มื้อเย็น



คอลัมน์ จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม 2553

ผมเลิกทานอาหารมื้อเย็นมาจนบัดนี้ขึ้นปีที่ 3 แล้ว แม้แรงบันดาลใจและแรงกระตุ้นให้ปฏิบัติตัวเช่นนี้จะเกิดจากการได้เห็นบุคคลผู้กระทำตนเป็นแบบอย่าง และด้วยความเห็นชอบจากครูบาอาจารย์ก็ตาม กระนั้นผมยังถือว่าตนเองไม่ได้ถือศีล 8 ในข้อวิกาลโภชนา อาจเพราะเกรงถูกมองว่าพยายามทำตัวธรรมะธัมโมก็เป็นได้

ตลอดช่วงที่ผ่านมามีคนจำนวนมากแสดงความห่วงใยด้วยท่าทีต่างๆ นานา อาทิ ทักว่าผอมเกินไปแล้ว ทานน้อยจะไม่แข็งแรง หรือกระทั่งหวังดีชี้ชวนให้ทานผลไม้ทดแทนอาหาร ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มาจากสมมติฐานว่ามื้อเย็นนั้นเป็นสิ่งจำเป็นหรือเป็นสิ่งสามัญธรรมดาในวิถีชีวิตคน

จากมุมมองส่วนบุคคลของคนที่มีประสบการณ์ตรงในการงดมื้อเย็นมาช่วงเวลาหนึ่ง ผมกลับเห็นว่าตนเองได้ประโยชน์หลายประการจากการปฏิบัติตัวเช่นนี้

ประการแรก การทานอาหารสองมื้อทำให้ผมเอาใจใส่กับคุณภาพของการรับประทานอาหารแต่ละมื้อมากขึ้น ถ้ามื้อเช้ามีผักน้อยก็พยายามชดเชยในมื้อกลางวัน การทานอาหารให้ตรงเวลาก็เป็นสิ่งสำคัญ ทำให้ไม่ควรตื่นสายและไม่สามารถผัดผ่อนรวบอาหารเช้าและกลางวันเป็นมื้อเดียวกันได้

ประโยชน์ในประการต่อมาคือทำให้ผมประหยัดค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกันก็ไม่บริโภคล้นเกินความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะมื้อเย็นอันเป็นมื้อที่มักมีปริมาณมาก และหลายครั้งก็เป็นมื้อของการสังสรรค์ที่เรารับประทานกันมากกว่าวันปรกติทั่วไปด้วย

หากมีงานเลี้ยงสังสรรค์เช่นงานเลี้ยงสมรส ผมยังยินดีไปร่วมโต๊ะอาหารแต่ไม่ร่วมรับประทาน การงดมื้อเย็นจึงไม่ได้ปิดกั้นโอกาสในการรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น ผมกลับมีเวลาคุณภาพที่จะได้ฟังและให้ความสนใจเพื่อนคู่สนทนามากขึ้น ด้วยไม่ต้องพะวงกับการกินของตนเอง นี่ก็อาจนับเป็นอีกประการหนึ่ง

ประโยชน์ประการสำคัญที่ผมได้รับจากการงดมื้อเย็น คือได้สร้างโอกาสให้ผมฝึกรู้เนื้อรู้ตัวและฝึกสติได้บ่อยขึ้น เพราะการงดมื้ออาหารที่เคยทานมาแต่เล็กจนโต ไม่ได้หมายความว่าผมจะเลิกรู้สึกอยากอาหาร หรือไม่เกิดอาการหิว โดยเฉพาะยามเห็นคนอื่นทานอาหารหน้าตาดีมีกลิ่นเย้ายวนบนโต๊ะจัดเลี้ยง

