปณิธานปีใหม่



คอลัมน์ จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2552

เจียนจะข้ามสิ้นปีเข้าสู่ปีใหม่อีกแล้ว ช่วงเวลาอย่างนี้นอกจากเรามีธรรมเนียมการอวยพรมอบของขวัญ และใช้วันหยุดติดต่อกันไปพักผ่อนทดแทนการทำงานอย่างเหนื่อยล้ามาตลอดทั้งปี ยังเป็นโอกาสซึ่งเรามักตั้งปณิธานบางอย่างเอาไว้ บางคนอาจคิดแล้วเก็บอยู่ในใจไม่บอกใคร บางคนแม้จะไม่ได้ประกาศออกไปแต่ก็เขียนเตือนตัวเองในสมุดบันทึกหรือติดโน้ตบนโต๊ะทำงาน และมีคนจำนวนไม่น้อยสามารถตอบได้ทันทีที่เจอคำถามว่า “ปีใหม่นี้ได้ตั้งใจไว้ว่าเปลี่ยนแปลงอะไรหรือยัง?”

แม้ต่างคนต่างใจมีชีวิตที่หลากหลายต่างกัน ทว่าโดยมากสิ่งที่เราแต่ละคนคิดจะทำเมื่อวาระปีใหม่มาถึง มักจะคล้ายคลึงกันอย่างน่าอัศจรรย์ ฝรั่งเขาเคยสำรวจคร่าวๆ ว่าเรื่องยอดนิยมที่คนส่วนใหญ่ตั้งใจจะทำในปีใหม่ หรือ New Year’s Resolution นั้น ได้แก่ ๑.ให้เวลาแก่ครอบครัวมากขึ้น ๒.ออกกำลังกายและดูแลสุขภาพ ๓.ลดน้ำหนัก ๔.เลิกบุหรี่ ๕.เลิกเหล้า (มีบางข้อที่ตรงกับใจเราใช่ไหม?)

แม้จะยังไม่เคยมีการเก็บผลข้อมูลอย่างเป็นทางการโดยเปรียบเทียบสัมฤทธิผลของปณิธานปีใหม่ก็ตาม พวกเราคงคาดเดาจากประสบการณ์อันมีร่วมกันได้ว่า มากกว่าครึ่งล้วนประสบความล้มเหลวที่จะทำตามความตั้งใจ

ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ และไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันเกินจริงเลย ถ้าเช่นนั้นเป็นเพราะสาเหตุใดที่ทำให้เราใช้ชีวิตย่างเข้าสู่ปีใหม่จนมันล่วงเลยผ่านพ้นไปอีกหนึ่งปีด้วยวิถีรูปแบบเดิมๆ ซ้ำๆ ดังที่เคยเป็นมา จนเราบางคนยอมรับว่าปณิธานปีใหม่ที่ตนเองเคยตั้งไว้กลายเป็นภารกิจอันแทบจะเป็นไปไม่ได้

เราไม่พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ เราต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ขณะเดียวกัน เราเริ่มเคยชินและยอมรับกับการใช้ชีวิตแบบเดิม คิดแบบเดิม ทำตัวแบบเดิม จนตัวเราและความคิดเองนี่แหละที่เป็นอุปสรรคใหญ่ไม่ให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้

ถ้าเช่นนั้น เราควรต้องขวนขวายหาความรู้จากหนังสือ How-to ว่าทำอย่างไรจึงจะคิดแบบใหม่ ศึกษาว่าวิธีคิดนั้นมีกี่แบบ หรือหาแนวทางเปลี่ยนตัวเองได้ภายใน ๑ เดือน ใช่หรือไม่? - อาจจะใช่ เพราะเราคงได้ข้อมูลความรู้มากขึ้น แต่มันก็จะเป็นเหมือนกับเรื่องอื่นๆ อีกมากมายในชีวิตที่เรารู้ดีมาตั้งนานแล้ว แต่เราก็ไม่ทำ (อยู่ดี) รู้ว่าข้ามสะพานลอยปลอดภัยกว่า รู้ว่าการบอกรักพ่อแม่เป็นสิ่งที่ดี รู้ว่าการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของพลเมือง แต่ทั้งหมดนี้ใช่ว่าเรารู้แล้วเราจะทำ

การที่เรารู้มากขึ้นจึงไม่ได้หมายความว่าเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเราได้เสมอไป ถ้าตราบใดที่เรายังไม่รู้ตัว

