ฟังถึงใจ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 12 สิงหาคม 2555
ความสามารถในการมองทะลุพฤติกรรมและการกระทำไปจนเห็นถึงเบื้องหลังนั้นช่างเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์นัก
ในการประชุมขององค์กรแห่งหนึ่ง ในจำนวนสมาชิกที่ประชุมสามสิบกว่าคนนั้น มีทั้งผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา มีตั้งแต่คนที่อายุงานมาก จนถึงคนที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ประมาณสองเดือน เรื่องที่คุยกันเป็นเรื่องเกี่ยวกับขององค์กรของเขา
“เมื่อก่อนหน่วยงานเราเคยได้รับความเชื่อถือมาก เคยอยู่กันอย่างพี่น้อง มีอะไรก็พูดจากันได้ทั่วถึง เดี๋ยวนี้บรรยากาศแบบเดิมมันหายไป อยากให้มันกลับคืนมา” รุ่นพี่ผู้อาวุโสกว่าใครกล่าว
“ใครจะคิดว่าตัวเองเป็นคนพูดตรงก็แล้วแต่เขา ที่บอกก็เพราะเห็นว่ามันไม่ถูกต้อง อะไรที่ฝ่ายบริหารตัดสินใจไปแล้ว ถ้าไม่เกิดประโยชน์จริงกับคนทำงาน มันก็ต้องพูด เราไม่ได้พูดเพื่อตัวเอง แต่เพื่อทุกคน จะมาเปลี่ยนแปลงหรือห้ามพูดไม่ได้หรอก” เป็นเสียงจากสมาชิกอีกคนหนึ่ง ท่าทางขึงขังจริงจังมาก
“เพิ่งเข้ามาทำงานที่นี่ได้ไม่กี่เดือน ก่อนจะมาก็มีเพื่อนทักนะ ว่าแน่ใจแล้วเหรอ เขาบอกว่าที่นี่ปัญหาเยอะ แต่ในเมื่อตัดสินใจแล้วก็ไม่ถอย เราไม่ได้เข้ามาเพราะเป็นคนของใคร ก็อยากจะรู้จักและเข้ากันได้ทำงานกันได้กับทุกๆ คน” น้องใหม่ขององค์กรกล่าวบ้าง ด้วยน้ำเสียงที่ยังประหม่า แต่ก็เปิดเผยถึงเรื่องที่เธอได้พบมาจริง
หากมองด้วยสายตาทั่วไป และฟังผ่านๆ แล้ว ถ้อยคำบทสนทนาที่เกิดขึ้นในห้องนี้ คงทำให้เกิดจินตนาการต่อไปได้ไม่ยาก ว่าอีกประเดี๋ยว สมาชิกหลากวัยหลายตำแหน่งขององค์กรนี้ คงจะได้ขึ้นเสียง และชักสีหน้าใส่กันแน่ ดีไม่ดีอาจลุกลามกลายเป็นกล่าวโทษกันไปมา หรือพาลทะเลาะบาดหมางเข้าหน้ากันไม่ติด ยิ่งคุยกันด้วยเรื่องปัญหาขององค์กรแบบนี้แล้วล่ะก็ ร้อยทั้งร้อยจบลงที่ต่างคนต่างระบายความไม่พอใจเข้าใส่กัน ต่อเมื่อล่วงเลยเวลาการประชุมแล้วนั่นแหละ ถึงจะล่าถอยไปด้วยความเหนื่อยใจของทุกฝ่าย พอวันรุ่งขึ้นก็ก้มหน้าก้มตาทำงานตามความรับผิดชอบของตัวเองกันต่อไป ขอแค่ระวังไม่ให้ไปกระทบกระทั่งหรือเผลอเหยียบตาปลากันเข้าก็พอ
แต่ในห้องประชุมนี้ ไม่ได้มีปรากฏการณ์ตกร่องซ้ำรอยดังกล่าว อีกทั้งสมาชิกทุกคนยังได้พูดได้บอกสิ่งที่คิดออกมา และไม่เพียงสิ่งที่คิด แต่ยังรวมถึงความรู้สึกภายในใจ ขณะที่คนหนึ่งพูด คนที่เหลือก็พยายามฟังอย่างตั้งใจ ไม่มีใครขัด ไม่มีใครขอใช้สิทธิพาดพิง หรือส่อสัญญาณฮึดฮัดรำคาญใจ