ความรู้สึกอยากลิ้มชิมรสและน้ำลายสอยังเกิดขึ้นบ้าง แต่มันสร้างความทุกข์ทรมานและรำคาญใจได้น้อยลงมาก ใช่ว่าเพราะผมพยายามบังคับใจหรือต้องใช้ความอดทนอดกลั้น แต่แค่เป็นชั่วขณะที่ได้สังเกตตัวเองห่างๆ แล้ววางอาการอยากลงก่อนที่จะเผลอและหลงเอามันมาเป็นสาระสำคัญของใจ ประเดี๋ยวเดียวอาการกายและอาการใจก็หายไปปลิดทิ้ง

แน่นอนว่าความตั้งใจงดมื้อเย็นคงเป็นไปไม่ได้ถ้าผมไร้ซึ่งครอบครัวและเพื่อนผู้เป็นกัลยาณมิตรที่เข้าใจและสนับสนุน เขาเหล่านี้ได้ให้สิ่งดีที่สุดแก่ผมมา นั่นคือการยอมรับในการตัดสินใจของผมและไม่เคยทำให้ผมรู้สึกว่ามันเป็นความผิดปรกติที่ควรแก้ไข

สิ่งจำเป็นหลายอย่างในชีวิตเราอาจเป็นเช่นมื้อเย็นก็ได้ หากไม่ได้ใช้ตัวเองไปทดลองปฏิบัติอย่างมุ่งมั่น พร้อมกับได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากคนรอบข้าง เราคงไม่มีวันได้สลายมายาการม่านบังตาและถูกตัวเองหลอกร่ำไปว่ามันคือสิ่งจำเป็นอันขาดเสียมิได้ในชีวิต

หากถูกคนอื่นมองว่าผมพยายามทำตัวธรรมะธรรมโมแล้วไง? อาจเป็นแค่อีกโจทย์ของผมเหมือนเรื่องมื้อเย็นก็เป็นไปได้

รู้สึกอะไร



คอลัมน์ จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน 2553

หลังกลับจากงานจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการแนวจิตตปัญญาศึกษาครั้งหนึ่ง ผมได้เขียนข้อความสะท้อนไว้ใน Twitter ว่า “เรื่องจริงจาก workshop: 1 ในคำถามที่ผู้เข้าร่วมตอบได้ยากที่สุดคือ รู้สึกอะไร?” ไม่นานนักก็มีความเห็นตอบกลับมาจากรุ่นน้องในแวดวงกระบวนกรผู้จัดการเรียนรู้พัฒนาจิตวิญญาณว่า “ใช่เลยค่ะ เช่น รู้สึกว่าเรามีน้ำใจกันดี”

ผมยกประเด็นนี้มาเล่าสู่กันฟังมิใช่เพื่อต้องการบอกว่าผู้เข้าร่วมเขาตอบผิด หรือว่าตอบได้ไม่ตรงกับเฉลย แต่รูปแบบคำตอบที่มีออกมาเกือบทั้งหมดในวันแรกๆ ของการฝึกอบรมล้วนเป็นการตอบที่ไม่ตรงกับคำถามเลย คำถามธรรมดาที่ว่า รู้สึกอะไร?

หรืออาจเป็นเพราะเราใช้วลี “รู้สึกว่า” กันบ่อยจนคุ้นเคยติดปากแล้วก็เป็นไปได้ จึงทำให้มักใช้เหมารวมจนผสมปนไปกับความคิด อาทิ รู้สึกว่าวันนี้ดวงดี รู้สึกว่าหัวหน้าไม่ชอบ รู้สึกว่าดอกไม้ช่อนี้สวย รู้สึกว่ารถคันหน้าจะขับเร็วเกินไปแล้ว ทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมานี้ไม่มีคำพูดไหนเลยที่เผยบอกความรู้สึกจริงๆ ของตนเอง

ความรู้สึกก็คือความรู้สึก ไม่มีอะไรซับซ้อน ไม่มีเรื่องราว ไม่มีตัวละคร เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาในใจและในอก อาทิ ตกใจ เหงา ลังเล ผ่อนคลาย เครียด ซาบซึ้ง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เองคือวิถีสู่การเข้าใจตน

