ตั้งโจทย์ผิด ?



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 29 เมษายน 2555

ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวหลายชิ้นที่น่าสนใจในแวดวงการศึกษา ชวนให้เราฉุกคิดอย่างยิ่งว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นในแวดวงการเรียนรู้ของบ้านเรา ข่าวแรกคือ การประกาศผลคะแนนสอบโอเน็ตในปีนี้ พร้อมรายงานอันดับโรงเรียนที่มีนักเรียนทำคะแนนสอบได้สูงสุด 10 อันดับแรก ซึ่งเป็นที่น่ายินดีและชื่นชมในความสามารถทั้งของนักเรียนและอาจารย์ของโรงเรียนเหล่านั้น แต่ในข่าวเดียวกันนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าตกใจว่า ผลคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั่วประเทศ พากันได้แค่ไม่ถึงครึ่งในทุกวิชา วิชาหลักที่สำคัญเช่นภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ ยิ่งแล้วใหญ่ มีคะแนนเฉลี่ยราวๆ ยี่สิบถึงสามสิบกว่าคะแนนเท่านั้น

ข่าวชิ้นต่อมา เป็นภาพสะท้อนของข่าวแรก มีข้อความพาดหัวข่าวว่า “หอพักโกยเละ !!! เด็กกวดวิชาอื้อ เต็มทุกห้อง รอบอุ๊แลนด์ ค่าเช่าพุ่งทะลุหมื่นบาท” ย่านหอพักที่ว่านี้อยู่บริเวณพญาไท นัยว่าเป็นแหล่งรวมโรงเรียนกวดวิชาสารพัดแห่งในยุคปัจจุบัน ช่วงเสาร์อาทิตย์ใครใช้บริการรถไฟฟ้าคงจะเคยเห็นเด็กวัยรุ่นอายุอานามตั้งแต่ชั้นประถมถึงมัธยม พากันขึ้นลงในสถานีอย่างหนาแน่น ต่างคนต่างหอบหนังสือตำราติดตัวมาทั้งนั้น และอย่างที่ข่าวรายงาน ความต้องการเรียนเสริมเรียนกวดวิชามีมากจนกระทั่งค่าเช่าห้องหอพักแพงขึ้นพรวดพราด

ถ้าไม่อ่านแค่ผ่านๆ หรือปลงไปแล้วว่าโลกก็ต้องดำเนินไปเช่นนี้ล่ะก็ มันก็น่าขบคิดว่าข่าวสองชิ้นนี้กำลังบอกอะไรแก่เรา? บอกว่าการเรียนในยุคปัจจุบันต้องแข่งขันกันสูง หรือบอกว่าประเทศไทยไม่สามารถเปิดโอกาสให้เข้าถึงการศึกษาที่ดีได้ทั้งหมด โรงเรียนดีๆ มีจำนวนน้อยมาก หรือสิ่งที่จะบอกคือ ความรู้ที่นักเรียนไทยได้มาจากโรงเรียนนั้นมันยังไม่เพียงพอสำหรับการเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา

คำตอบอาจจะเป็น “ถูกทุกข้อ” เพราะมันเป็นความจริงที่ทุกคนรับรู้กันอยู่แล้ว ว่าโรงเรียนดีๆ กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ พร้อมกันนั้นก็ดึงดูดเด็กเก่งๆ เข้าไปรวมกัน การศึกษาทุกวันนี้เป็นระบบแพ้คัดออก นักเรียนจึงต้องแข่งขันกันด้วยคะแนน การกวดวิชาจึงเป็นการลงทุนที่ได้ผลสำหรับการแข่งขัน เพื่อช่วยรับประกันให้ได้มากขึ้นว่าจะได้การศึกษาที่ดีในลำดับขั้นต่อไป

แต่ถ้าหากว่าเราตั้งคำถามที่ลึกลงไปในหัวใจของเราอย่างตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ต่อสัญชาตญาณของเราเอง เราอาจพบคำถามในใจว่า “ทำอย่างไร เด็กๆ ทุกคนจะได้เรียนในโรงเรียนดีๆ” หรือ “เด็กที่สอบเข้าไม่ได้ล่ะจะเป็นอย่างไร” และ “เราปล่อยให้สภาพแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร สภาพการเรียนที่เน้นวิชา และการแข่งขันไปทีละระดับขั้น โดยมีความเชื่อหรือความหวังว่า คนที่มีคุณภาพคือคนที่ผ่านการสอบคัดเลือกไปได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ดูเหมือนจะไม่ดีไปกว่าเดิม ยังคงมีผลคะแนนน้อย และด้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น