เพราะทุกคนกำลังอยู่ในระหว่างการฝึกฝนการฟัง และกล้าเปิดเผยความจริง เพื่อจะได้มองถึงปรากฏการณ์ที่เรียกว่าปัญหาขององค์กรจากหลากมุมหลากแง่ต่างๆ กัน แต่ทุกคนมีความต้องการเบื้องลึกในใจที่งดงามและยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน
เพราะการกระทำ คำพูด และการแสดงออกใดๆ ไม่ได้เป็นเพียงความโกรธกริ้ว ไม่ใช่การทำร้ายทำลายกัน มิใช่การโยนความผิดออกไปให้พ้นตัว สิ่งเหล่านี้เป็นเสมือนยอดภูเขาน้ำแข็งเพียงเล็กน้อยที่โผล่พ้นผิวน้ำ เบื้องใต้ลึกลงไปยังมีความต้องการที่อยากจะมีความสุขในการทำงาน ต้องการความมั่นคง ต้องการความภาคภูมิใจ และต้องการความยุติธรรม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความต้องการเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความหมายในองค์กร
การฟังที่เกิดขึ้นนี้ช่างน่าอัศจรรย์ใจ เหตุการณ์การระบายออกถึงปัญหาของคนทั้งสามสิบกว่าคนนี้จึงไม่ได้นำไปสู่ความไม่เข้าใจ ตรงกันข้าม ต่างพยายามที่จะเข้าใจกัน เป็นการฟังที่ไม่ได้ยินแต่เสียง ยังเปิดใจรับฟัง และร่วมกันค้นหา จนค้นพบความต้องการอันงดงามภายใน นำไปสู่ความเข้าใจ และสร้างความเป็นไปได้ใหม่ที่จะฝ่าฟันปัญหานี้ไปด้วยกัน
ไข่ขาวกับไข่แดง
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 29 กรกฎาคม 2555
ช่วงเริ่มต้นของการฝึกอบรมเรื่องการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองในเกือบทุกครั้ง เรามักเริ่มเตรียมผู้เรียนให้พร้อม ด้วยแผนภาพง่ายๆ ภาพหนึ่ง เป็นภาพวงกลมซ้อนกันสองวง เราเรียกมันว่าไข่ดาว แสดงถึงสภาวะของการเรียนรู้สองลักษณะ พื้นที่วงในที่คล้ายไข่แดงนั้น คือพื้นที่ปลอดภัย หรือ Safe Zone หมายถึงสภาวะส่วนใหญ่ที่เราคุ้นเคยดีในชีวิตประจำวัน และเรามักจะแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้ตามแบบแผนที่เราทำมาจนติดเป็นนิสัย ซึ่งปรากฏชัดโดยเฉพาะตอนที่เราอยู่บ้าน กับครอบครัว หรือเพื่อนที่รู้จักสนิทสนมกันดี สภาพเช่นนี้ทำให้เราเคยชินในการแสดงปฏิกิริยาต่างๆ ออกมา เช่น พูดคุยด้วยน้ำเสียงแบบนี้ โต้ตอบกันเร็วโดยไม่ทันคิดตริตรอง หรือทันทีที่ถึงบ้านเราก็นั่งจ่อมที่โซฟา และกดหาช่องรายการที่ดูเป็นประจำ เป็นการเลือกรับรู้ข้อมูลแบบเดิมๆ ทำนองเดิมๆ การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจึงเป็นลักษณะการเติมข้อมูลบางส่วน และสร้างแบบแผนพฤติกรรมจนชำนาญ สามารถเป็นไปโดยอัตโนมัติ