สิ่งสำคัญที่เราส่วนใหญ่มักหลงลืมละเลยไปคือตัวของเราเอง ถ้าหากในแต่ละชั่วขณะเรามีสติรู้เท่าทันจิตใจที่เผลอไผลไปกับความเคยชินเก่าๆ เดิมๆ สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีตรงหน้าคือความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแปลง ความรู้ทักษะต่างๆ ที่เคยมีจะเป็นตัวเลือกหนึ่งให้เราตัดสินใจนำขึ้นมาใช้ มันจะไม่กลายเป็นเรื่องอุดมคติหรือทักษะที่ต้องใช้ความชำนาญพิเศษอีกต่อไป

เราเลือกกลับบ้านเร็วขึ้นไปหาครอบครัวแทนที่จะไปร่วมวงเหล้าได้ ถ้าเราทัน สามารถเห็นว่าใจกำลังกระเพื่อมหวั่นไหวอยากไปสังสรรค์ เราทอดระยะเวลาในการตัดสินใจให้ช้าออกไปได้ ใช้ชั่วขณะนี้เปิดโอกาสให้ตัวเราเห็นตัวของเราเอง

ปีเก่ากำลังจะผ่านไป เราเองก็ใช่จำต้องเป็นคนเก่าคนเดิมที่ทำอะไรเหมือนๆ เดิมในความเคยชินเดิมๆ เสมอไป ปีใหม่กำลังจะเข้ามาและอาจจะเกิดอะไรขึ้นอีกได้มากมาย เช่นเดียวกับเราที่อุดมไปด้วยความเป็นไปได้และเป็นผู้สร้างทางเลือกให้แก่ชีวิต ขึ้นอยู่แค่ว่าเห็นตัวเองหรือไม่ และอยากจะเป็นคนแบบไหน

เพราะว่าตัวเรานี่แหละคือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเอง

ส่วนปณิธานปีใหม่ที่น่าจะได้ตั้งเอาไว้ในใจกันอาจเป็นแค่เรื่อง “รู้เท่าทันตัวเอง” ก็ได้

สุนทรียสนทนาด้วยใจ



คอลัมน์ จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2552

ใช่ว่าความรู้ทุกอย่างจะถูกถ่ายทอดให้เข้าใจได้ด้วยการบอกเล่าและบรรยาย ถึงแม้ว่าพวกเราคงจะคุ้นเคยกับการเล่าเรียนมาด้วยการฟังครูสอนหน้าชั้น แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมดของการเรียนรู้ ความรู้และทักษะหลายสิ่งในชีวิตที่เราได้มา มันมาจากการได้ทำและมีประสบการณ์ด้วยตนเอง การบรรยายจึงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

อาจารย์ท่านหนึ่งเคยเปรียบไว้ว่า หากมีผลไม้อยู่ชนิดหนึ่งซึ่งเราไม่เคยรู้จัก ไม่เคยลิ้มชิมรสมาก่อน แต่ให้ผู้ที่เคยเห็นและได้ชิมมาบอกเล่าแก่เรา ต่อให้เขามีเวลามากเพียงไหน หรือเขามีทักษะในการเลือกใช้ถ้อยคำเพียงไร อย่างมากก็อุปมาให้ใกล้เคียง และเราอาจคิดนึกไปว่าเราพอจะเห็นภาพและเข้าใจได้แล้ว เป็นการทึกทักไปเอง เป็นความรู้ท่องจำที่เข้าใจแต่ยังไม่ได้เข้าไปถึงใจของเรา

สุนทรียสนทนาก็เป็นเฉกเช่นเดียวกัน เครื่องมืออันมีชื่อเสียงรู้จักกันอย่างแพร่หลายนี้มีผู้เขียนหนังสือและบทความให้อรรถาธิบายไว้หลากรูปแบบ ทั้งถ่ายทอดบรรยากาศ แจกแจงถึงหลักการสำคัญ ตลอดจนยกตัวอย่างเหตุการณ์จริงในวงสุนทรียสนทนาขึ้นมาให้เห็นภาพ

แต่ในพวกเราทั้งหลายจะมีใครที่เพียงแค่อ่านเท่านั้นก็เข้าถึงหัวใจของสุนทรียสนทนา และเข้าใจมันจากใจของเราจริงๆ ความเข้าใจนี้เกิดจากการได้ใคร่ครวญจิตใจตนจนสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเป็นปัญญาความเข้าใจในใจของเรา ไม่ใช่นึกว่าเข้าใจด้วยการใช้สมองคิดวิเคราะห์เท่านั้น

