เท่าทันที่หวั่นไหว



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 17 กรกฎาคม 2554

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เป็นวันเลือกตั้งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะว่าเป็นการเลือกตั้งที่มีการขับเคี่ยวแข่งขันกันอย่างเข้มข้นระหว่างพรรคการเมือง และไม่ใช่เพราะว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากเป็นประวัติการณ์ สิ่งที่น่าสนใจคือกระแสข่าวสารจำนวนมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เพียงแต่มิใช่ข่าวการเมืองทั่วไปที่พบเห็นได้จากสื่อกระแสหลักในการเลือกตั้งมาทุกคราว

ทว่าในปีนี้ มีเสียงจากผู้คนหลายทัศนะและหลากความรู้สึก เป็นข่าวสารที่รายงานผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (social network) เปิดให้ทุกคนเล่าเรื่องที่พบเจอ แบ่งปันความเชื่อ เขียนวิจารณ์นโยบายทางการเมือง ไปจนถึงบอกความในใจของตนต่อสถานการณ์บ้านเมือง

อาจจะเป็นสิ่งดี ที่การเลือกตั้งในยุคสมัยปัจจุบันนี้ได้มีทางเลือกให้เรารับข่าวสารได้นอกเหนือไปจากโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และวิทยุ รวมทั้งยังเปิดช่องทางการสื่อสารใหม่ให้เราแต่ละคนเป็นผู้รายงานข่าวได้เอง แม้จะเข้าถึงคนในจำนวนไม่เทียบเท่าสื่อหลัก แต่ก็หลากทัศนะและมุมมองสุดแท้แต่ใครจะนำเสนออะไร

แต่ขณะเดียวกัน การไหลบ่าของข้อมูลข่าวสารจากคนหลากหลายก็ท่วมท้นไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่เรายากจะวางใจ หากอ่านไปพบความเห็นที่เราไม่ชอบไม่เห็นด้วย ในใจก็อยากจะโต้แย้ง เกิดความชิงชังขึ้นมา ยิ่งถ้าไปอ่านความเห็นจากเพื่อนหรือคนรู้จักกันแล้วเขาเห็นต่างจากเรามาก มักยิ่งผิดหวัง ไม่พอใจ พลอยไม่อยากเสวนา ไปจนถึงทะเลาะทุ่มเถียงกันผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ก็มีอยู่มาก ในแง่นี้ความต่างยิ่งทำให้เราห่างกัน และขีดเส้นแบ่งคั่นกันเป็นคนละขั้ว ถ้าไม่เห็นด้วยเท่ากับหมายความว่ายืนอยู่ฝ่ายตรงข้าม

ยิ่งได้รับข่าวเยอะ ยิ่งรู้ข้อมูลมาก เท่าทันเหตุการณ์ความเป็นไป แต่ไม่สามารถเท่าทันจิตใจได้เลย

ยากไปยิ่งกว่าการเท่าทันใจเราที่โกรธเกลียดจากเรื่องราวที่เราเห็นต่าง นั่นคือข่าวสารความเห็นที่ถูกอกถูกใจเรา เมื่อเห็นด้วยมากก็ชอบมาก ติดตามอ่านมาก นอกจากจะไม่เห็นมุมมองในด้านอื่นแล้ว ยังยากจะเท่าทันได้ว่าหลงไปแล้ว เผลอไปแล้ว

เริ่มตั้งแต่บ่าย ไปจนคืนของวันที่ ๓ กรกฎาคม ในสื่อสังคมออนไลน์จึงเต็มไปสีสันจัดจ้านของอารมณ์ความรู้สึก ขณะที่หน้าจอโทรทัศน์กำลังรายงานจำนวนตัวเลขคะแนน บนหน้าจอคอมพิวเตอร์บ้างก็ระบายความโกรธแค้น บ้างก็ผิดหวังเศร้าเสียใจ บ้างก็เย้ยเยาะอย่างสะใจ บ้างก็เสียดสีใส่กัน เป็นข่าวสารความเป็นไปของผู้คนจริง

แทบทุกคนตกอยู่ในสถานการณ์ของผู้ถูกกระทำ แทบไม่มีใครเลยที่ถอยพ้นออกมาเห็น และเท่าทันได้ว่าใจกำลังหวั่นไหวไปกับเรื่องราวของการเลือกตั้ง และการเลือกข้าง

ระหว่างที่สื่อออนไลน์จะกลายเป็นสนามสงครามอารมณ์นั้น ท่ามกลางความเห็นนับร้อยนับพัน อันอาจจะทำให้ไหลไปกับหลากอารมณ์ตื่นเต้นสมใจ ผิดหวังเศร้าโศก ก็ยังมีความเห็นหนึ่งที่ชวนให้ฉุกคิด และสะกิดใจขึ้นมาได้

