รอคอยคือลงมือทำ



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 24 เมษายน 2554

ผมมั่นใจว่าคนไทยเกินสิบล้านคน ยอมรับว่าการรอคอยเป็นการอดทนที่ทุกข์ทรมาน ยิ่งต้องรออะไรนานๆ ความทรมานยิ่งเพิ่มทบทวี และใช่แค่คนไทย ผมว่าคนส่วนใหญ่ในโลกใบนี้คงมีที่เห็นด้วยจำนวนเกินหลักพันล้านคนอย่างง่ายดาย

ไม่ว่าสิ่งที่รอคอยจะเป็นอะไร เป็นรูปธรรมอย่างคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ หรือเป็นนามธรรมอย่างตำแหน่ง สถานภาพ โอกาส สิ่งเหล่านี้มันทำให้ช่วงเวลาของการรอคอยนั้นเนิ่นนาน ราวกับว่าเวลาค่อยๆ คืบคลานเดินทางไปเชื่องช้ากว่าปรกติหลายเท่าตัว

การรอคอยมีลักษณะพิเศษคือ ไม่เกี่ยวเลยว่าเป้าหมายจะดีหรือร้าย ดังเช่น คนที่ต้องรออะไรซึ่งใจตัวเองไม่ปรารถนาย่อมอึดอัดทรมาน อยากให้มันผ่านๆ ไปเป็นแน่ แต่คนที่รออะไรที่ใจมันต้องการ ยิ่งทรมานกระวนกระวาย อยากให้เวลาผ่านไปไวอย่างใจนึก

ตัวอย่างเล็กๆ มีให้เห็นมากมายในชีวิตประจำวันของเรา นับแต่การรอสัญญาณไฟจราจร รอรถประจำทาง รอประกาศผลการสอบ รออาหารที่สั่งไป กระทั่งรอการดาวน์โหลดไฟล์จากอินเตอร์เน็ต

พวกเราในตัวอย่างสถานการณ์เหล่านี้มักพากันตกอยู่ในความอึดอัด อยากให้ได้อยากให้ถึงจุดสิ้นสุดของการรอเสียที บางคนเลยหาอะไรอย่างอื่นทำ เอาเรื่องอื่นขึ้นมาคิด หยิบหนังสือนิตยสารมาอ่าน ให้ทันยุคทันสมัยนี้ ต้องงัดโทรศัพท์มือถือขึ้นมากด เล่นเกมบ้าง แชตบ้าง อะไรบ้าง

การใช้ช่วงเวลารอคอยด้วยการฆ่าเวลา จึงเป็นประโยชน์ขึ้นมาสำหรับเรา เพราะมันช่วยให้เราหลบหลีกความรู้สึกทุกข์ทรมานของใจในระหว่างการรอคอย ทว่า ทั้งนี้และทั้งนั้นมันยังไม่ได้ช่วยให้เวลาเดินเร็วขึ้นแต่ประการใด เมื่อเราใช้เวลารอด้วยการฆ่าเวลา เพื่อให้ใจได้หลบหลีกความเบื่อหน่ายและอึดอัด แต่กลายเป็นว่ากลยุทธนี้นี่แหละที่ทำให้ตัวเราหายไปจากปัจจุบันขณะตรงหน้าเสียแล้ว

น่าเสียดาย เพราะในระหว่างรอ เรายังสามารถทำอะไรได้ตั้งมากมายเพื่อสิ่งที่เรารอ โดยไม่ต้องสับหลีกหลบไปทำอะไรอื่นซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน รอรถก็ตรวจดูข้าวของให้ดี รอสัญญาณไฟก็สังเกตถนนหนทางข้างหน้า ในระหว่างรอ เราเตรียมทุกอย่างภายนอกแล้วก็เตรียมความพร้อมของใจ อันนี้สำคัญ

หลายครั้ง เมื่อสิ้นสุดการรอคอยลง ผลที่ได้รับหรือได้พบก็ไม่น่าพึงพอใจเท่าใด ดีไม่ดีความอึดอัดคับข้องใจไม่ได้หายไปไหน นั่นเพราะเราละเลยการเตรียมพร้อมของใจ