ในแง่ดี นี่ก็เป็นฐานของการสร้างทักษะ ทำให้มีความสามารถในการค้นหาข้อบกพร่องจนทำให้มีความรอบคอบ เกิดประสิทธิภาพเพราะใช้เวลาน้อยลง
แต่ในทางกลับกัน สภาวะปลอดภัยนี่เองที่เราปิดกั้นจะเผชิญหน้ากับสิ่งแปลกใหม่ของชีวิต และขาดการเรียนรู้ที่อาจพลิกผัน ไม่ว่าจะเป็นการจองที่นั่งหลังห้องสัมมนาก็ดี การหลบตาหลีกเลี่ยงวิทยากรผู้สอนก็ดี หรือคนที่คอยตอบคำถามอยู่ตลอด และใช้เวลาพูดอธิบายมาก ก็อาจพลาดบทเรียนสำคัญที่จะได้จากเพื่อนคนอื่นร่วมชั้นเรียนก็เป็นไปได้
อีกสภาวะหนึ่งในพื้นที่วงรอบนอก เป็นเสมือนไข่ขาว คือพื้นที่ท้าทาย หรือ Risk Zone เป็นสภาพการณ์ที่เราไม่คุ้นเคย เพราะเต็มไปด้วยความเสี่ยงว่าเราอาจจะทำอะไรผิดพลาด ไม่มีแนวทางบอกว่าควรจะต้องทำตัวอย่างไร มันอาจจะเป็นสถานที่แปลกใหม่ หรือการอยู่กับผู้คนที่เราไม่เคยรู้จัก หรือแม้แต่การต้องทำต้องแสดงพฤติกรรมอะไรบางอย่างที่เราไม่เคยคิดว่าจะทำ
สำหรับแต่ละคนแล้ว พื้นที่ท้าทายนี้จะแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่มีร่วมกัน คือความรู้สึกของเราที่ไม่นิ่ง อาจตื่นเต้น หรือกระวนกระวาย แม้กระทั่งอึดอัด จนถึงหวาดกลัว ทว่าในทางกลับกัน อีกด้านของสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวเราคือความไม่ประมาท ความรู้ตัว ความประหลาดใจ ไปจนถึงความอัศจรรย์ใจ
ด้วยวิถีชีวิตการทำงานและการใช้ชีวิตในเมืองที่เป็นระบบดังปัจจุบันนี้ การเรียนรู้ส่วนใหญ่ของพวกเราจึงมักเกิดขึ้นในพื้นที่ปลอดภัย ขณะที่เราในสมัยเด็กๆ นั้น เราเติบโตขึ้นมาในสภาวะที่เปลี่ยนแปลงและแปลกใหม่อยู่เสมอ และเต็มไปด้วยความท้าทายว่าตัวเราจะสามารถทำอะไรได้บ้าง อะไรที่ทำให้เราสนุก อะไรที่เป็นอันตรายต่อเราบ้าง มันจึงเป็นการเรียนรู้ที่เปลี่ยนเราถึงรากฐานและให้มุมมองใหม่ต่อชีวิตและโลก
ทั้งไข่ขาวและไข่แดงต่างเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่เติมเต็มกันและกัน ที่กล่าวมาข้างต้นก็มิใช่ว่าเราจำเป็นจะต้องเสาะหาการเรียนรู้ในพื้นที่ท้าทายเสมอไปทุกครั้ง บางอย่างที่เสี่ยงเกินไป ก็อาจทำให้สภาวะจิตใจของเราสั่นไหว จนเข้าสู่การปกป้องระวังภัย และไม่อาจเกิดการเรียนรู้ก็เป็นได้
เพียงแต่ว่าในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองนั้น อาจต้องเริ่มจากการท้าทายความเชื่อบางอย่างในใจที่เรายึดมั่นถือมั่นเอาไว้โดยไม่รู้ตัว หรือผลักดันให้เราเผชิญสภาวะไม่คุ้นเคยและแปลกใหม่ เพื่อให้เห็นโอกาสและความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนตัวเอง เป็นการเติบโตจากไข่แดงไปสู่ไข่ขาว เพราะมันเป็นคือก้าวสำคัญของการเข้าใจและยอมรับตัวเอง