“ใครมั่นใจฝีมือภาวนาของตัวเอง ก็เช็คสติกันวันนี้ได้ ดีใจออกนอกหน้า เซ็งเป็ด จิตตก สะใจ จิตตอนนี้สภาวะไหนบ้าง ดูแลใจด้วยนะคะ เปลี่ยนโลกได้ที่ใจเรา”

ข้อความ สั้นๆ ง่ายๆ แค่นี้ แต่กระตุกให้หันกลับมามองใจตัวเราเอง หลังจากที่จมดิ่งไปกับข้อมูลข่าวสารความเห็นจำนวนมหาศาล หลังจากเสพเก็บเรื่องราว ซึมซับรับอารมณ์ และวิเคราะห์วิจารณ์สถานการณ์ทางการเมือง แต่ในระหว่างนั้น ไม่ทันได้หันมาเห็น และเท่าทันความสั่นไหวข้างใน ที่มันสะเทือนให้โลกภายนอกสั่นคลอน

เมื่อหวั่นไหวใจก็หลุดไปจากภาวะสงบผ่อนคลาย เมื่อรู้เท่าทันย่อมกลับมาสู่สมดุล วางใจและยอมรับความเป็นไปของใจและของโลกได้

การเลือกตั้งครั้งสำคัญนี้ อาจจะเป็นการเลือกตั้งธรรมดาทั่วไปที่มีทั้งคนที่สุขสมหวัง มีทั้งคนที่เสียใจ อาจเป็นการเลือกตั้งเหมือนครั้งก่อนหน้าที่อะไรๆ ก็ไม่ได้ดั่งใจ หรือสาแก่ใจที่ได้เห็นความพ่ายแพ้ของฝ่ายตรงข้าม แต่การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีความหมายความสำคัญมากขึ้นไปกว่าเดิมอีกมาก เมื่อเราสังเกตการณ์เรื่องราวภายนอกที่ดำเนินไป พร้อมกับสังเกตการณ์จิตใจที่ถูกกระทบและหวั่นไหวไปกับข่าวสาร

เป็นโอกาสของการเลือกครั้งสำคัญ เลือกที่จะตั้งสติ และใช้ชีวิตอยู่อย่างเท่าทันความหวั่นไหว

ท่ามกลางกระแสธารของข่าวสารที่เชี่ยวกราก กระชากให้เราตื่นเต้นหรือเสียใจ ทำให้หลุดไปจากเส้นทางแห่งความสงบและความมั่นคงภายในได้โดยง่าย การกลับมาสู่ภาวะที่วางใจและเห็นเท่าทันโลกที่ดำเนินเช่นนั้นไป อาจต้องอาศัยเครื่องเตือนใจเช่นความเห็นเล็กๆ นี้ ขอบคุณกัลยาณมิตรในสื่อออนไลน์ ที่ทำให้วันเลือกตั้งได้เป็นวันน่าสนใจเป็นพิเศษ

คอเดียวกัน



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 26 มิถุนายน 2554

เมื่อแรกในการอบรมเรื่องการเรียนรู้แนวจิตตปัญญา พวกเราเหล่ากระบวนกรมักปรารถนาให้ผู้เข้าร่วมได้รู้จักและเห็นภาพทั้งหมดของกระบวนการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดโมเดลจิตตปัญญาพฤกษา เพราะเราเชื่อว่าด้วยความรู้ที่ผ่านการวิจัยศึกษามาอย่างต่อเนื่องในเวลาสองปีกว่า ทั้งการสังเคราะห์ความรู้จากงานสำรวจข้อมูลออกสู่โมเดลอธิบายกระบวนการ กระทั่งได้นำโมเดลไปประยุกต์ทดลองใช้ในชั้นเรียนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล น่าจะเกิดประโยชน์และช่วยให้เขานำไปใช้เองได้

ในช่วงหลังมานี้เราเริ่มปล่อยวางความปรารถนาที่มักจะล้นเกินจนเป็นความคาดหวังนี้ลง เราพบว่าไม่ใช่ทุกครั้งของการอบรมที่องค์ความรู้อันครบถ้วนและเข้มข้น จะสามารถเป็นคำตอบต่อวาระความสนใจและจะนำไปใช้ในชีวิตการงานของเขาได้