ระหว่างที่รอไม่ว่าจะสั้นจะนานแค่ไหน ล้วนแต่มีโจทย์ให้เราต้องจัดการ ไหนจะความคาดหวัง ไหนจะความรู้สึกอึดอัดทรมาน ไหนจะความรำคาญเบื่อหน่าย จะว่าไปก็เป็นโจทย์เจ้าประจำวนเวียนเข้ามาท้าทายเราเสมอๆ เป็นโจทย์ของใครของมันต่างกัน แต่รับประกันว่าได้เจอะเจอกันทุกคน

การฆ่าเวลา จึงไม่ใช่กลยุทธการใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพโดยได้ทำ ได้เล่น หรือได้คิดหลายอย่างระหว่างรอ ในอีกมุม มันเป็นกลยุทธการหลบลี้หนีโจทย์ของใจที่ไม่อยากเข้าไปเผชิญหน้ากับสภาวะขุ่นมัวทั้งหลาย รอครั้งนี้จบไปก็ยังมีการรอคอยครั้งใหม่ในชีวิตอยู่ข้างหน้า

ลุยกันเลยดีกว่า ใช้เวลารอเป็นเวลาลงมือทำ ทำงานเตรียมพร้อมกับสภาวะของใจ เปิดรับและยอมรับให้ได้กับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ถูกมันกดทับจนจมดิ่งแพ้พ่ายอยู่ในอารมณ์เหล่านั้น ใช้เวลารอเป็นโอกาสของการฝึกฝนเพื่อให้เข้าใจตนเอง อยู่กับความอึดอัดโดยไม่หนีได้ ครั้งหน้าโจทย์นี้มาหาอีกก็ง่ายขึ้นเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องหลบไปไหน

การลงมือทำงานกับใจมีวิธีให้เลือกมากมาย ทั้งทางศาสนาและแนวทางร่วมสมัย ไม่ว่าการวิปัสสนา การเจริญเมตตา การบันทึกสะท้อนความรู้สึก นพลักษณ์ หรือให้ความเข้าใจตนเองผ่านการสื่อสารอย่างสันติ

เมื่อใจพร้อม คือดำรงอยู่ในความผ่อนคลายและวางใจ ผลลัพธ์สุดท้ายจะกลับกลายไปจากที่คาด เราก็ยังสามารถรับมือได้ เพราะเราได้ตระเตรียมจัดการสิ่งที่ยากที่สุดมาตลอดทางแล้วคือใจของตัวเอง

การรอคอยเคยไม่สนุกสนานรื่นรมย์ เป็นการอดทนที่ทรมาน เพราะใจเราคือตัวบงการตัดสินให้เป็น ถ้าเช่นนั้นใจตัวเดียวกันนี้แหละจะบอกได้ว่าการรอคอยเป็นเวลาที่เบิกบานผ่อนคลาย แค่เราให้การรอคอยคือการลงมือทำ

สุขเมื่อวาง ความสมบูรณ์แบบ



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 27 มีนาคม 2554

เพื่อนคนหนึ่งของผมเป็นอาจารย์ในวิทยาลัยพยาบาล เธอเป็นคนที่ทุ่มเทให้กับงานมาก ไม่เพียงแต่เต็มที่กับการสอนบรรยายและฝึกปฏิบัติให้แก่นักศึกษาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำหน้าที่รองผู้อำนวยการวิทยาลัยซึ่งมีภารกิจไม่น้อยเลย

น่าแปลกใจว่าเธอจัดสรรเวลาได้อย่างไร ทั้งที่เธอสมรสแล้วและมีลูกวัยกำลังเรียนสองคน สามีก็ทำงานอยู่กันคนละจังหวัด ถึงกระนั้นเธอยังสามารถใช้เวลาทำงานในวิทยาลัยและเข้าร่วมประชุมต่างๆ เกือบตลอดทั้งวัน เสร็จจากการสอนและดูแลนักศึกษาแล้ว ยังต่อด้วยงานเอกสารจำนวนมาก กว่าจะได้ออกจากห้องทำงานเวลาก็ล่วงเลยไปครึ่งค่อนคืน