สามฐานการเรียนรู้
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 22 กรกฎาคม 2555
เวลาเราพูดกันถึงการเรียนรู้ โดยมากเรามักจะหมายถึงการจดจำเนื้อหา และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องและเน้นไปที่การใช้ฐานคิดทั้งสิ้น
แต่ในการเรียนรู้อย่างสมดุล และการเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวม เพื่อการเข้าใจตนเองและโลกนั้น เราหมายถึงเรื่องการเรียนที่มากไปกว่าฐานคิด หรือการใช้สมองจดจำวิเคราะห์เท่านั้น เรายังหมายถึงการใช้ฐานใจ คือความรู้สึก สภาวะอารมณ์ และฐานกาย คือสัญชาตญาณ และสัญญาณจากร่างกายของเราอีกด้วย
เป็นการเรียนรู้ทั้งสามฐานที่เกื้อหนุนสัมพันธ์กัน ไม่ได้แยกขาดเพื่อใช้เพียงฐานใดฐานหนึ่ง
หากพิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่า การเรียนทั่วไปในระบบนั้นมุ่งเน้นเรื่องการจดจำรายละเอียดเนื้อหา เน้นความสามารถในการวิเคราะห์คำนวณ ดังปรากฏในการสอบประเมินวัดผลทั้งหลาย ที่เกือบทั้งหมดใช้การทำแบบทดสอบในห้อง และต้องเป็นแบบทดสอบมาตรฐานเดียวกันอีกด้วย
ส่วนการเรียนที่เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับฐานใจ และฐานกาย มักถูกแยกออกไปเป็นอีกสายวิชา ขาดความสัมพันธ์สอดร้อยกันกับบทเรียนในส่วนที่เป็นเนื้อหา ยากจะเข้าใจความเป็นองค์รวมของตัวเองที่ไม่อาจแยกส่วนออกจากกัน ดังเด็กน้อยที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นมาพร้อมกับพัฒนาการทางสติปัญญา เรียนรู้ตัวเลข หัดพูดหัดเลียนแบบภาษา ลองเล่นดินลองละเลงสี และออกวิ่งปีนป่าย เป็นการเรียนที่หนุนเสริมทั้งสามฐานขึ้นมาพร้อมๆ กัน การเป็นผู้ใหญ่ก็ใช่เป็นเหตุผลที่เราจะปฏิเสธการใช้ฐานใจและฐานกายในการเรียนรู้
เราอาจคุ้นเคยกันมากับการเรียนในห้องเรียนที่ใช้ฐานคิด แต่ต้องย้ำเตือนกันเสมอว่า นั่นยังไม่ใช่การเรียนทั้งหมดของชีวิต
บางสถานการณ์ในชีวิต เราอาจใช้ทฤษฎีที่เราจดจำมาเพื่อแก้ไขจัดการปัญาที่เราเจออยู่ได้ แต่ยังมีอีกหลายสถานการณ์ ที่การใช้ฐานคิดนั้นไม่ช่วยให้เราพบวิธีที่ใช่สำหรับเราเลย
เพื่อนผู้เข้าร่วมอบรมการเรียนรู้เรื่องสมดุลสามฐานคนหนึ่งเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า เธอเป็นคนที่มีความมั่นใจ กล้าพูด กล้าทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นงานที่ตัวเองเคยทำและรับผิดชอบมาแล้ว และทุกคนก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเห็นคุณสมบัตินี้ชัดเจนในตัวเธอ ทว่าเมื่อเรากำลังเข้าสู่บทเรียนเรื่องการเปิดรับข้อมูลจากฐานใจและฐานกาย เรียนรู้การออกจากร่องพฤติกรรมเดิมๆ ที่ใช้ความคิดจนเคยชิน จนกลายเป็นความถือมั่น เชื่อว่าตัวเราเป็นเช่นนั้น เธอบอกว่าเธอได้พบความอัศจรรย์ใจ