แทนที่จะให้เวลาอย่างมากกับเรื่องความรู้ ทักษะ และการประยุกต์ใช้ เราก็ปรับมาใช้เวลาเหมาะสมกับความสนใจอันหลากหลายของผู้เข้าร่วม แต่เน้นไปยังสิ่งที่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเขาในระยะยาวภายหลังการอบรม นั่นคือการมีคนคอเดียวกันไว้สนทนา แบ่งปันเรื่องราวที่พบ บอกเล่าปัญหายากที่ตนต้องเผชิญ เป็นกลุ่มสนับสนุนกันที่อาจใช้เรียกหาในคำอื่นได้ อาทิ ชมรม ชุมชนนักปฏิบัติ หรือสังฆะ

หลังการอบรมจำนวนมากหลายครั้ง ผู้เข้าร่วมมีลักษณะไปในทำนองเดียวกัน นั่นคือในช่วงเรียนรู้ด้วยกันนั้น ต่างพบว่าทำให้ได้รู้จักเข้าใจตนเอง เข้าใจเพื่อน และเห็นความเป็นไปได้มาก ทั้งยังมีความมุ่งมั่นจะสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วย แต่แล้วหลังจากนี้ไม่กี่วันหรือสัปดาห์ ดูเหมือนทุกคนล้วนเห็นพ้องว่าทุกอย่างกลับไปสู่สภาพคล้ายเดิมก่อนหน้าการอบรม ความรู้และทักษะที่เคยได้กลับไม่ค่อยถูกนำมาใช้อีก บ้างจึงเห็นว่าการอบรมเป็นเพียงยารักษาระยะสั้น อาจให้ผลได้แก่บางคนที่มีความตั้งใจและสนใจอย่างจริงจังเท่านั้น

แต่ยังมีตัวอย่างอีกด้านหนึ่ง และเป็นความจริงที่เกิดขึ้นกับหลายองค์กร เขาเหล่านี้ยังมีความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงสืบเนื่องหลังการอบรม อาทิ เกิดกลุ่มพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการด้วยกระบวนการสุนทรียสนทนา หรือฝึกฝนการสะท้อนทบทวนตนเองด้วยการเขียนและศิลปะ กลุ่มคนคอเดียวกันเหล่านี้ทำให้เกิดความต่อเนื่อง ทักษะความรู้และเรื่องราวอันประทับใจก็ไม่เลือนหายไปหลังการอบรม

เหตุที่องค์กรเหล่านี้ทำได้ มิได้เป็นเพียงลำพังคำสั่งและความเอาจริงของผู้นำผู้บริหารเท่านั้น เพราะยังมีภารกิจอีกมากมายให้องค์กรต้องดำเนินการ ทำให้การสานต่อจากการอบรมมักมิใช่เรื่องสำคัญลำดับแรก ไม่ช้าไม่นานผู้บริหารก็จำต้องปล่อยผ่านให้ความสำคัญกับภารกิจงานหลัก จริงอยู่ที่การสนับสนุนจากผู้นำมีนั้นผลมาก แต่การสนับสนุนจากกลุ่มคนที่ตั้งใจและต่อเนื่องนี้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงยิ่งกว่านัก

การเรียนรู้แนวจิตตปัญญาก็เป็นเช่นเดียวกับกิจกรรมอื่นในชีวิต แม้จะมีคนสั่งให้ทำก็อาจทำได้แค่ตอนเริ่มต้น แม้เราจะตั้งใจแต่เราก็อาจหมดไฟและล้มเลิกมันไปได้ การสนับสนุนที่สำคัญและเป็นกำลังที่ช่วยเพิ่มพูนให้แก่กันได้อย่างมาก คือการมีเพื่อน มีคนคอเดียวกัน ตั้งต้นจากคนที่สนใจการพัฒนาตนเองจากด้านในเหมือนกัน ยิ่งเป็นเพื่อนร่วมงานในองค์กรเดียวกัน ยิ่งเพิ่มโอกาสการได้พบปะ ได้แลกเปลี่ยน และได้กำลังใจในการฝึกฝน ได้ค้นพบความท้าทายในแบบฝึกหัดการปฏิบัติตัวด้วยทักษะความรู้ที่เคยได้เรียนรู้ร่วมกันมา

จิตตปัญญาอาจเป็นเรื่องของจิตใจ เป็นเรื่องเฉพาะตนเอง ใครทำใครได้ แต่ว่าไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เองคนเดียวโดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยใคร ยิ่งไม่ใช่เรื่องที่ไปสั่งการให้คนอื่นหันมาสนใจ หรือให้เอาไปปฏิบัติ เรื่องของจิตใจนี้เองต้องเกิดจากความสนใจและความตั้งใจอันเริ่มต้นจากตนเอง และเพิ่มพูนให้งอกเงย บ่มเพาะให้ต่อเนื่อง ด้วยความสนใจและความตั้งใจของเพื่อนผู้ร่วมเส้นทางเดียวกัน คนคอเดียวกันในการพัฒนาจิตใจจึงสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตัวทักษะความรู้เลย