เด็กๆ ของเรากำลังเรียนที่จะ “ใช้ชีวิต” แบบไหนกัน? นี่เป็นชีวิตดีๆ อันปกติสุขที่เราจะสอนให้เขาเรียนรู้และยอมรับที่จะอยู่กับมันแล้วใช่ไหม? เราจะต้องจำยอมและปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ใช่ไหม?

ท้ายข่าว ยังมีบทสัมภาษณ์นักเรียนสองคนที่เรียนกวดวิชา คนแรกเรียนพิเศษทุกวัน วันละ 5 ชั่วโมง อีกคนมาจากต่างจังหวัด เข้ามากรุงเทพฯ เพื่อเรียนเสริมทุกปีในช่วงปิดภาคเรียน ทั้งคู่ตอบเหมือนกันว่า ถ้าไม่เรียนจะไม่ทันเพื่อน และเห็นว่าการเรียนกวดวิชาเป็นเรื่องปกติ เพื่อนที่โรงเรียนและใครๆ ก็เรียนกันทุกคน

ส่วนเราที่ดูแลให้เขาเติบโตล่ะ มีใครไม่คิดว่ามันเป็น “เรื่องปกติ” บ้าง?

เหนือความเคารพ



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 22 เมษายน 2555

ในวงพูดคุยกันอย่างเปิดเผยระหว่างอาจารย์และนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เราสนทนากันถึงสภาพการเรียนการสอนในปัจจุบันที่นักศึกษาถูกกดดันให้เรียนเยอะๆ มีเนื้อหามาก มีรายงานให้ทำมาก อีกทางหนึ่ง อาจารย์ก็ถูกกดดันให้สร้างงานวิจัยได้มากๆ และต้องจัดการกับสารพัดเอกสารกำกับมาตรฐานการสอนที่ให้กรอกกันได้ตลอดทั้งปี

แต่ที่นี่ เราไม่ได้มาบ่น ระบาย หรือถอดใจกับระบบการศึกษา เรากำลังช่วยกันค้นหาว่าจะทำให้ชั้นเรียนมีความสุข และเป็นการเรียนรู้ที่ดี ทั้งกับนักศึกษาผู้เรียน และอาจารย์ผู้สอนได้อย่างไร

มีคำถามน่าสนใจไม่น้อยออกมาจากเพื่อนอาจารย์ที่ร่วมวง บางคำถามเกี่ยวกับการจัดการเวลา เช่น “จะสอนให้สนุกและทันตามเวลาที่กำหนดได้อย่างไร ในเมื่อมีเนื้อหาเยอะมาก”, “นักศึกษามาสาย ควรจะทำอย่างไรดี” และ “จะพัฒนาทักษะการสอนแบบ Team Teaching ได้อย่างไร” แต่มีคำถามหนึ่งซึ่งสะกิดใจพวกเราทุกคนคือ “ทำอย่างไรนักศึกษาถึงจะมี Respect ต่ออาจารย์”

น่าสนใจ! เราต่างสบตากัน หลายคนคิดไปถึงเรื่องของท่าที สีหน้า การพูดจา ความแตกต่างระหว่างวัย การแสดงพฤติกรรมที่มีความคาดหวังต่างกัน เหมือนจะเป็นเรื่องที่รู้ๆ กันอยู่ว่านักศึกษาในรุ่นหลังๆ มานี้มีท่าทีพฤติกรรมผิดแผกไปจากเดิมมาก จะว่าอ่อนโยนนอบน้อมน้อยลงก็ว่าได้

ผู้ดำเนินการสนทนาหันไปทางนักศึกษาหญิงชายสี่ห้าชีวิตในวงสนทนา ถามพวกเขาว่า ได้ยินคำถามนี้แล้วมีอะไรอยากจะตอบหรือบอกอาจารย์ไหม? ปรากฏว่านักศึกษาก็ไม่รีรอที่จะเอ่ยปากพูด เพียงยังไม่ตอบ แต่กลับจะขอถามอาจารย์ก่อนว่า เห็นนักศึกษาไม่เคารพนั้น เป็นอาการหรือกริยาแบบไหน อยากให้อาจารย์ยกตัวอย่าง เพราะตนเองเชื่อว่าโดยพื้นฐานแล้วพวกเรารักและเคารพอาจารย์ทุกคนเสมอ ถึงตรงนี้ทุกคนยังคิดว่าเป็นเรื่องท่าทีในการแสดงออก