ในกิจกรรมนี้ เราต่างคนจะลองใคร่ครวญด้วยตัวเราเอง ทบทวนว่าในขณะนี้เราปรารถนาอยากได้พลังเช่นใดมาไว้สำหรับการทำงาน มีคนจำนวนไม่น้อยบอกว่าต้องการศรัทธา บ้างก็ว่าต้องการความอดทน แต่เธอกลับบอกว่า “ต้องการความมั่นใจ” เธอว่านี่แหละคือคำตอบที่ได้จากการฐานกาย ในทางความคิดความเชื่อแล้วเป็นคนมั่นใจ แต่เมื่อให้เวลาสังเกตใจสังเกตกายของตนแล้ว กลับไม่รู้ว่าทำไมคำตอบยังเป็นต้องการความมั่นใจ
ครั้นให้เวลาอีกนิด จึงค้นพบและยอมรับได้จริงว่าในสัปดาห์หน้าจะต้องไปประชุมเรื่องสำคัญกับแหล่งทุน สำคัญมากจนเธอยอมรับว่าลึกๆ เริ่มหวั่นไหวไม่แน่ใจว่าจะทำได้อย่างที่คิด เธอบอกขอบคุณฐานกายที่เป็นขุมความรู้อีกแหล่งในตัว ที่ช่วยยืนยันว่าชีวิต ณ ขณะปัจจุบันนี้กำลังต้องการอะไร
สำหรับการเรียนของเราแต่ละคน บ้างอาจเรียนเพื่อใช้เนื้อหาสำหรับวิชาชีพ บ้างก็อาจเรียนเพื่อใช้ทักษะไปประกอบอาชีพ แต่การใช้ชีวิตอย่างเท่าทันกับความเป็นไปของโลกภายในตัวเรา เป็นสิ่งที่ไม่อาจละทิ้งพลังความรู้อันสะสมไว้ในฐานหนึ่งฐานใดได้เลย
พบพลัง
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 15 กรกฎาคม 2555
ผมเพิ่งกลับจากการประชุมของเครือข่ายองค์กรภาคสังคมกลุ่มหนึ่งได้ไม่นาน แต่สิ่งที่ยังติดอยู่ในความคิดที่ยากจะลืมเลือนได้ง่ายๆ คือรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ แววตาที่เป็นมิตร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดที่ว่า “เราน่าจะได้มาเจอกันให้บ่อยกว่านี้นะ มีอะไรเราจะได้ช่วยเหลือกัน”
ย้อนกลับไปราวสองเดือนก่อนที่การประชุมนี้จะเกิดขึ้น ตอนนั้นผู้ประสานงานการประชุมแทบจะกุมขมับแล้วถอดใจ อยากจะยกเลิกนัดหมายครั้งนี้เสียด้วยซ้ำ ถ้าหากไม่เป็นเพราะตั้งใจไว้แล้วและมีงบประมาณสำหรับจัดกระบวนการให้แก่ตัวแทนจากองค์กรเครือข่ายร่วม ๒๐ กว่าแห่ง ด้วยว่าทุกองค์กรนั้นก็มีภารกิจมากมาย ตารางนัดหมายก็แสนแน่น ยิ่งถ้าตรงกับวันเสาร์อาทิตย์แล้วยิ่งยาก เพราะเป็นเวลาที่จัดกิจกรรมจิตอาสาบ้าง มีงานลงพื้นที่ชุมชนบ้าง
แต่สุดท้ายก็เกิดขึ้นจนได้ ชนิดที่เรียกว่าต้องตัดใจ ไปกันได้น้อยกว่าที่คาดก็ไม่เป็นไร และคนจำนวนหนึ่งติดพันภารกิจทำให้มาประชุมได้แค่ครึ่งทางก็ต้องกลับก่อนก็ไม่เป็นไร สุดท้ายการประชุมจึงเกิดขึ้นได้ในที่สุด