ในหมู่กระบวนกรจิตตปัญญาศึกษา เราเห็นพ้องกันว่า ด้วยงานอบรมเพียงลำพังไม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่องค์กรและชีวิตใครได้ หากไร้การประกอบรวมกันของผู้คนที่มุ่งมั่นสนใจหลังการอบรม อาจมาพูดคุยแบ่งปัน ทำสุนทรียสนทนา ฝึกสื่อสารด้วยหัวใจ หรือทำกิจกรรมฝึกใดๆ ด้วยกัน ในช่วงบ่ายช่วงเย็นก็ได้ แค่ให้ต่อเนื่อง เป็นประจำสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ก็เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่และมั่นคงมากแล้ว

สิ่งสำคัญในจิตตปัญญาอาจไม่ได้อยู่แค่เข้าใจ หรือมองเห็นเป้าหมาย แต่อยู่ที่เราได้ช่วยกันสร้างทางไว้ และให้เราร่วมทางฝึกฝนไปด้วยกัน

สื่อสารด้วยใจ



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 12 มิถุนายน 2554

การสื่อสารอย่างสันติ (Nonviolent Communication) เป็นเครื่องมือ หรือการปฏิบัติอย่างหนึ่ง ในแนวทางการเรียนรู้แบบจิตปัญญาศึกษา ปัจจุบันเริ่มได้รับความสนใจและมีผู้ลงมือฝึกฝนอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนไม่น้อย เราอาจเคยผ่านหูผ่านตามาบ้างในช่วงเหตุการณ์วิกฤตความขัดแย้งของบ้านเมืองที่ปรากฏมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง จัดกิจกรรมอาสาเพื่อนรับฟัง เพื่อเปิดใจเข้าไปรับฟังความรู้สึกของทุกผู้คน โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบหรือได้รับความสูญเสียในเหตุการณ์

ลำพังเพียงชื่อของเครื่องมือ ซึ่งมีคำว่าสันติ ผนวกไปกับคำว่าสื่อสาร อาจทำให้หลายคนรู้สึกแต่แรกได้ยินว่าคงไม่ใช่หนทางสำหรับตนเอง เครื่องมือนี้คงเน้นให้คนสื่อสารพูดจากันอย่างสงบ ไม่แสดงอารมณ์โกรธ หรือเกลียดชังกัน พลอยทำให้พลาดโอกาสได้เข้าถึงความอัศจรรย์ไปอย่างน่าเสียดาย

ความอัศจรรย์ดังว่า มิได้อยู่ที่ตัวเครื่องมือวิธีการนี้ หากเป็นความอัศจรรย์ที่อยู่ในใจเรา จากการเข้าไปค้นพบ ยอมรับ และเข้าใจในความรู้สึก ความคาดหวัง คุณค่า และความต้องการของตัวเราเอง เสมือนได้สมบัติล้ำค่าที่เพิ่งพบว่ามันอยู่กับเราตลอดมา

การเรียนรู้เรื่องการสื่อสารตามแนวทางจิตตปัญญา หาได้ให้ความสำคัญแต่เฉพาะด้านพัฒนาทักษะ เราอาจคุ้นเคยว่า ฝึกการสื่อสารคือฝึกใช้ภาษา ฝึกการแสดงออก รู้จักและเลือกใช้ถ้อยคำ ทั้งหมดนี้แม้จะมาก หากยังไม่เพียงพอต่อการเข้าใจตนเอง หาไม่แล้วเราคงได้จำเพาะเทคนิควิธีการ แต่ไม่อาจผสมผสานกลมกลืนเข้าไปในชีวิต และไม่อาจเกิดประโยชน์ต่อการยกระดับจิตวิญญาณเราได้เลย

การเข้าใจในตนเองอย่างลึกซึ้งเป็นอีกด้านหนึ่งซึ่งสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันไปกับทักษะ เป็นสองด้านที่เกื้อกูลกัน เปรียบเช่นศิลปินที่เข้าใจในสุนทรียะ ย่อมไปได้ไกลกว่าแค่คนเล่นดนตรีเป็น เปรียบเหมือนแม่ครัวผู้ชำนาญ ย่อมปรุงอาหารได้หลากหลายและถึงรสกว่าแค่คนทำไปตามสูตร