จิตตปัญญาศึกษานั้นเป็นการเรียนรู้เพื่อเข้าใจตนเองและโลก การเปิดสัมผัสรับรู้ให้มากยิ่งกว่าแบบแผนที่เราเคยชินจึงมีความสำคัญยิ่งนัก สิ่งที่เราควรจะได้เรียนนั้นมิได้มีเพียงรูปแบบเดิมอันคุ้นเคย ที่ว่าความรู้คือเนื้อหาวิชา และทฤษฎีหลักการ เรารู้จากการอ่าน การฟัง และจดจำทำความเข้าใจด้วยการใช้ความคิด แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตัวเราก็เป็นความรู้ที่เราต้องเรียนเช่นกัน

เราทุกคนมักจะถูกปลูกฝังตลอดมาจากชั้นเรียนว่าความรู้สึกเป็นเรื่องอารมณ์ส่วนตัว ต้องไม่นำมาข้องเกี่ยวกับความรู้วิชาการ การเป็นผู้เชี่ยวชาญมีความเป็นมืออาชีพนั่นคือต้องตัดความรู้สึกออกจากการทำงาน โอกาสในการเผยความรู้สึกจึงถูกตัวเราเองจำกัดให้อยู่ในไม่กี่เรื่อง เช่น ความบันเทิง และความรัก ยิ่งไปกว่านั้นเราเริ่มขาดความสามารถในการรับรู้ความรู้สึก และเพิกเฉยหรือละอายในการเผยความรู้สึกของตัวเราเอง

เมื่อละเลยความรู้สึก เราจึงตกอยู่ในห้วงความคิดเสียมาก คำตอบที่ยกมาตอนต้นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ทุกคำพูดสามารถใช้วลี “คิดว่า” แทนคำ “รู้สึกว่า” ได้ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ การใช้ความคิดไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่มันมักจะทำให้เราไม่ได้อยู่ในปัจจุบัน ทำให้เราไม่ได้รับรู้ถึงสภาวะที่แท้จริงของตัวเองในขณะเวลานั้น เมื่อเราใช้ความคิดก็เท่ากับการทำงานวิเคราะห์กลั่นกรองหาข้อสรุป แต่ความรู้สึกมันจะบอกเราอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา และเปิดเผยโอกาสให้เราได้เข้าไปทำความรู้จักตัวของเราเองอย่างลึกซึ้ง

ดังนี้ กระบวนการเรียนรู้และวิธีแนวทางการปฏิบัติต่างๆ ของจิตตปัญญาศึกษา ไม่ว่าสุนทรียสนทนา การเจริญสติ จนถึงการบริหารกายบริหารจิต เช่น โยคะและไท้เก๊ก จึงล้วนให้ความสำคัญแก่การเปิดรับความรู้สึกทั้งสิ้น

หากแม้นตัวเราเปรียบเสมือนเหรียญ ด้านหนึ่งคือความคิด อีกด้านคือความรู้สึก เราจะเรียนรู้และสามารถเข้าใจตัวเองอย่างถ้วนทั่วได้อย่างไรเล่า หากเราวางเหรียญหงายขึ้นและแลเห็นมันเพียงด้านเดียว

สิ่งสำคัญที่สัมพันธ์กว่า



คอลัมน์ จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม 2553

เรื่องเริ่มจากเพื่อนคนหนึ่งเขียนเตือนเข้ามาในกลุ่มอีเมลของเพื่อนร่วมรุ่นมัธยมปลายให้ระวังสถานการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง เมลนี้กระตุ้นให้เพื่อนอีกหลายคนเขียนตอบเข้ามา ชัดเจนอย่างยิ่งว่าเป็นการโต้ตอบระหว่างหลายคนที่เชื่อต่างกัน คนแรกเริ่มจากคำเตือนว่าการชุมนุมอาจมีความรุนแรง ขอให้หลีกเลี่ยงสถานที่มีคนพลุกพล่าน บางคนว่าสื่อเสนอภาพด้านเดียวและชวนให้เพื่อนออกไปร่วมชุมนุม จนเรื่องบานปลายกลายเป็นถกถึงประเด็นความเชื่อในระบอบการปกครอง ทั้งถ้อยคำภาษายังเต็มไปด้วยอารมณ์คุกรุ่นและมีบรรยากาศของความขัดแย้ง