ตลอดเวลาสามวันของการประชุม ที่มีผู้เข้าร่วมสิบกว่าองค์กรจำนวนร่วมสามสิบกว่าคน เกือบครึ่งยังไม่เคยได้พบเจอกัน และมีถึงหนึ่งในสามที่ยังเป็นน้องใหม่ในวงการ บางคนเพิ่งทำงานมาได้เพียงสามเดือน บางคนก็สองปี เราจึงใช้กระบวนการทำความรู้จักกันไปพร้อมกับการทำความรู้จักงาน การรู้จักกันนั้นก็เป็นการเปิดเผยชีวิต บอกเล่าการเดินทางของชีวิต จุดพลิกผัน และการตัดสินใจครั้งสำคัญ จนถึงวันนี้ที่มีบทบาทหน้าที่อะไรอยู่ในองค์กรอยู่ในชุมชนของตน เป็นการรู้จักความเป็นมาของกันและกันที่มันเป็นหนึ่งเดียวกับงานที่ต่างคนได้เลือก และได้ภาคภูมิใจในงานของตน
ผ่านไปเพียงคืนแรก เราก็แทบจะเป็นเสมือนเพื่อนพี่น้องที่เข้าอกเข้าใจในหลายๆ เรื่องที่เราสนใจเหมือนๆ กัน และแทบจะเป็นเหมือนครอบครัวที่ยอมรับเคารพในความแตกต่างของความสนใจที่เรามีหลากหลายผิดแผกกัน พอถึงคืนสุดท้าย เราร่วมขับร้องเพลงคลอกัน เพลงต่างยุค ต่างอารมณ์ แต่ได้รับรู้สัมผัสถึงพลังชีวิตและแรงบันดาลใจของทุกๆ คน
พร้อมกันนั้น การประชุมยังบรรลุผลลัพธ์อันเลิศ เราได้แลกเปลี่ยนทักษะความรู้กันอย่างทั่วถึง ได้สรุปและถอดบทเรียนความรู้ที่แต่ละองค์กรได้ทำงานมาตลอดทั้งปี ได้เห็นทิศทางที่เราจะก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน และเกิดความเป็นไปได้ที่จะประสานให้ความช่วยเหลือกัน
สุดท้ายของการจากลา หลายคนบอกว่า “อยากจะพบกันอีก” และพูดแทบจะเป็นเสียงเดียวกันว่า “เหมือนได้เติมพลัง ได้กลับมาพบที่ๆ ทำให้รู้สึกว่านี่แหละ คือ ที่ของเรา” ช่างเป็นประโยคสรุปการเดินทางของเวลาสามวันสองคืนที่งดงาม และเผยความรู้สึกดีๆ ออกมามากมาย เป็นถ้อยคำที่สะกิดใจเราว่า อะไรนะที่มันเคยยับยั้งรั้งเราเอาไว้จนเกือบไม่ได้มา อะไรนะที่เจียนจะทำให้เราพลาดโอกาสการได้สัมผัสกับพลังและการมาให้มารับกำลังใจจากกันและกัน
ภาระงานตรงหน้าอาจจะสำคัญและเร่งด่วนจริง จนทำให้หาเวลานัดหมายกันไม่ได้ จนกลายเป็นว่าต้องรีบจัดการสะสางให้เร็วขึ้นให้มากขึ้นอีก หลงลืมไปชั่วขณะว่าเราก็กำลังตกร่องกระแสความเชื่อหลักของการเน้นงาน พาลทึกทักไปว่าการมาพบปะเพื่อประชุมในวาระของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้มีความสำคัญในระดับรองลงไป ลืมไปว่าการหยุดพัก กลับมาทบทวนตัวเอง หันหน้าเข้าหาเพื่อเรียนรู้จากบทเรียนในชีวิตจริงของเพื่อน ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและงาน เป็นส่วนที่ทำหน้าที่เยียวยาบาดแผลร่องรอยของการตรากตรำทำงาน และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราได้ชื่นชมความสำเร็จในงานของกันและกัน