การสื่อสารอย่างสันติเผยให้เราได้รู้ว่า เบื้องหน้าที่เรารับรู้กันคือพฤติกรรมที่แสดงออกนั้น ลึกลงไปแล้วเต็มไปด้วยความรู้สึกที่แตกต่างหลากหลาย บางครั้งเราอาจตีความเข้าใจผู้อื่นคลาดเคลื่อนไปได้ เพราะเข้าใจผิดเพี้ยน ในการอบรมจึงมักใช้ตัวอย่างคำว่า "ไปไกลๆ เลย" ที่หญิงสาวมักกล่าวกับคนรัก และเราพบว่าเธออาจไม่ได้รู้สึกโกรธและต้องการให้เขาอยู่ห่างๆ เลย เธออาจเสียใจ และต้องการให้เขาอยู่คอยอยู่ใกล้ๆ มากขึ้นด้วยซ้ำ

ยิ่งกว่าการรับรู้ถึงความรู้สึกของคนอื่น นั่นคือการรู้ความรู้สึกของตัวเอง เราหลายคนคงยอมรับว่าในหลายโอกาส เราก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าเรารู้สึกอะไรกันแน่ มันซับซ้อน ละเอียดอ่อน และมีหลายอารมณ์อยู่เบื้องหลังของพฤติกรรมที่เราแสดง

เบื้องหน้าของความแตกต่างระหว่างกัน ลึกลงไปเรายังสามารถเข้าใจกันได้ เริ่มจากการเข้าใจตัวเราเองนั่นเอง ด้วยมนุษย์ทุกคนต่างมีความต้องการพื้นฐานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการทางกายภาพ ความปลอดภัย ความรัก ความภาคภูมิใจ ฯลฯ ตัวเราเองย่อมมีความต้องการเหล่านี้เช่นเดียวกับทุกผู้คน

เมื่อรับรู้ถึงความรู้สึก ขอให้เราจงวางใจก่อนด่วนตัดสินกระทำการแก้ไขหรือทึกทักว่าเข้าใจความต้องการนั้นได้แล้ว แม้เบื้องหลังเป็นความต้องการเดียวกัน แต่พฤติกรรมเบื้องหน้าก็แตกต่างได้ เพราะเราแต่ละคนให้ความสำคัญแก่ค่านิยม กฎระเบียบ คุณค่าหลากหลาย สิ่งที่เราให้ความสำคัญนี้ส่งผลให้เราสร้างความคาดหวังต่างกันออกไป แล้วจึงก่อให้เป็นความรู้สึกและเผยพฤติกรรมออกมา

ราวกับภูเขาน้ำแข็งที่ไม่อาจประเมินเพียงส่วนซึ่งโผล่พ้นน้ำ ความเข้าใจในกันจะเริ่มต้นขึ้นได้หากเราใช้เครื่องมือหรือวิธีการที่เหมาะสมลงไปค้นหาความรู้สึก ความคาดหวัง กฎเกณฑ์คุณค่า และความต้องการ อันอยู่ลึกลงไปในตัวเราเอง

อาจแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือตอบสนองความต้องการนั้นไม่ได้ แต่เพียงเข้าใจและยอมรับได้ ก็จะเปิดสู่โอกาสการสร้างสรรค์นานาได้อีกมากมาย ทั้งกับคนรอบข้าง และโดยเฉพาะให้แก่ตัวเอง

แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายดาย และฉับพลันทันใจ เหมือนอุปกรณ์ทันสมัยอื่นในยุคนี้ เครื่องมือทางจิตตปัญญานั้นเรียกร้องเวลา ความมุ่งมั่น และการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องของเรา รวมทั้งเพื่อนและครูผู้ช่วยสนับสนุน เฉกเช่นเดียวกับศิลปะการบรรเลงดนตรี ศิลปะการปรุงอาหาร เครื่องมือนี้จึงมิใช่เพียงใช้พัฒนาทักษะการสื่อสาร แต่เป็นศิลปะแห่งการให้ความเข้าใจตนเอง เข้าใจกัน และใช้ชีวิตอย่างมีความหมายร่วมกัน

มีชื่อ



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 8 พฤษภาคม 2554

ผมนึกถึงประเด็นหนึ่งซึ่งนวนิยายแนวจินตนาการหลายเรื่องมีร่วมกัน นั่นคือความสำคัญของชื่อตัวละครในเรื่อง ใช่ว่าหมายความถึงการพิถีพิถันเลือกเฟ้นชื่อ หรือใช้คำที่สะท้อนบุคลิกตามท้องเรื่อง แต่เป็นโลกสมมติที่การรู้จักและถูกเรียกขานชื่อนั้นมีผลต่อพฤติกรรมและความเชื่อของตัวละครอย่างมาก