การฝึกอบรมกระบวนการจิตตปัญญาศึกษาว่าด้วยเรื่องสุนทรียสนทนาจึงไม่อาจเป็นการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ขึ้นได้หากขาดไร้โอกาสร่วมอยู่ในวงสุนทรียสนทนาด้วยตนเอง ลำพังเพียงการฟังบรรยายนั้นมักช่วยให้เราได้แค่รู้จำเท่านั้น

ระหว่างฟังบรรยายเล่าเรื่องหลักการและแนวทาง หลายคนอาจคิดเชื่อมโยงเปรียบเทียบสุนทรียสนทนากับแนวทางการประชุมอื่นๆ ที่เคยได้ศึกษามาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในหมู่ผู้อยู่ในแวดวงวิชาการและการศึกษา ตลอดจนกลุ่มผู้มีสติปัญญามาก แต่หากการคิดวิเคราะห์นั้นนำไปสู่ผลสรุปว่ารู้แล้วเข้าใจแล้ว ก็เท่ากับว่าเราพลาดโอกาสการใช้ใจใคร่ครวญจนนำสุนทรียสนทนาให้เข้ามาถึงใจได้

วงฝึกหัดสุนทรียสนทนานั้นแตกต่างไปจากหลักการเนื้อหามาก เราอาจคิดว่าคุณสมบัติของการฟังอย่างลึกซึ้งนั้นเป็นเรื่องไม่ยาก แต่หากได้ย้อนกลับมาดูตัวเราขณะอยู่ในวงสนทนา ว่าเราสามารถฟังผู้พูดได้ทั้งหมดทุกเรื่องราวและความรู้สึกทุกอย่างของเขาได้อย่างไร และมากน้อยเพียงใด นั่นแหละคือโอกาสที่เราอาจได้ตระหนักอย่างแท้จริงว่าความสามารถที่ดูง่ายๆ แค่ฟังอย่างลึกซึ้งนั้นมันไม่ได้เป็นเรื่องที่รู้จักจำได้แล้วจะสามารถทำได้

ความเงียบก็เช่นเดียวกัน ทั้งยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยมากในวงฝึกหัดสุนทรียสนทนา ถึงแม้ว่าจะได้รับฟังบรรยายไปแล้วว่าความเงียบเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนา และเราสามารถฟังความเงียบนี้ได้ แต่พวกเราส่วนใหญ่มักรู้สึกอึดอัดทนไม่ได้ หลายคนทำลายความเงียบลงด้วยการพูดเปิดประเด็นในเรื่องที่ตนสนใจ บางคนฝ่าความเงียบด้วยเรื่องตลกขบขัน แต่ในช่วงขณะนั้นดูเหมือนทั้งวงจะลืมไปเสียแล้วว่าเราไม่ได้พูดคุยเพื่อผลัดกันเล่าเรื่องทีละคน ลืมไปว่าเราไม่ได้มาเจรจาเพื่อหาข้อสรุป

ความเงียบกลายเป็นสถานการณ์ไม่พึงประสงค์ของวงสนทนา พร้อมกับเราที่พลาดโอกาสจะได้ฟังเสียงที่เกิดขึ้นในใจของตัวเอง เราละเลยช่วงเวลาที่จะได้ใช้ใจใคร่ครวญเห็นความรู้สึกอึดอัดหรือความคาดหวังที่ไม่ได้รับการตอบสนอง

เหล่านี้ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลยในการบรรยาย

การอธิบายบอกเล่าเรื่องสุนทรียสนทนาผ่านตัวอักษรในบทความนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน ครูบาอาจารย์ที่ผู้เขียนเคารพยิ่งท่านได้ย้ำนักย้ำหนาว่า “จะเขียนเรื่องอะไรก็ตามขอให้เป็นเรื่องที่ได้พบได้เจอและเข้าใจแล้วด้วยตัวเอง” ดังนี้แล้ว จึงขอชักชวนเราทุกคนผู้สนใจในจิตตปัญญาศึกษาและสุนทรียสนทนาได้นำพาตัวเองพ้นจากการอ่านและการฟังไปสู่การปฏิบัติด้วยตัวเองกันเถิด