กระนั้นก็ตาม แม้เพื่อนแต่ละคนจะเชื่อคนละแบบ ใส่เสื้อคนละสี มีข้อมูลและข้อเท็จจริงตามมุมมองของตนมาบอกเล่า แต่ในความต่างเหล่านี้กลับมีความเหมือนร่วมกัน นั่นคือ ทุกคนเชื่อว่ามีคำตอบที่ถูกต้องอยู่ในใจ จึงพยายามจะบอกว่าสิ่งนั้นคืออะไร สังคมไทยควรจะเป็นอย่างไร และเพื่อนของเขาควรมีทัศนคติอย่างไร ควรทำอะไรในสถานการณ์นี้

สำหรับเราแล้ว ความเชื่อที่เรามี ความจริงที่เราเห็น ล้วนเป็นสิ่งสำคัญ เป็นสิ่งซึ่งเราต้องการจะบอกกล่าว หรือชักจูง หรือแม้แต่สั่งสอนคนที่รู้จัก คนที่รัก และคนที่คิดว่าเขาควรจะเชื่อเรา ทว่าเราเองนั้นกลับมองข้ามไปเสียแล้วว่า เราทุกคนต่างก็มีความเชื่อของตนเองว่าโลกควรเป็นเช่นไร และพยายามเปลี่ยนคนอื่นให้มาเชื่อเหมือนที่เราเชื่อ

ขณะเดียวกัน เมื่อใดที่เรารู้สึกว่ามีใครกำลังจะเปลี่ยนเรา เราก็จะตั้งหลักไม่ยอมอนุญาตให้เขามาเปลี่ยนเราได้โดยง่าย ยิ่งมีความเชื่อแรงยิ่งอยากจะเปลี่ยนแปลงคนอื่นที่เห็นต่าง ยิ่งมีความเชื่อแรงยิ่งมีป้อมปราการแน่นหนา บทสนทนานี้จึงไม่สามารถประสานหลอมรวมเราเข้าด้วยกันได้ รังแต่จะผลักไสอีกฝ่ายให้ถอยห่างและสร้างความต่างของเขาออกจากเรามากขึ้น

ในครอบครัว ในที่ทำงาน ในชุมชน ในประเทศ และในโลกใบนี้ของเรา กำลังมีเรื่องราวบทนี้ดำเนินอยู่มิใช่หรือ? ไม่ว่าสิ่งสำคัญของเราจะเป็นความเชื่อในเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง ศาสนา จารีตประเพณี หรืออัตลักษณ์ทางเพศก็ตาม หากเขาเหล่านั้นมิได้เชื่อและกระทำเฉกเช่นเดียวกับเรา เขาย่อมเป็นฝ่ายตรงข้ามที่เราต้องไปจัดการ แก้ไข หนีห่าง เพิกเฉย หรือกำจัด จริงหรือ?

สิ่งที่เราเชื่ออาจเป็นสิ่งสำคัญก็จริง แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่า ทว่าได้ขาดพร่องไปในการสนทนาคือ ความรักความเมตตาที่เรามีต่อกัน หากมองลึกลงไปภายใต้ความขัดแย้ง เป็นเพราะเขาคือคนที่เราห่วงใย คนที่เรารัก และคนในครอบครัวชุมชนเดียวกัน ใช่ไหม? เราจึงปรารถนาความเข้าใจและอยากได้การยอมรับจากเขายิ่งนัก

แม้เขาอาจไม่คิดและเชื่อตามอย่างเรา แต่นั่นมิได้หมายความว่าเขาไม่ห่วงใยสนใจ และความแตกต่างของเขาก็หาได้เป็นเหตุให้เราต้องไปลดทอนความรักต่อเขาลง ด้วยว่าสิ่งสำคัญใดๆ ย่อมไม่อาจสำคัญยิ่งไปกว่าความรักความเมตตาอันเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่เรามีต่อกัน ตลอดมา และตลอดไป