โดยมากแล้ว ชื่อตัวจะเป็นความลับที่ตนเองเก็บไว้อย่างมิดชิด การเปิดเผยชื่อให้แก่ผู้อื่น มีความเป็นไปได้หลากหลายต่างกันไปตามนวนิยายเรื่องนั้น แต่ล้วนสุดโต่งทั้งสิ้น ผลของการเผยชื่ออาจทำให้ตัวละครมีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง บ้างถึงขั้นตกเป็นบริวารผู้จงรัก หรือทำให้เจ้าของชื่อถึงกับสูญสิ้นความสามารถในการปกป้องตนเองเลยทีเดียว

เรื่องยอดนิยมอย่างแฮรี่ พ็อตเตอร์ ก็มีตัวร้ายที่ใครๆ ต่างหลีกเลี่ยงไม่กล้าเอ่ยนาม เพราะต่างหวาดผวา จนความกลัวจะเข้าเกาะกุมหัวใจแม้เพียงได้เอ่ยชื่อนั้นออกมา ขณะเดียวกัน ในตอนหนึ่งของเรื่องก็ได้แสดงให้เห็นว่าเจ้าของชื่อนั้นมีความพยายามในการพลิกแพลงตั้งชื่อของตนเองอีกด้วย

ชื่อนั้นสำคัญถึงเพียงนี้ และในความเป็นจริงเราก็ให้ความสำคัญกับชื่อมากมายจริงๆ แม้ไม่สุดโต่งเท่ากับนวนิยาย แต่ก็เห็นได้จากความพยายามในการตั้งชื่อให้ลูกให้หลาน เรามีตำรามีศาสตร์ว่าด้วยการตั้งชื่อ มีผู้รู้ผู้ทรงภูมิที่เราจะไปปรึกษา เรามีทั้งกฎหมายข้อบัญญัติการตั้งชื่อ จนกระทั่งความเชื่อเรื่องอักษรที่เป็นเดช ศรี และกาลกิณีที่ไม่เหมาะกับคนเกิดในวันต่างกัน

ชื่อของคนๆ หนึ่งจึงบอกอะไรเรามากมาย มันมีทั้งความเป็นมา เรื่องราวช่วงขณะหนึ่งในชีวิต ความเชื่อที่เขามี ความมุ่งหวังของผู้ให้กำเนิดต่ออนาคตและชีวิตของเขา รวมถึงความปรารถนาและความใฝ่ฝันที่เขาต้องการไขว่คว้าเอาไว้

การทำความรู้จักชื่อซึ่งกันและกัน จึงเป็นกระบวนการที่สามารถมีความหมายความสำคัญได้มาก และสามารถสื่อสารเผยบอกอะไรออกมาให้เรารู้จักกันได้มากกว่าอักษรตัวสะกดและการออกเสียง การเรียกขานชื่อ นัยหนึ่งคือการให้ความเคารพ ให้เกียรติในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่เราเท่าเทียมกัน พร้อมทั้งแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าเขาเป็นบุคคลผู้มีตัวตนและมีความสำคัญ เราจึงจดจำและเรียกขานนามเขาได้

มีครั้งหนึ่งที่ผมโทรศัพท์ติดต่อไปขอสำรองที่นั่งของสายการบิน พนักงานรับสายพร้อมกับแจ้งชื่อตัวอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเสียงคล่องแคล่ว ผมทักทายกลับว่าสวัสดีครับคุณวาริสา และบอกชื่อตนเองบ้าง แม้จะรู้สึกได้ว่าเธอชะงักไปเล็กน้อย แต่ตลอดบทสนทนาจากนั้นมาเราก็เรียกชื่อกันและกันจนวางสาย ผมสัมผัสได้ถึงความเป็นมิตรและความใกล้ชิด มั่นใจอย่างยิ่งว่าน้ำเสียงและท่าทีของเธอผิดแผกกันกับการติดต่อผ่านคอลเซ็นเตอร์ทั่วไป

อีกด้านหนึ่งในโลกปัจจุบันนี้ ชื่อของทุกคนได้ถูกให้ความสำคัญสำหรับการกำหนดจำแนกตัวบุคคลมากขึ้นเรื่อยๆ และดูจะมากเกินไปด้วยซ้ำ ในเหตุการณ์ติดต่อเจ้าหน้าที่บริการนี้ เป็นสิ่งปรกติธรรมดาจนถึงขั้นเป็นระเบียบเสียด้วยซ้ำ ว่าเจ้าหน้าที่จะต้องแจ้งชื่อเพื่อระบุตัวตนให้ลูกค้าทราบ แต่ผมคิดว่าคงจะน่าเสียดายมาก หากเรามองว่านี่คือการจำแนกให้ชัดเพื่อจะได้จัดการได้ถูกตัวถูกคนหากมีผลงานหรือข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ชื่อตัวเราเลยกลายเป็นจุดอ่อนจุดบอบบางที่เราระแวดระวัง การขอให้พนักงานทวนชื่อตนเองอีกครั้งเพื่อหวังจะให้เขาตั้งใจบริการ หรือแย่ยิ่งกว่าคือกำหนดรหัสประจำตัวให้จำง่าย จดสะดวกกว่าชื่อของเขา ล้วนแล้วแต่ปิดกั้นโอกาสการได้เข้าใกล้กัน ได้รู้จักและให้เกียรติอย่างเสมอเท่าเทียมกัน