เพราะการเรียนรู้นั้นเกิดที่ใจของเราเอง

จำกัดความ

คอลัมน์ จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552

“จิตตปัญญาศึกษาคืออะไร” ไม่ว่าในการฝึกอบรมครั้งไหน เรามักได้ยินคำถามทำนองนี้จากผู้เข้าร่วมอยู่เสมอ หากบังเอิญว่าครั้งนั้นเป็นการฝึกอบรมที่ผู้เข้าร่วมมีความสนใจมากมาเป็นทุนเดิมก่อนแล้ว คำถามนี้จะปรากฏตั้งแต่วันแรกของกระบวนการ ส่วนผู้เข้าร่วมในการฝึกอบรมซึ่งออกแบบและจัดให้เฉพาะองค์กรก็ยังไม่วายได้เอ่ยปากถามจนได้ ถ้ารู้ว่ากระบวนการในสามสี่วันนี้มีจิตตปัญญาศึกษาเป็นแนวคิดหลักใช้จัดการเรียนรู้

ดูเหมือนพวกเราส่วนมาก โดยเฉพาะเราผู้ซึ่งทำงานในแวดวงวิชาการหรือการศึกษาต่างเชื่อกันว่าถ้าเราได้รู้ความหมายของสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วย่อมจะเข้าใจในสิ่งนั้นได้อย่างแจ่มแจ้ง ยิ่งถ้าได้รู้คำจำกัดความของแนวคิดด้วยแล้วยิ่งทำให้เกิดความชัดเจน ไม่พาลเข้าใจสับสนปะปนไปกับแนวคิดเรื่องอื่น



จริงหรือที่ว่าการให้ความหมายและคำจำกัดความจะช่วยให้เราเข้าใจได้ดี จริงหรือที่การตอบคำถามว่าจิตตปัญญาศึกษาคืออะไรจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมได้ความชัดเจนและทำให้เขาเกิดการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาศึกษาได้

ในการฝึกอบรมครั้งล่าสุดเมื่อไม่นานนี้ ผมและเพื่อนร่วมทีมได้จัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่บุคลากรของวิทยาลัยพยาบาลแห่งหนึ่งซึ่งผู้เข้าร่วมมีทั้งกลุ่มผู้บริหาร กลุ่มอาจารย์ กลุ่มเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง ตลอดทั้งสี่วันของการเรียนรู้นั้น ผู้จัดกระบวนการหรือที่เราเรียกตัวเองว่ากระบวนกรไม่ได้อธิบายความหมายหรือให้คำจำกัดความของจิตตปัญญาศึกษาเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเรากลุ่มนี้สี่สิบกว่าชีวิตคือความเข้าใจในตัวเองที่เพิ่มพูนมากขึ้นจนทำให้เรายอมรับความแตกต่างของกัน และแต่ละคนได้พาใจของตนเองไว้ใกล้กันจนความรู้สึกของทุกคนเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่เพียงแค่ทำงานอยู่ภายใต้สังกัดเดียวกันเหมือนดังที่เป็นมาก่อนเท่านั้น

นอกจากนี้ เราทุกคนยังบอกตรงกันว่าเราได้รับประโยชน์และมีความเข้าใจในจิตตปัญญาศึกษายิ่งขึ้นกว่าเดิมมาก อาจารย์ท่านหนึ่งเห็นว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้สติและสอดคล้องกับหลักศาสนา ส่วนคุณป้าคนงานบอกว่าเป็นการเรียนแบบสนุกๆ สบายๆ และได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น

แน่นอนว่าต่างคนต่างเห็นจิตตปัญญาศึกษาต่างกันไปและให้คำอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่เหมือนกัน แต่กลับเหมือนกันอย่างยิ่งตรงที่เป็นความเข้าใจซึ่งซึมซาบเข้าไปจนถึงจิตถึงใจ ไม่ใช่แค่รู้จำท่องได้ว่าจิตตปัญญาศึกษาคืออะไร