อาจารย์คนหนึ่งยกมือขอตอบ พร้อมเฉลยว่าตนเป็นเจ้าของคำถาม และอยากอธิบายให้ชัดเจนถึงคำว่า Respect ที่เราเปลี่ยนมาใช้คำว่า “เคารพกัน” นั้น เธอไม่ได้นึกถึงเรื่องของการไหว้ หรือการแสดงคำทักทายอย่างนอบน้อมต่ออาจารย์ สิ่งที่เธอนึกถึงจริงๆ คือ การทำงานของนักศึกษา การที่ส่งรายงานมาให้แล้วเต็มไปด้วยคำสะกดผิด การใช้อีเมลส่งงานให้อาจารย์ แต่ไม่มีคำขึ้นต้นลงท้าย ยิ่งกว่านั้นบางรายส่งอีเมลโดยแนบมาแต่ไฟล์มา ไม่เขียนข้อความใดๆ มาในเมลนั้นเลย

ทุกคนในวงทั้งเพื่อนอาจารย์และลูกศิษย์เมื่อได้ยินแล้วต่างก็นิ่งไป เพราะความหมายของคำว่าเคารพในที่นี้ ไม่ใช่แค่มารยาทการแสดงออกทางสังคมแล้ว แต่เป็นเรื่องการมีความประณีตและเอาใจใส่พิถีพิถันในรายละเอียดของการกระทำของตนเอง สิ่งที่เรารักและตั้งใจ เรายิ่งต้องใส่ใจทำให้ดี ไม่ใช่สักแต่ว่าทำใช่ไหม กรณีที่นักศึกษาทำงานแบบนี้มาส่งหมายถึงเขาไม่เคารพอาจารย์หรือเปล่า?

ยิ่งเราแต่ละคนถามตัวเองกลับ ยิ่งทำให้เราได้คำตอบร่วมกันว่า นั่นไม่ใช่ใช่เพียงแค่การเคารพกัน ไม่ใช่แค่การเคารพอาจารย์ แต่มันเป็นการแสดงถึงความเคารพในตนเอง การให้เกียรติกับผลงานของตัวเอง เป็นความภาคภูมิใจในผลงานของตน และเป็นความพิถีพิถันในการใช้ชีวิต

การคุยเรื่องนี้ ได้เผยให้เราเห็นความรักและความงามในการเรียน ทำให้นักศึกษาได้เห็นว่าเขาไม่ได้ถูกสอนแค่เนื้อหาวิชา แต่อาจารย์ยังพยายามสอนให้เขาเชื่อมั่นและเคารพนับถือในตัวเอง สอนให้เขาประณีตใส่ใจในชีวิต หากเรามองอย่างด่วนตัดสินกันโดยผิวเผิน ก็จะเห็นแค่วิธีการที่ต่างกันของคนต่างวัย มองข้ามความหมายที่แท้จริงไปอย่างง่ายดาย และน่าเสียดาย

จิตอาสามืออาชีพ



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 1 เมษายน 2555

วันที่ 1 เมษายน 2555 อาจจะมีความหมายต่างกันไปสำหรับแต่ละคน มันอาจจะเป็นวันแรกของเดือนที่ยังมีเงินอยู่เต็มกระเป๋า เป็นวันที่ห้างสรรพสินค้าจัดโปรโมชั่นลดราคา หรือเป็นวันเล่นโกหกอำกันในระดับสากล (April Fools Day) กระทั่งมันอาจเป็นเพียงแค่อีกวันทั่วไป ไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไร

แต่สำหรับคนกลุ่มหนึ่ง วันนี้เป็นโอกาสที่พวกเขาได้บอกกับสังคมไทยว่า จงอย่าได้ลืมเลือนคุณค่าของน้ำใจและพลังความตั้งใจที่พวกเรามอบให้แก่กันในตลอดช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยาก ช่วงเวลาแห่งพิบัติภัย ทั้งสึนามิ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหาอุทกภัยที่ผ่านมา