การพักมาเพื่อพบได้มิตร เป็นการพักเพื่อเพิ่มพูนกำลัง เป็นพักที่มิได้ละเลยภาระ เป็นพักที่ได้พบปะ และย้ำบอกหัวใจเราอีกครั้งว่า การพบเพื่อเรียนรู้จากกันนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตและงานของเรา
สอบชีวิต
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 8 กรกฎาคม 2555
ผมอยากจะใช้พื้นที่เล็กๆ นี้ให้กำลังใจและขอบพระคุณอาจารย์ท่านหนึ่ง
เธอมีอาชีพที่สังคมให้การยอมรับนับถือมากที่สุดอาชีพหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นอาจารย์สอนในสถาบันผลิตบุคลากรดังกล่าวด้วย
บรรดาลูกศิษย์ของเธอ หลังจากที่ต้องคร่ำเคร่งเรียนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติภายใต้การดูแลชี้แนะจากเธอและเหล่าคณาจารย์เป็นเวลาหลายปีแล้ว ก็ถึงคราวต้องสอบวัดระดับความรู้ความสามารถด้วยข้อสอบมาตรฐานชุดหนึ่ง ซึ่งเป็นชุดเดียวกันกับที่ทุกสถาบันในไทยต้องสอบพร้อมๆ กัน
การสอบครั้งนี้ใช้ข้อสอบที่อาจารย์หลากสถาบันทั่วประเทศได้มีส่วนร่วมในการให้ความเห็น กำหนดเนื้อหาที่จะทดสอบ ตลอดจนตั้งโจทย์คำถาม ผลของการสอบนี้ นอกจากมีผลชี้ว่านักศึกษาจะได้รับอนุมัติใบประกอบวิชาชีพชั้นสูงหรือไม่แล้ว ยังเป็นตัวชี้มาตรฐานเทียบเคียงระหว่างสถาบันทุกแห่งไปด้วยกลายๆ เนื่องว่าการประกาศผลนั้นถูกจัดเรียงลำดับจากผู้ได้รับคะแนนสูงสุดเรื่อยลงมา
ด้วยเหตุที่เป็นข้อสอบที่ส่งผลมากถึงขนาดนี้ อาจารย์บางสถาบันจึงมักจะบอกข้อสอบให้แก่ลูกศิษย์ของตนเอง
เมื่อผลสอบประจำปีนี้ออกมา คะแนนสูงๆ มีการเกาะกลุ่มกันมากจนแทบจะเห็นว่าสถาบันใดบ้างที่อาจมีการบอกข้อสอบกัน แต่คะแนนที่เกาะกลุ่มกันนั้น ไม่ใช่คะแนนจากลูกศิษย์ของเธอ เรียกได้ว่าลูกศิษย์เหล่านี้บางคนไม่ผ่านเกณฑ์การวัดครั้งนี้เสียด้วยซ้ำ ทั้งที่เธอมั่นใจว่าพวกเขามีความรู้ความสามารถและทักษะทางวิชาชีพสมกับที่ได้ฝึกฝนร่ำเรียนมานานปีอย่างเต็มภาคภูมิ
เหตุผลนั้นอาจเป็นเพราะว่า เธอไม่ยอมบอกข้อสอบใดๆ ให้แก่ศิษย์เพื่อไปเตรียมการสอบครั้งนี้
ผลอันดับคะแนนสอบครั้งนี้ ครั้งที่ตัวเลขอันดับและเลขคะแนนได้ชี้บอกถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างสถาบัน มันส่งผลสะเทือนความรู้สึกของทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งตัวนักศึกษาผู้สอบ ผู้บริหารสถาบันการศึกษา และตัวเธอเอง ผู้เสียใจไม่ยิ่งหย่อนกว่าใครในฐานะอาจารย์