หากการฝึกอบรมเริ่มต้นด้วยการให้ความหมายและอธิบายนิยามของจิตตปัญญาศึกษาเสียแล้ว จะเป็นไปได้ไหมว่าผู้เข้าร่วมที่มาจากหลากหลายสถานภาพและคุณวุฒิจะตอบได้ แน่นอนว่าคงมีคำตอบออกมาได้ แต่คำตอบนั้นจะเต็มไปด้วยความระมัดระวังและหวาดเกรงว่าจะผิดพลาดไปจากคำสอนมา สำหรับบางคน การได้รู้ความหมายก่อนอาจทำให้เขาหมดความสนใจในจิตตปัญญาศึกษาไปเสียแต่แรก เพราะเมื่อได้รู้ได้เทียบเคียงกับสิ่งที่รู้มาก่อนหน้าก็ถือว่าเข้าใจแล้ว

ในแง่หนึ่ง การให้ความหมายจึงเป็นการจำกัดความเป็นไปได้ของจิตตปัญญาศึกษาให้อยู่ในขอบเขตจำกัด เป็นการปิดกั้นจินตนาการและโอกาสในการเข้าถึงและเข้าใจที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน เราอาจเคยชินจากการเรียนในระบบว่านิยามคือความชัดเจน เป็นความเข้าใจ แต่ถ้าความเข้าใจนั้นไม่ได้เกิดจากเข้าไปมีประสบการณ์ด้วยตนเอง ไม่ได้เกิดจากการมีประสบการณ์ตรงในเรื่องนั้น ผู้เรียนจะสามารถเข้าไปถึงใจจน “เข้าใจ” ได้จริงหรือ

ผมเคยเปรียบเทียบจิตตปัญญาศึกษากับความรักว่าเป็นสิ่งคล้ายกัน เราเติบโตและรู้จักความรักมาโดยที่ไม่ต้องมีใครบอกความหมายให้ความรักถูกจำกัดใจความ แต่เราทุกคนสามารถรู้จักและเข้าใจความรักได้เช่นเดียวกัน จากการผ่านประสบการณ์ความรักด้วยตัวเอง และจากมุมมองอันหลากหลายที่มีต่อความรัก

จิตตปัญญาศึกษาก็เป็นเช่นเดียวกัน

จิตตปัญญาพฤกษา

คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ฉบับวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๒

ราว 2 ปีที่ผ่านมา เราหลายคนในเครือข่ายจิตตปัญญาศึกษาได้ร่วมกันทำงานทบทวนความรู้ที่เกี่ยวข้องกับจิตตปัญญาศึกษา โดยได้รับทุนสนับสนุนโครงการจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผ่านไปยังศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยในช่วงเวลาของการริเริ่มนี้เราเชื่อว่าควรมีความรู้เป็นฐานรองรับ ดังที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ท่านให้ความเมตตาแนะไว้ว่า หากจะกระทำการขับเคลื่อนเรื่องใด ควรได้ศึกษาวิจัยเรื่องนั้นให้รู้จบสิ้นดินฟ้ามหาสมุทร เพื่อจะได้ทำงานในส่วนที่เป็นคานงัด ทำน้อยแต่ได้ผลมาก หรือทำในส่วนที่ยังขาดพร่องอยู่

เราใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนกันในกลุ่มและเข้าไปปรึกษาขอรับคำแนะนำจากปราชญ์หลายท่าน โดยเฉพาะอาจารย์อาวุโสในกลุ่มจิตวิวัฒน์ จนกระทั่งเริ่มเห็นแนวทางว่าควรจะทำงานศึกษาทบทวนใน 5 เรื่อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศจึงจะครอบคลุมภาพรวมและเป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาต่อยอดในอนาคต ทั้ง 5 เรื่องนั้นประกอบด้วย 1. ประวัติแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 2. เครื่องมือและวิธีปฏิบัติในแนวจิตตปัญญาศึกษา 3. วิธีวิทยาการวิจัยสำหรับจิตตปัญญาศึกษา 4. การประเมินสำหรับจิตตปัญญาศึกษา และ 5. แนวทางการประยุกต์ใช้จิตตปัญญาศึกษาในวงการต่างๆ

งานวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้ทำให้เราได้ข้อมูลจำนวนมาก เราพบว่าแม้จิตตปัญญาศึกษามีความเคลื่อนไหวที่เริ่มในต่างประเทศมาไม่นาน ทว่าได้นำแนวคิดที่มีอยู่ร่วมกันในหลายศาสนาและความเชื่อมาใช้ในบริบทสังคมร่วมสมัย วิธีการปฏิบัติก็ยังมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเน้นฐานกาย กิจกรรมเชิงพิธีกรรม การทำงานศิลปะ รวมทั้งใช้สมาธิและการสงบนิ่ง ล้วนแล้วเป็นการปฏิบัติที่จิตตปัญญาศึกษานำมาใช้ ส่วนวิธีวิทยาการวิจัยก็มิได้จำเพาะต้องเป็นแนวทางหนึ่งใด แต่ควรได้บูรณาการผสมผสานให้เห็นความจริงจากหลากมุมมอง เช่นเดียวกับการประเมินที่มีจุดสำคัญคือการรู้เท่าทันและตระหนักในกระบวนทัศน์ของตนเอง ตลอดจนการประยุกต์ใช้แนวคิดจิตตปัญญาศึกษาในวงการต่างๆ นั้นจึงมิใช่การปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากันได้กับบริบทเท่านั้น แต่เป็นการประยุกต์ที่มุ่งสู่การเรียนรู้จิตใจและเข้าใจตน

ในระหว่างกระบวนการวิจัยเราพบอุปสรรคและข้อจำกัดไม่น้อยเฉกเช่นเดียวกับการร่วมกันทำงานในหลายๆ อย่าง บางเรื่องเราอาจจะสามารถจัดการได้ด้วยวิธีสั่งการ หรือยึดเอาแผนการดำเนินงานเป็นหลัก ทว่าข้อมูลความรู้มากมายที่เราพบบ่งชัดว่าการพัฒนาจิตวิญญาณและปัญญาทั้งหลายในโลกนี้ล้วนแล้วแต่ผ่านการมีประสบการณ์ตรงของผู้ปฏิบัติ การทำงานวิจัยร่วมกันของเราจึงกลายเป็นพื้นที่เพื่อการฝึกฝนทางจิตตปัญญาของผู้วิจัยทุกคน เรานำเอาแนวคิดความเป็นผู้นำร่วมและความเป็นผู้นำผู้รับใช้ให้มาอยู่ในการทำงานจริง แม้เรื่องดังว่านี้จะไม่ง่ายดายและคงไม่เห็นผลทันทีก็ตาม แต่อย่างน้อยเราต่างได้เรียนรู้อะไรผ่านประสบการณ์ตรงทีเดียว

ช่วงของการสรุปประมวลและสังเคราะห์ความรู้เป็นขณะเวลาที่น่าประทับใจ ทุกคนในคณะทำงานโครงการได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประเด็นความรู้จากงานที่ต่างคนได้ทบทวนศึกษามา แต่แรกดูเหมือนว่าจะหาข้อสรุปลงตัวที่ตรงใจให้แก่กันไม่ได้ เมื่อความเครียดครอบงำการทำงานเราจึงได้พลิกเปลี่ยนเข้าหาความผ่อนคลาย บทสนทนาสู่บทสรุปจึงเกิดขึ้นได้ในเนื้อหาเดิมเดียวกัน จากความคิดเล็กๆ หนึ่งก่อเกิด ความคิดใหม่ได้ต่อยอดและประกอบกันเข้าเป็นข้อสรุปในใจที่เราสามารถเห็นร่วมตรงกัน เสนอประมวลความรู้จิตตปัญญาศึกษาให้เป็นโมเดลชื่อว่า “จิตตปัญญาพฤกษา” (Contemplative Education Tree)



องค์ประกอบของโมเดลนี้มีส่วนสำคัญ 8 ประการซึ่งสื่อถึงองคาพยพของต้นไม้ ได้แก่ 1. ราก คือที่มาและพัฒนาการของจิตตปัญญาศึกษานั้นอยู่ฐานแนวคิดเชิงศาสนา เชิงมนุษยนิยมและเชิงบูรณาการองค์รวม 2. ผล คือเป้าหมายการเรียนรู้สู่จิตใหญ่ที่กว้างขวางครอบคลุมและเชื่อมโยงถึงความจริงของสรรพสิ่ง 3. แก่น เป็นกระแสแห่งการพัฒนาสู่จิตใหญ่ ประกอบด้วย การมีสติเปิดรับประสบการณ์ตรงในปัจจุบันขณะอย่างเต็มเปี่ยม การสืบค้นกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะกับตน การน้อมมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจริงจัง ความเบิกบานและผ่อนคลาย และการมีจิตตั้งมั่นและเป็นกลาง 4. กระพี้ เป็นบริบทของการเรียนรู้ ประกอบด้วย ชุมชมหรือสังฆะสนับสนุน และการกลมกลืนกับวัฒนธรรม 5. เปลือก เป็นเครื่องมือและการปฏิบัติรูปแบบต่างๆ 6. เมล็ด เป็นศักยภาพการเรียนรู้ภายในมนุษย์ 7. ผืนดิน เป็นวงการต่างๆ ที่จะนำจิตตปัญญาศึกษาไปประยุกต์ใช้ และ 8. การปลูกและดูแล เป็นกระบวนการพัฒนาและทบทวนความรู้ ประกอบด้วยวิธีวิทยาการวิจัย และการประเมิน