วันนี้ พวกเขาชักชวนให้เราออกจากบ้านไปยังอุทยานเบญจสิริ เพื่อร่วมงาน “ตลาดนัดอาสาสมัคร” (Volunteer Street Fair) เป็นงานที่รำลึกถึงความตั้งใจและน้ำใจที่พวกเราเคยให้กันและกัน จนผ่านวันเวลาทุกข์นั้นมาถึงวันนี้

เราอาจคิดว่าเป็นเพราะมีภัยมา เราจึงต้องช่วยเหลือกันไปตามสภาพ จะหวังพึ่งความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐก็คงไม่ทันการณ์เป็นแน่ เราอาจแค่คิดว่าเพราะเผชิญทุกข์ด้วยกัน ใจของพวกเราส่วนใหญ่จึงถูกปลุกเร้าให้เกิดเมตตาและกรุณา เป็นจิตอาสา ถึงแม้จะตกเป็นผู้ประสบภัยแต่ก็ยังพาตัวเองออกไปกู้ภัย ไปทำอาหารกล่อง ไปแพ็คกระสอบทราย ไปบรรจุถุงยังชีพ และไปช่วยสุนัข

แต่มันยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่มากกว่านั้น แม้วันนี้จะไม่มีภัยใดๆ เราก็ยังสามารถหยิบยื่นน้ำใจให้กันได้ และควรอย่างยิ่งที่จะเตรียมตัวเองให้พร้อมทั้งกายทั้งใจ การช่วยเหลือดูแลกันจึงจะเกิดประโยชน์ถ้าเรา “พร้อม”

จิตอาสาอาจถูกกระตุ้นขึ้นเมื่อประสบภัย แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เราต้องรอ เราบ่มเพาะใจและพัฒนาตัวเองให้พร้อมอยู่เสมอได้

ดังนี้ นอกจากพื้นที่ในอุทยานเบญจสิริจะมีนิทรรศการเล่าเรื่อง ให้ความรู้ บันทึกความทรงจำที่ผ่านมาแล้ว ยังเปิดโอกาสให้อาสาสมัครได้พบปะกัน ทั้งคนที่ทำงานอยู่ในองค์กรพัฒนาสังคมด้านต่างๆ และคนที่รวมกลุ่มกันขึ้นมาเองเป็นอาสาด้วยใจ ที่สำคัญคือมีพื้นที่ให้ลงมือเพื่อเตรียมตัวเองให้พร้อมใน 3 ฐาน คือ 1.ฐานหัว พร้อมในทักษะเนื้อหาความรู้ของการเผชิญหน้าปัญหาและการกู้ภัย 2. ฐานใจ ฝึกการรับฟัง "ด้วย" ใจ และ 3.ฐานกาย คือพร้อมในการได้ฝึกลงมือทำ

อาสาสมัครที่เตรียมความพร้อมในฐานหัว จะได้ทำความเข้าใจในแนวทางการปฐมพยาบาล ได้รู้ทักษะการเอาตัวรอด การรับมือกับอันตราย วิธีการพายเรือ และการทำงานร่วมกันกับผู้อื่น ส่วนความพร้อมในฐานใจ จะได้รู้จักโยคะที่ปรับสมดุลใจกับกาย ฝึกการรับฟังด้วยใจ และการใช้สุนทรียสนทนา รวมทั้งกระบวนการศิลปะในการสะท้อนสภาวะใจ ส่วนความพร้อมฐานกาย เราจะได้ฝึกปฏิบัติการลงมือทดลองทำข้าวของเครื่องใช้ที่จะสู้กับภัยพิบัติ เช่น เสื้อชูชีพที่ทำจากขวดพลาสติก อุปกรณ์กันหนาว การคัดแยกรีไซเคิลขยะ และทำน้ำหมักชีวภาพ

หากจะมีใครบอกว่า การเตรียมอาสาสมัครให้พร้อมรับมือกับมหาภัยทั้งหลายที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ นั้นไม่สามารถจะทำเพียงแค่นี้ได้ พวกเขาก็คงจะยิ้มให้ และตอบอย่างมั่นใจและภาคภูมิใจว่า ความพร้อม เป็นเรื่องที่สมควรเริ่มเดี๋ยวนี้ ได้รู้เดี๋ยวนี้ ถึงจะทำได้เล็กๆ แต่ก็ได้จุดประกายว่า เราจะเป็นอาสาสมัครที่ไม่ใช่มือสมัครเล่น เราจะเตรียมพร้อมกันเพื่อรับมือกับภัย