ภาพที่เราทุกคนเห็นตลอดมานั้น เธอคือหญิงเก่งนักจัดการผู้พร้อมรับกับงานหนัก

แต่ในการอบรมเชิงปฏิบัติการสองครั้งได้ทำให้เราเข้าใจเธอต่างไป ครั้งแรกเป็นการร่วมกันเรียนรู้กระบวนการจิตตปัญญากับเพื่อนอาจารย์ในวิทยาลัย เธอได้เปิดเผยความรู้สึกเบื้องลึกในใจว่ากดดันและหวั่นไหวต่อภาระงานที่หนักหน่วง แล้วเธอก็ได้รับความตื้นตันใจ ที่พบว่าเพื่อนในที่นั้นทุกคนตั้งใจรับฟัง และพร้อมจะให้ความเข้าใจ แม้จะไม่สามารถช่วยเหลือทำงานแทนให้ได้

การอบรมครั้งที่สองเป็นสุนทรียสนทนาร่วมกันระหว่างเหล่าครูและนักศึกษาพยาบาล ท่ามกลางเสียงระบายความอึดอัดต่อกฎระเบียบและความไม่พอใจของนักศึกษา ทำนบของใจเธอได้ทะลายลงพร้อมหลั่งน้ำตาออกมาต่อหน้าศิษย์ ว่าเธอเองก็รู้สึกสะเทือนใจเพียงใด เมื่อต้องให้เวลากับการดูแลนักศึกษา แต่ในขณะเดียวกันนี้ที่ลูกของตัวเองป่วย เธอกลับไม่สามารถไปดูแลและพาไปโรงพยาบาลได้ ทั้งที่ตัวเองนี่แหละเป็นพยาบาล

วันนั้น เพื่อนอาจารย์และนักศึกษาได้เห็นว่า หญิงเก่งคนนี้ก็เป็นเฉกเช่นเดียวกับเราทุกคน เธอมีความทุกข์ที่แบกรับเอาไว้ และไม่เคยได้รับโอกาสจะได้เอ่ยออกมา การรับฟังกันอย่างปราศจากวาระและไร้เงื่อนไข จึงได้เป็นเสมือนยารักษา ให้เธอได้เห็นว่าทุกคนพร้อมจะเข้าใจ และยินดีจะดูแลเธอเช่นเดียวกัน

ในเหตุการณ์สองครั้งนั้น การรับฟังอย่างลึกซึ้งอาจเป็นสิ่งที่เธอได้รับจากเพื่อนและศิษย์ แต่ทว่ายังมีอีกสิ่งซึ่งเธอได้มอบให้แก่ตนเองด้วย นั่นคือการฟังเสียงภายในใจตน

ก่อนหน้านี้ที่ทุ่มเททำงานทั้งในฐานะผู้บริหาร และในฐานะอาจารย์ มันมีเสียงภายในใจที่กดดันตัวเองว่าต้องทำให้ได้ ต้องทำให้สำเร็จ ขณะที่อีกเสียงกำลังต้องการทำหน้าที่ในฐานะแม่ให้ดี เสียงเหล่านี้แยกชีวิตเธอออกจากกันเป็นส่วนๆ แรงกดดันจากภายนอกไม่ว่าจากที่ทำงาน หรือจากครอบครัวที่บ้าน ล้วนแล้วแต่เทียบกันไม่ได้กับแรงกดดันในใจ ตำหนิกล่าวโทษตัวเอง และเก็บงำไว้ใต้ภาพผู้บริหารที่ทำงานหนัก

เธออยากจะบริหารจัดการงานให้ดี อยากจะสอนบรรยายให้ดี อยากจะดูแลครอบครัวให้ดี แต่ที่ผ่านมาทั้งสามสิ่งนี้ไม่สามารถจะดำเนินร่วมเส้นทางเดียวกันโดยราบรื่นไปได้ กลายเป็นว่าเธอต้องสลับหน้าที่ทำตามบทที่ได้รับของแต่ละสถานภาพ เมื่อให้เวลาบริหารก็ไม่สามารถมีเวลาทำหน้าที่ของแม่ได้ ทำให้ชีวิตของเธอถูกแยกออกเป็นส่วนไปตามบทบาท

โอกาสของการรับฟังเสียงภายในใจตนที่เธอมอบให้แก่ตัวเอง จึงเป็นการปลดปล่อยให้ความทุกข์ทับถมมานานนั้นได้ระบายออก ด้วยภาวะนี้ที่เพื่อนและศิษย์พร้อมรับฟังอย่างไม่คาดหวังและไม่ตัดสิน ได้ทำให้เธอเห็นตนเอง ได้ให้อภัยสำหรับการตำหนิลงโทษและความรู้สึกผิดของตัวเอง และยอมรับทุกด้านของความเป็นตัวเองได้