เรื่องสุดโต่งของพลังปาฏิหาริย์อันว่าด้วยชื่อในนวนิยายนั้น อาจไม่ไกลเกินความเป็นจริงนักก็เป็นได้ ถ้าปล่อยให้เหตุผลทั้งหมดที่ทำให้เราต้องปักชื่อ ติดป้าย หรือขานชื่อให้คนอื่นทราบ ตั้งอยู่บนฐานความคิดว่า เจ้าของชื่อจะได้มีพฤติกรรมไม่ออกนอกลู่นอกทาง ลดโอกาสการอำพรางปิดบังตัว จำแนกแยกเขาออกจากคนอื่นได้ง่าย และหาตัวผู้กระทำผิดพลาดได้โดยสะดวก บนฐานคิดนี้ ชื่อก็คือคาถาคุมขังกัน

ขอให้ชื่อได้ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่อย่างที่เราได้สร้างมันขึ้นมาเถิด เราสามารถเรียกขานนามกันและกันได้ในฐานะบุคคลซึ่งให้เกียรติเคารพในการมีอยู่ของกัน และเราสามารถเปิดประตู ทำความรู้จักกับคนแปลกหน้า ผ่านชื่อของเขา ชื่อที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นมา ความหมาย และความภาคภูมิใจในตัวเขาเอง

เราจะเปิดโอกาสให้ “ชื่อ” เป็นเครื่องมือใช้มอบพลังให้แก่กัน มิใช่คืออาวุธถือไว้จ้องทำร้ายทำลายกัน

รอคอยคือลงมือทำ



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 24 เมษายน 2554

ผมมั่นใจว่าคนไทยเกินสิบล้านคน ยอมรับว่าการรอคอยเป็นการอดทนที่ทุกข์ทรมาน ยิ่งต้องรออะไรนานๆ ความทรมานยิ่งเพิ่มทบทวี และใช่แค่คนไทย ผมว่าคนส่วนใหญ่ในโลกใบนี้คงมีที่เห็นด้วยจำนวนเกินหลักพันล้านคนอย่างง่ายดาย

ไม่ว่าสิ่งที่รอคอยจะเป็นอะไร เป็นรูปธรรมอย่างคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ หรือเป็นนามธรรมอย่างตำแหน่ง สถานภาพ โอกาส สิ่งเหล่านี้มันทำให้ช่วงเวลาของการรอคอยนั้นเนิ่นนาน ราวกับว่าเวลาค่อยๆ คืบคลานเดินทางไปเชื่องช้ากว่าปรกติหลายเท่าตัว

การรอคอยมีลักษณะพิเศษคือ ไม่เกี่ยวเลยว่าเป้าหมายจะดีหรือร้าย ดังเช่น คนที่ต้องรออะไรซึ่งใจตัวเองไม่ปรารถนาย่อมอึดอัดทรมาน อยากให้มันผ่านๆ ไปเป็นแน่ แต่คนที่รออะไรที่ใจมันต้องการ ยิ่งทรมานกระวนกระวาย อยากให้เวลาผ่านไปไวอย่างใจนึก

ตัวอย่างเล็กๆ มีให้เห็นมากมายในชีวิตประจำวันของเรา นับแต่การรอสัญญาณไฟจราจร รอรถประจำทาง รอประกาศผลการสอบ รออาหารที่สั่งไป กระทั่งรอการดาวน์โหลดไฟล์จากอินเตอร์เน็ต

พวกเราในตัวอย่างสถานการณ์เหล่านี้มักพากันตกอยู่ในความอึดอัด อยากให้ได้อยากให้ถึงจุดสิ้นสุดของการรอเสียที บางคนเลยหาอะไรอย่างอื่นทำ เอาเรื่องอื่นขึ้นมาคิด หยิบหนังสือนิตยสารมาอ่าน ให้ทันยุคทันสมัยนี้ ต้องงัดโทรศัพท์มือถือขึ้นมากด เล่นเกมบ้าง แชตบ้าง อะไรบ้าง