วันนี้จึงเป็นวันที่มีความหมาย เป็นวันของความมุ่งมั่นตั้งใจโดยคนกลุ่มเล็กๆ ที่มองไกลไปถึงวันที่สังคมไทยฝ่าฟันจนพ้นภัยไปด้วยกันในงาน 'ตลาดนัดอาสาสมัคร' www.volunteerspirit.org

เรียนศิลปะ



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 18 มีนาคม 2555

การเรียนรู้ตามแนวทางจิตตปัญญาศึกษามีอยู่หลากหลาย บางส่วนเป็นการประยุกต์มาจากการปฏิบัติภาวนาในศาสนา บางส่วนเป็นวิธีการที่พัฒนาขึ้นมาใหม่โดยใช้การบูรณาการข้ามศาสตร์ เช่น ระหว่างจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์ ด้วยลักษณะเช่นนี้ แนวปฏิบัติบางอย่างจึงมีลักษณะโดดเด่นและแตกต่าง ดังเช่น จิตตศิลป์ อันเป็นแนวทางที่ใช้ศิลปะแขนงต่างๆ เป็นเครื่องมือสร้างการเรียนรู้นั่นเอง

เหตุที่จิตตศิลป์ หรือกระบวนการเรียนรู้ด้วยศิลปะนี้ สามารถเรียกความสนใจได้มาก น่าจะเป็นลักษณะเด่นต่างจากกระบวนการอื่นๆ ตรงที่แต่ละคนต่างได้สร้างสรรค์ผลงานของตัวเองขึ้นมา อาจเป็น ภาพวาด งานปั้น ศิลปะจัดวาง หรือแม้แต่การจัดดอกไม้ ส่วนกระบวนการอื่นมักเป็นการฝึกรู้เนื้อรู้ตัว และการสื่อสาร ซึ่งไม่ได้มีชิ้นงานออกมาเป็นรูปธรรม แต่เพราะศิลปะเป็นได้มากกว่าการสื่อสารบอกคนอื่น เนื่องจากมันทำให้เราได้สะท้อนตัวเอง

การสะท้อนตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมากของการเรียนรู้เพื่อรู้จักและเข้าใจตัวเอง แต่การจะเข้าใจตัวเองได้อย่างแท้จริงและลึกซึ้งนั้น เราต้องเห็นเสียก่อนว่า นอกจากความคิด เรายังมีความรู้สึก มีอารมณ์ มีความเชื่อ กระทั่งร่องพฤติกรรมหลายอย่างที่เราไม่เคยได้รู้ตัวมาก่อน

การสร้างงานศิลปะเสมือนมีกระจกหลายบานที่จะฉายสะท้อนตัวเราออกมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้สี ความหนักเบาของเส้น รูปร่างที่ปรากฏขึ้นของงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนบอกสภาวะในตัวเราในใจเราออกมาอย่างไม่ปิดบังอำพราง เมื่อได้เห็นผลงานที่เราทำเสร็จ ก็เท่ากับได้เห็นถึงความลึกและความซับซ้อนในตัวเรา

ในทางกลับกัน อุปสรรคใหญ่ที่จะทำให้เราพลาดการเรียนรู้ในกระบวนการศิลปะ มักเป็นความเชื่อว่าเราเป็นคนวาดรูปไม่เก่ง เราเป็นคนไม่มีหัวทางศิลปะ หรือแม้แต่ความเชื่อว่าศิลปะเป็นเรื่องของความงาม ไม่ใช่เรื่องของการเรียน เมื่อตั้งต้นด้วยความเชื่อที่ปิดกั้นตัวเองจากกระบวนการเสียแล้ว ก็ทำให้ยากยิ่งนักที่จะใช้มันเป็นเครื่องมือทำให้เห็นตัวเองได้