I See You



คอลัมน์ จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553

ภาพยนตร์เรื่อง Avatar ได้รับความนิยมนับแต่เข้าฉายเมื่อปลายปีผ่านมา เหตุที่ผู้ชมชื่นชอบอาจเนื่องเพราะเทคนิคงานภาพสามมิติสมจริงและน่าตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นภาพโลกต่างดาวอันเป็นถิ่นอาศัยของมนุษย์ผู้มีรูปลักษณ์ภายนอกผิดแผกแตกต่าง รวมทั้งพืชและสัตว์ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

แต่หลายคนอาจชื่นชอบเนื้อหา ความคิดความเชื่อที่นำเสนอว่าด้วยการดำรงอยู่ร่วมของสรรพชีวิต ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามต่อความชอบธรรมในการครอบครองทรัพยากร และการใช้กำลังอำนาจโดยผู้มีเทคโนโลยีอาวุธที่เหนือกว่า

มนุษย์จากดาวโลกเดินทางเข้าไปยังดาวแพนดอร่าเพราะต้องการแร่มีค่า ทว่ามิได้เห็นความสำคัญของผู้อยู่อาศัยเดิม อีกทั้งดูแคลนความเชื่อที่เคารพธรรมชาติของเขา ฝ่ายหนึ่งมีเทคโนโลยีและการจัดการอันทันสมัย ทว่ากลับทำลายสิ่งแวดล้อมและบ้านของตน อีกฝ่ายใช้ชีวิตกลมกลืนกับธรรมชาติและมีสายสัมพันธ์ทางจิตใจกับทุกสิ่งในดาวถิ่นกำเนิด

การทักทายของชาวเนวีชนพื้นเมืองนี้ยังแสดงถึงมิติทางจิตใจและจิตวิญญาณอย่างชัดเจน หนึ่งในหลายบทเรียนแรกของเจค มนุษย์โลกผู้อยู่ในร่างอวตารเป็นชาวเนวี คือคำว่า “I see you.” ครั้งแรกที่ได้ยินเราก็คงรู้สึกคล้ายกันกับเขาว่ามันมีความหมายตรงตัวและดูเหมือนเป็นคำที่ไม่ต้องเอ่ยก็ได้ อาจเพราะเราชินกับการทักทายที่เป็นคำถาม ไม่ว่าจะเป็น ไปไหนมา? สบายดีไหม? กินข้าวหรือยัง?

แต่สำหรับชาวเนวี คำว่า I see you หรือฉันเห็นเธอ เป็นการรับรู้ถึงการมีอยู่ของคู่สนทนา ไม่เพียงหมายถึงว่าได้มองเห็นเขาอยู่ตรงหน้า แต่ได้เห็นลึกลงไป ได้สัมผัส และได้ยอมรับถึงจิตใจของเขา ตัวเจคเองและรวมถึงผู้ชมอาจจะเข้าใจคำอธิบายนี้ได้ แต่แน่นอนว่าเขาย่อมสัมผัสความหมายที่เข้าไปถึงใจของประโยคทักทายนี้ในตอนท้ายของเรื่อง เมื่อหญิงคนรักต่างเผ่าได้พบกับเขาในร่างมนุษย์โลกเป็นครั้งแรก แม้เขามีรูปร่างต่างไปจากที่เธอเคยเห็น ไม่มีใบหน้าที่เธอเคยรู้จัก แต่เธอก็เอ่ยคำว่า I see you กับเขา