การใช้ช่วงเวลารอคอยด้วยการฆ่าเวลา จึงเป็นประโยชน์ขึ้นมาสำหรับเรา เพราะมันช่วยให้เราหลบหลีกความรู้สึกทุกข์ทรมานของใจในระหว่างการรอคอย ทว่า ทั้งนี้และทั้งนั้นมันยังไม่ได้ช่วยให้เวลาเดินเร็วขึ้นแต่ประการใด เมื่อเราใช้เวลารอด้วยการฆ่าเวลา เพื่อให้ใจได้หลบหลีกความเบื่อหน่ายและอึดอัด แต่กลายเป็นว่ากลยุทธนี้นี่แหละที่ทำให้ตัวเราหายไปจากปัจจุบันขณะตรงหน้าเสียแล้ว

น่าเสียดาย เพราะในระหว่างรอ เรายังสามารถทำอะไรได้ตั้งมากมายเพื่อสิ่งที่เรารอ โดยไม่ต้องสับหลีกหลบไปทำอะไรอื่นซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน รอรถก็ตรวจดูข้าวของให้ดี รอสัญญาณไฟก็สังเกตถนนหนทางข้างหน้า ในระหว่างรอ เราเตรียมทุกอย่างภายนอกแล้วก็เตรียมความพร้อมของใจ อันนี้สำคัญ

หลายครั้ง เมื่อสิ้นสุดการรอคอยลง ผลที่ได้รับหรือได้พบก็ไม่น่าพึงพอใจเท่าใด ดีไม่ดีความอึดอัดคับข้องใจไม่ได้หายไปไหน นั่นเพราะเราละเลยการเตรียมพร้อมของใจ

ระหว่างที่รอไม่ว่าจะสั้นจะนานแค่ไหน ล้วนแต่มีโจทย์ให้เราต้องจัดการ ไหนจะความคาดหวัง ไหนจะความรู้สึกอึดอัดทรมาน ไหนจะความรำคาญเบื่อหน่าย จะว่าไปก็เป็นโจทย์เจ้าประจำวนเวียนเข้ามาท้าทายเราเสมอๆ เป็นโจทย์ของใครของมันต่างกัน แต่รับประกันว่าได้เจอะเจอกันทุกคน

การฆ่าเวลา จึงไม่ใช่กลยุทธการใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพโดยได้ทำ ได้เล่น หรือได้คิดหลายอย่างระหว่างรอ ในอีกมุม มันเป็นกลยุทธการหลบลี้หนีโจทย์ของใจที่ไม่อยากเข้าไปเผชิญหน้ากับสภาวะขุ่นมัวทั้งหลาย รอครั้งนี้จบไปก็ยังมีการรอคอยครั้งใหม่ในชีวิตอยู่ข้างหน้า

ลุยกันเลยดีกว่า ใช้เวลารอเป็นเวลาลงมือทำ ทำงานเตรียมพร้อมกับสภาวะของใจ เปิดรับและยอมรับให้ได้กับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ถูกมันกดทับจนจมดิ่งแพ้พ่ายอยู่ในอารมณ์เหล่านั้น ใช้เวลารอเป็นโอกาสของการฝึกฝนเพื่อให้เข้าใจตนเอง อยู่กับความอึดอัดโดยไม่หนีได้ ครั้งหน้าโจทย์นี้มาหาอีกก็ง่ายขึ้นเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องหลบไปไหน

การลงมือทำงานกับใจมีวิธีให้เลือกมากมาย ทั้งทางศาสนาและแนวทางร่วมสมัย ไม่ว่าการวิปัสสนา การเจริญเมตตา การบันทึกสะท้อนความรู้สึก นพลักษณ์ หรือให้ความเข้าใจตนเองผ่านการสื่อสารอย่างสันติ

เมื่อใจพร้อม คือดำรงอยู่ในความผ่อนคลายและวางใจ ผลลัพธ์สุดท้ายจะกลับกลายไปจากที่คาด เราก็ยังสามารถรับมือได้ เพราะเราได้ตระเตรียมจัดการสิ่งที่ยากที่สุดมาตลอดทางแล้วคือใจของตัวเอง

การรอคอยเคยไม่สนุกสนานรื่นรมย์ เป็นการอดทนที่ทรมาน เพราะใจเราคือตัวบงการตัดสินให้เป็น ถ้าเช่นนั้นใจตัวเดียวกันนี้แหละจะบอกได้ว่าการรอคอยเป็นเวลาที่เบิกบานผ่อนคลาย แค่เราให้การรอคอยคือการลงมือทำ