ช่วงเริ่มของกระบวนการจึงต้องพยายามสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้แก่ผู้เรียน ต้องให้ทุกคนมั่นใจว่าการทำงานศิลปะของแต่ละคนนี้เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ของการเข้าใจตนเองเป็นหลัก เรื่องความสวยงามหาใช่สาระสำคัญ และไม่ได้เป็นเป้าหมายของกระบวนการแต่อย่างใด มิเช่นนั้นแล้วหลายคนก็จะเริ่มสร้างงานศิลปะด้วยความเกร็งและกดดัน บางคนก็ทำงานจนกลายเป็นการแข่งขัน พยายามทำให้ดูดี ซึ่งมีแต่จะพลาดโอกาสเรียนรู้ที่แท้จริงของกระบวนการนี้ไป

เมื่อได้เริ่มจากการผ่อนคลายและวางใจไม่คาดหวังแล้ว ในระหว่างการสร้างงาน ทั้งสี สัมผัส และลวดลาย จะดึงดูดและชักนำให้เราถ่ายทอด บอกเล่า และเปิดเผยถึงสิ่งที่อยู่ภายในออกมาโดยไม่บีบคั้นบังคับ เป็นการแสดงออกทั้งความคิดและความรู้สึกที่อยู่นอกเหนือการใช้ถ้อยคำภาษา ยิ่งเราที่ชินกับการใช้ความคิดวิเคราะห์มาก หากได้ออกมาสู่การใช้อารมณ์และความรู้สึกในการบอกเล่าบ้าง ก็เท่ากับเราได้ใช้อีกมุมในการหันกลับมามองตัวเอง หรือบางครั้งงานที่เราสร้างอาจทำให้เห็นบางด้านของตัวเองที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อน หรือสะท้อนสภาวะภายในใจที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดหรือด้วยการใช้ความคิด

ศิลปะได้พาเรายังพื้นที่หนึ่งซึ่งไม่คุ้นเคย และเพราะไม่คุ้นเคยนี่เองที่ทำให้เราไม่ยึดติดกับกรอบ ไม่ทำตัวเดิมๆ แบบอัตโนมัติ เมื่อเห็นตัวเองมากขึ้น ก็ย่อมเห็นความเป็นไปได้มากขึ้น เป็นการเรียนที่มีเป้าหมายให้เข้าใจ ไม่ใช่มีเป้าหมายเพื่อความเป็นเลิศหรือความสวยงาม

ถูกตั้งคำถาม



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 4 มีนาคม 2555

หลายปีมาแล้ว ตอนนั้นยังเป็นช่วงแรกๆ ที่บรรดาองค์กรธุรกิจหันมาสนใจจิตตปัญญาศึกษา ในฐานะแนวทางการฝึกอบรมใหม่ให้แก่บุคลากรของบริษัท เพื่อนผม ซึ่งเป็นกระบวนกร มีเรื่องเล่าว่า พอถึงช่วงบ่าย ผู้เข้าอบรมที่ทยอยเดินกลับเข้ามาในห้องต่างพากันชะงักอีกรอบ จากรอบแรกตอนเช้าก็งงๆ แล้วเพราะเห็นว่าต้องนั่งกับพื้นบนเบาะที่เรียงเป็นวงกลม ช่วงบ่ายเบาะถูกจัดวางใหม่ ให้เป็นแถวเป็นแนวยาวสามสี่แถว ไฟในห้องก็ถูกหรี่ลงเหลือเพียงแสงสลัว ยิ่งกว่านั้น กระบวนกรยังบอกให้เลือกเบาะแล้วนอนหงาย ปล่อยแขนวางไว้ข้างลำตัว

ถึงตรงนี้หลายเสียงก็ดังแทรกขึ้น “ทำไมต้องนอนด้วย?” หรือ “กิจกรรมที่ให้นอนอย่างนี้มีจุดประสงค์อะไร?” เจอคำถามส่งมาเป็นชุดแบบนี้ ถึงทีกระบวนกรชะงักและอึ้งไป เพราะแต่ไหนแต่ไรไม่เคยมีคำถามเชิงระแวงสงสัย โดยมากให้ทำอะไรก็ทำ เพราะรู้อยู่แล้วว่านี่เป็นการอบรมที่ไม่ใช่สัมมนาวิชาการ เขาบอกว่า ในหัวพลันนึกถึงเพื่อนๆ มากเลยว่าถ้าเป็นคนอื่นๆ จะตอบหรือดูแลผู้เข้าร่วมกลุ่มนี้อย่างไร