ความเสียใจนั้นยิ่งเท่าทวี เมื่อมีคำพูดจากคนในสถาบันมาถึงเธอทำนองที่ว่า “แล้วเป็นไงล่ะ ปีหน้ายังจะกินอุดมการณ์อีกหรือเปล่า”
ราวกับโชคชะตาได้เล่นตลกกับผู้มีศรัทธา ประหนึ่งว่าโลกกำลังสั่นคลอนผู้ที่พยายามก้าวย่างอย่างมั่นคงไปบนวิถีแห่งความเชื่อ เธอได้ปฏิบัติหน้าที่ของครูอย่างเต็มที่ต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี และเมื่อถึงคราวที่ศิษย์ต้องก้าวผ่านบททดสอบสำคัญของการเรียนรู้ เธอจึงให้เขาเหล่านั้นไปเผชิญหน้าและรับผิดชอบมันอย่างเต็มที่ด้วยตัวของเขาเอง
อาจมีคนจำนวนไม่น้อยที่เรียกความเชื่อนี้ว่าอุดมการณ์ แล้วหลีกเลี่ยงการเดินบนวิถีทางอันแตกต่าง เลือกเดินไปบนทางที่เสี่ยงน้อยกว่า เป็นเส้นทางตามกระแสที่คนส่วนมากกำลังพากันเดินไป ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
ผมขอให้กำลังใจเธอผู้นี้ ผู้ที่เลือกเส้นทางที่ไม่ง่าย เส้นทางอุดมการณ์ที่เชื่อมั่นและศรัทธาในการเรียนรู้ เส้นทางที่ให้ความสำคัญแก่ความซื่อตรงมากกว่าอันดับคะแนนเทียบเคียง และชื่อเสียงชั่วคราว
ผมขอขอบพระคุณเธอที่เป็นครูด้วยหัวใจ ไม่ได้เป็นเพียงครูผู้ให้เนื้อหาทักษะวิชาชีพ แต่ยังเป็นครูผู้สอนความเชื่อในชีวิต สอนความศรัทธาต่อการเรียน และสอนความภาคภูมิใจในตนเองให้แก่ศิษย์
คะแนนสอบของนักศึกษากลุ่มนี้อาจจะไม่ได้ดีเด่นและสวยงามตามเกณฑ์มาตรฐาน แต่เชื่อเหลือเกินว่าเขาเหล่านี้ได้พบกับบทเรียนสำคัญจากครู และได้ผ่านบททดสอบอันยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ทำให้ต้องตัดสินใจว่าจะยืนหยัดในความเชื่อที่อาจารย์ได้แสดงให้เห็นต่อไป หรือจะยอมเอนไหวแปรไปกับโลกที่เคลื่อนกันตามกระแสอันดับนิยมและชื่อเสียง
ผมขอใช้พื้นที่นี้เพื่อส่งกำลังใจ สำหรับความกล้าหาญที่อาจารย์เลือกจะยืนหยัดทำในสิ่งที่เชื่อมั่น และขอบพระคุณอาจารย์ที่ได้เป็นบทเรียนทรงคุณค่าสำหรับศิษย์ จริงทีเดียวว่า การสอบครั้งนี้อาจใช้วัดมาตรฐาน แต่มันก็ได้สอบวัดความเชื่อของการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายไปแล้วเช่นกัน
Subscribe to:
Posts (Atom)
?
Knoom :
น. ชายที่มีอายุพ้นวัยเด็ก
ว. เรียกชายที่ยังดูไม่แก่ตามวัย
น. ชายที่มีอายุพ้นวัยเด็ก
ว. เรียกชายที่ยังดูไม่แก่ตามวัย
Labels
- กาย-ใจ (48)
- จิตตปัญญา (43)
- จิตตปัญญาศึกษา (20)
- reflection (9)
- movie (8)
- สุนทรียสนทนา (6)
- นพลักษณ์ (4)
- book (3)
- การเมือง (3)
- jitcinema (2)
- leadership (2)
- Twitter (1)
- event (1)
- management (1)
- story (1)