คำทักทายง่ายๆ นี้ได้บอกอะไรเรามากมาย มันสื่อถึงการทักทายกันที่เป็นมากกว่าธรรมเนียมปฏิบัติ คือการให้ความสำคัญกับความปัจจุบันและคนตรงหน้า ยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น และรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาอย่างเต็มที่ สิ่งสำคัญของการรู้จักเข้าใจกันไม่ใช่เพียงรู้จักสถานภาพฐานะของเขา ไม่ใช่เพียงรู้จักงานที่เขาทำ หรือไม่ใช่เขาเป็นคนเชื้อชาติไหน เขาคือคนที่เราจะเปิดใจรับเพื่อรู้จักเขาอย่างที่เป็นอยู่จริง และยอมรับความเป็นเขามากกว่าแค่รูปกายที่มองเห็น แต่ทั้งจิตใจและจิตวิญญาณของเขา

การยอมรับเป็นเรื่องยากที่อาจจะทำได้ง่ายที่สุดสำหรับเรา เป็นความจริงที่พ่อแม่จะคาดหวังให้ลูกได้เรียนสาขาที่พ่อแม่ชอบ ได้ทำงานในวิชาชีพที่พ่อแม่ต้องการ คนรักจะคาดหวังให้คู่ครองต้องใช้เวลาอยู่ด้วยกันและเอาใจในเรื่องที่ตนสนใจ หัวหน้างานต้องคาดหวังให้ลูกทีมมีการทำงานและผลงานในแบบที่หัวหน้าเห็นว่าเหมาะสมมีประสิทธิภาพ พวกเราต่างคาดหวังคนที่เรารักให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้เพียงเพราะว่าความรักความห่วงใยและความหวังดี ขณะเดียวกันก็มักพลาดโอกาสได้ยอมรับเขาอย่างที่ตัวเขาเป็น

ทั้ง I see you. และสบายดีไหม? ล้วนคือคำทักทายที่เป็นสัญญาณเตือนให้เราระลึกขึ้นได้ว่า ความห่วงใยและความรักที่เราได้มีให้แก่ใครก็ตาม จะเป็นการส่งผ่านความรู้สึกไปพร้อมกับการยอมรับตัวตนที่แท้และความเป็นเขาทั้งหมด มิใช่เพียงสถานภาพหรือฐานะ

การใช้โอกาสทักทายไม่ว่าประโยคใดๆ ให้เป็นมากกว่าการปฏิบัติตามธรรมเนียม ป็นโอกาสให้เราได้มีสติ ละวางความคาดหวังและรับรู้เขาในปัจจุบันขณะได้อย่างแท้จริง

Generation Now - ต้องได้เดี๋ยวนี้



คอลัมน์ จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2553

เมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา เราได้เห็นสื่อมวลชนต่างพากันประมวลข่าวจัดอันดับเหตุการณ์สำคัญ นอกจากจะทบทวนปีที่ผ่านไป บางส่วนก็ยังได้คาดการณ์ถึงปีใหม่นี้ว่าจะมีสิ่งใดอยู่ในกระแสความสนใจของสังคมบ้าง มีสกูปหนึ่งได้ทำนายแนวโน้มสังคมเอาไว้ อาทิ กระแสผลิตภัณฑ์รักษาสิ่งแวดล้อมจะได้รับความนิยมต่อเนื่องและถูกผลิตออกมามากขึ้น รวมทั้งโอกาสที่เราจะได้เห็นภาพยนตร์ 3 มิติซึ่งสมจริงยิ่งกว่าก่อน เกือบทั้งหมดก็พอจะคาดเดาได้และไม่น่าประหลาดใจเท่าไหร่นัก แต่มีเรื่องที่น่าสนใจ คือสมญานามที่สื่อเขาตั้งให้แก่คนรุ่นใหม่ในยุคนี้ว่า Generation Now

เท่าที่ผ่านมามีคำเรียกขานคนแต่ละรุ่นไม่ว่าจะเป็นรุ่นเบบี้บูม (Baby Boomer) หรือรุ่น Generation X ซึ่งต่างก็มีลักษณะพิเศษไปตามสภาพสังคมและวัฒนธรรมตามช่วงเวลาที่เขาเกิดและเติบโตขึ้นตามยุคสมัย