เพราะกระบวนการส่วนใหญ่ที่เราออกแบบกันไว้นั้น ไม่ใช่รูปแบบทั่วๆ ไปที่คุ้นเคย เช่น บอกจุดประสงค์และผลที่คาดว่าจะได้ หรือมีข้อสรุปไว้เฉลยให้เสร็จในตอนท้าย แต่กระบวนการนี้จะเน้นให้ผู้เข้าร่วมแต่ละคนได้มีประสบการณ์แปลกใหม่ และบทเรียนที่เกิดขึ้นจะเป็นการเรียนรู้เฉพาะของแต่ละคน อาจมีประเด็นหลักๆ ที่เห็นร่วมกันแน่นอน แต่ความเป็นมาของคนต่างกันย่อมจะทำให้เขาพบบทเรียนที่ผิดแผกกัน ด้วยเหตุนี้ พวกเราที่ฟังเรื่องเล่าแล้วก็พอเข้าใจได้ถึงสถานการณ์ลำบากใจของเพื่อน

พวกเราพากันสนทนาหาดูว่าเหตุการณ์นี้บอกอะไรเราบ้าง ก็พบว่า เดิมนั้นผู้เข้าร่วมมักมาจากแวดวงการศึกษา หรือเป็นคนที่มีความสนใจจะเรียนในแนวทางใหม่ๆ แต่ครั้งนี้ ทุกคนเป็นพนักงานบริษัท แถมเป็นบริษัทใหญ่ติดอันดับหนึ่งในสิบของประเทศ ตัวพนักงานที่มาก็เป็นระดับผู้บริหารรุ่นกลาง เป็นคนรุ่นใหม่ที่หัวดี และทำงานหนัก จะว่าไปก็ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะมีปฏิกิริยาต่อต้านเล็กๆ ผ่านการตั้งคำถาม และดูเหมือนจะไม่ยอมทำตาม ถ้าไม่รู้ว่าจะถูกมอบหมายให้ทำอะไรกันแน่

การอบรมครั้งนี้จึงกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ให้บทเรียนแก่กระบวนกรได้มากเช่นเดียวกัน เพราะความเชื่อพื้นฐานในกระบวนการของเราคือ กิจกรรมต้องสามารถพาผู้เข้าร่วมไปพบประสบการณ์ที่ไม่คุ้นเคย ให้เขาทำอะไรไปพ้นจากพฤติกรรมเคยชินเดิมๆ เพื่อเปิดมุมมองการเรียนรู้ใหม่ อะไรที่รู้อยู่แล้วว่าจะต้องดำเนินไปอย่างไรและได้ผลลัพธ์อะไรนั้น ไม่ใช่การเรียนที่จะช่วยให้รู้จักเข้าใจตนเองได้มากนัก

ฉะนั้นแล้ว การที่ได้พบกับผู้เข้าร่วมที่ตั้งคำถามกลับ และปฏิเสธที่จะทำตาม ถ้าไม่รู้แน่ชัดว่าจะทำไปเพื่ออะไร ก็ย่อมจะเป็นการเรียนรู้ในทำนองเดียวกัน เป็นโอกาสที่พาให้กระบวนกรออกสู่บรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย ให้ได้เห็นว่าไม่มีวิธีการหนึ่งเดียวที่ใช้ได้ผลกับคนทุกกลุ่ม การได้จัดอบรมแนวจิตตปัญญาศึกษาให้แก่องค์กรธุรกิจจึงได้สร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของการออกแบบกิจกรรมเพื่อเรียนรู้ตนเองขึ้นมาอีกมากมาย แทนที่กระบวนกรจะบังคับขอให้ทุกคนทำตามวิธีการของตน

การได้ตั้งคำถามต่อตัวเองว่า “เราใช้กิจกรรมรูปแบบเดิม จนเคยชิน และพลาดประสบการณ์การเรียนรู้อะไรหรือไปหรือเปล่า?” จึงเป็นการเรียนรู้ที่แท้จริง เราอาจจัดกิจกรรมและชักชวนให้คนอื่นเรียนรู้ได้ แต่เราก็ต้องกล้าตั้งคำถามกับความเคยชินเดิมๆ และไม่มองข้ามโอกาสการเรียนรู้ของตนเองด้วยเช่นกัน