ผู้ทรงคุณวุฒิและกัลยาณมิตรบางท่านได้เคยทักท้วงว่าโมเดลนี้อาจยังไม่ชัดเจนและเข้าใจได้ยาก ขณะที่เราคณะทำงานน้อมรับความเห็นต่างนั้น แต่เรายืนยันการนำเสนอโมเดลลักษณะนี้เพื่อชี้ว่าการเรียนรู้เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณดังเช่นจิตตปัญญาศึกษาไม่ได้มีแบบแผนทิศทางคงที่ ตายตัว ไม่ได้เป็นกลไกลดทอนย่อส่วนหรือเชิงเส้น การเปรียบเปรยภาพของการเรียนรู้กับสิ่งมีชีวิตที่ไม่แยกส่วนและสัมพันธ์ประสานกันจึงเป็นการอุปมาที่มีความมุ่งหมาย

อีกทั้งการเลือกใช้โมเดลจิตตปัญญาพฤกษานำเสนอภาพแนวคิดจิตตปัญญาศึกษามิได้ตั้งอยู่บนความต้องการปกป้องผลงานวิชาการ แต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากกระบวนการทำงานอย่างเป็นผู้นำร่วมและการทดลองใช้วิธีปฏิบัติตามแนวจิตตปัญญาศึกษาของคณะทำงาน เป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ตรงและเชื่อมร้อยสัมพันธ์กับใจของเราผู้ศึกษา ดังนี้แล้ว ความเห็นพ้องหรือความเห็นต่างต่อจิตตปัญญาพฤกษาอันสามารถนำไปสู่ความเข้าใจและสนับสนุนการนำจิตตปัญญาศึกษาไปใช้จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทั้งสิ้น

เมื่อสิ้นโครงการนี้ เราเริ่มโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยนำจิตตปัญญาพฤกษาเป็นโมเดลต้นแบบนำไปใช้จัดการเรียนการสอนให้นิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักศึกษาของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตลอดรายทางของชั้นเรียนและผลตอนท้ายของการศึกษาล้วนบ่งชี้ว่าการเรียนรู้เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณหาใช่การวางแผนการสอนและจัดการเรียนไปตามแผนอย่างเคร่งครัด แต่ควรสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เหมาะสม ทั้งการจัดกระบวนการและวิธีปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นสุนทรียสนทนา ศิลปะ และการเจริญสติ พร้อมทั้งมีการเรียนรู้อย่างสังฆะกัลยาณมิตรหรือชุมชนการเรียนรู้เป็นกระพี้โอบอุ้ม เมื่อผู้เรียนพร้อมเมื่อนั้นเขาจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตนเองและด้วยตนเอง

สำหรับเราผู้ซึ่งทำงานวิจัยทบทวนความรู้และได้นำไปทดลองปฏิบัติการ เราปรารถนาให้โมเดลจิตตปัญญาพฤกษาเป็นเครื่องเตือนให้ได้ระลึกอยู่เสมอว่า แม้การเรียนรู้ในแนวทางจิตตปัญญาศึกษานั้นจะไม่อาจคาดหวังและกะเกณฑ์ผลลัพธ์อันแม่นยำจากผู้เรียนได้ แต่เราเชื่อมั่นได้อย่างแน่นอนว่าภายใต้การหมั่นสร้างปัจจัยแวดล้อมให้เอื้ออำนวยแล้ว การเติบโตทางจิตวิญญาณในกระบวนการเรียนรู้ย่อมจะเกิดขึ้นและดำเนินไปเฉกเช่นเดียวกับการเติบโตของชีวิตจากเมล็ดน้อยๆ สู่ไม้ใหญ่อันให้ความร่มเย็นแก่ผืนดินและสรรพชีวิตทั้งหลายในที่สุด