ส่วนรุ่น Generation Now ที่หมายถึงเด็กและวัยรุ่นในยุคนี้ล่ะ? สื่อเขาให้นิยามไว้ว่า พวกเขาเป็นคนที่ต้องการได้ทุกสิ่งอย่างรวดเร็วทันใจและทันทีทันใด การรอคอยถือว่าเป็นต้นทุนราคาแพง พวกเขาจะยอมจ่ายเงินเพื่อจะไม่ต้องรอ หรือรอให้น้อยลงอีก คำพูดติดปากของคนรุ่นนี้คือ “จะเอาเดี๋ยวนี้ (I want it now.)” ในเรื่องเดียวกันยังขยายความอีกว่าการตลาดการค้าที่ดึงดูดใจคนรุ่นใหม่นี้จึงเน้นโฆษณาถึงความรวดเร็ว ไม่ว่าจะ “อินเตอร์เน็ตต้อง Hi-speed” “อาหารกล่องที่อุ่นแค่ 2 นาทีก็พร้อมรับประทานได้” “คอนโดใกล้รถไฟฟ้าใช้เวลาเดินทางเพียง 5 นาที” เรียกได้ว่าต้องเน้นเรื่องนี้ถึงจะเข้าถึงใจคนรุ่นใหม่ได้

ฟังดูเหมือนค่านิยมแบบนี้จะไม่ใช่แค่คนรุ่นใหม่แล้วจริงไหมครับ ความต้องการให้อะไรต่อมิอะไรรวดเร็วทันใจนี้กลายเป็นค่านิยมหลักของพวกเราแทบทุกคนในสังคมโลกปัจจุบันไปเรียบร้อยแล้ว อาจจะดูเข้าทีที่เราได้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สินค้าและบริการถูกเสนอให้เราได้ดีและเร็วขึ้นเรื่อยๆ

แต่เราอาจลืมไปว่า ยิ่งเร่งสิ่งนอกตัวเราให้เร็วเท่าไหร่ ใจของเราก็ยิ่งถูกเร่งเร็วมากขึ้นตามไปด้วย

การต้องการความเร็วให้ “ทันใจ” ก็คือการสร้างความคาดหวัง เมื่อเกิดความคาดหวังเราก็เอาใจไปผูกกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เมื่อมันมาถึงไม่ทันกับที่ใจคาดหวังไว้ เราก็ไม่ “ทัน” กับใจของเราที่เผลอไปไม่พอใจและตกเป็นทุกข์

ความต้องการให้ได้อะไรๆ ตามใจเดี๋ยวนี้ กลับจะยิ่งทำให้เราออกห่างจากใจของเราไปมากยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีอาจจะช่วยให้หลายอย่างในชีวิตเร็วขึ้นได้จริง แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความเคยชินให้เราและกระพือความต้องการรวมทั้งสร้างความคาดหวังที่สูงขึ้นไปด้วย เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีเรื่องไหนเร็วไปกว่าใจของเราที่มันคาดหวังและต้องการอย่างไม่มีที่สิ้นสุดได้แน่นอน ยิ่งไล่คว้าตามความต้องการยิ่งต้องไล่ตามให้เร็วขึ้นไปอีก

ช้าอีกสักนิด แต่ไม่ใช่เคลื่อนไหวให้ช้าลง ไม่ใช่ทำงานเฉื่อยลง แค่รั้งใจให้ช้า เปิดโอกาสให้เราได้อยู่กับใจของเราในเดี๋ยวนี้ตอนนี้ เพราะมันง่ายกว่าและเหนื่อยน้อยกว่ามากครับ อย่าได้ตามกระแสและเชื่อสื่อใดๆ ที่รายงานว่าคนรุ่นเราหรือคนรุ่นไหนเป็นคนอย่างไร เรานิยามตัวเองกันใหม่ได้ว่าเราเป็น Generation Now ที่ให้ใจของเราอยู่ในปัจจุบัน ไม่ตั้งความคาดหวังว่าสิ่งต่างๆ จะต้องได้อย่างใจ เราสามารถพอใจกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า และรู้เท่าทันใจที่มักจะเผลอวิ่งออกไป นี่แหละครับ Generation Now