จะเป็นผู้บริหาร เป็นครู หรือหญิงผู้เป็นแม่ ทุกบทบาทล้วนแต่คือตัวเอง เมื่อได้ฟังก็ทำให้ได้ยิน เมื่อตระหนักเห็นก็ทำให้ยอมรับ

เส้นทางปัจจุบันที่เธอเลือกเดินจึงไม่ใช่เส้นทางหลักของบทบาทหนึ่งใด และเธอไม่ได้พยายามรีดเค้นแบ่งเวลาอันจำกัด เธอไม่ได้ทิ้งหน้าที่ความเป็นแม่เพื่อไปหาความสำเร็จในฐานะผู้บริหาร ไม่ได้หันหลังให้ฐานะตำแหน่งเพื่อไปทำหน้าที่ครู

เธอเพียงฟังเสียงของทุกความต้องการในใจ กล้าเปิดเผยแบ่งปันทุกข์ให้แก่เพื่อนได้ ดำเนินชีวิตในทุกบทบาทโดยไม่คาดคั้นคาดหวังความสมบูรณ์แบบ เป็นตัวเธอของตัวเธอเองทั้งในฐานะหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นแม่ เป็นครู และเป็นผู้บริหาร

เธอเลือกหนทางเดินเข้าไปสู่ชีวิตด้านใน ทางที่ไปเพื่อเข้าใจ ให้อภัย และยอมรับตนเอง

รางวัลคือความปรกติ



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2554

เมื่อก่อนผมสงสัยการงดเว้นฆ่าสัตว์ว่า แค่ไหนอย่างไรจึงจะนับได้ว่าเราได้ถือเอาศีลข้อปาณาฯ นี้แล้ว เพราะการใช้ชีวิตในปัจจุบันมันยากมากที่จะไม่ไปทำลายชีวิตของสัตว์บางชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์รำคาญทั้งหลาย อาทิ มด แมลงสาบ และยุง เพราะแมลงเหล่านี้มักเข้ามาคุกคามสร้างความหงุดหงิดรำคาญให้โดยเราไม่รู้ตัว จะรู้ตัวว่าได้สังหารไปแล้วก็ต่อเมื่อเริ่มสบายกายไม่มีอะไรมากัดไต่ และสิ่งมีชีวิตจิ๊บจ้อยเหล่านั้นได้ตายไปแล้วเรียบร้อยด้วยสองฝ่ามือหรือด้วยไม้แบดไฟฟ้า

การรักษาศีลละเว้นการฆ่าสัตว์จึงน่าจะสมเหตุสมผลและมีความเป็นไปได้สูงกว่ามาก ถ้าเราหมายถึงการใช้ชีวิตร่วมสมัยที่ไม่เบียดเบียนบรรดาสัตว์ที่ใหญ่กว่าแมลงทั้งหลาย รูปธรรมหนึ่งซึ่งน่าจะใช่ คือไม่วางยาเบื่อหนู ไม่ยิงนก และไม่ตกปลา ลองพิจารณาดูวิถีชีวิตสมัยใหม่นี้ ถ้าจะทำมันก็ไม่ได้ยากอะไร ยิ่งถ้าเราอาศัยในเมือง ที่บ้านปราศจากรังหนู ไม่ได้ประกอบอาชีพปศุสัตว์ และไม่มีงานอดิเรกในฟิชชิ่งปาร์ค

ผมเคยคิดว่าการรักษาศีลข้อหนึ่งเป็นเรื่องธรรมดา จะว่าไปใครๆ คงทำกันได้ทั้งนั้น

ต่อเมื่อไม่กี่ปีมานี้ คนใกล้ชิดในบ้านอย่างพี่และแม่ได้ทำอะไรบางอย่างที่มักทำให้ผมฉุกใจ ผมเห็นพี่ค่อยๆ ปั้นดินน้ำมันมาอุดตามรูรั่วเล็กๆ ตามมุมบ้าน รอบวงกบประตู เพียงเพื่อจะป้องกันไม่ให้มดเข้ามา หากมีบางตัวหลุดเล็ดลอดออกมาเพ่นพ่าน เขาจะถูกปัดเบาๆ ให้ออกไปพ้นทาง ตามมาด้วยการฉีดตะไคร้หอมที่พื้นเพื่อไม่ให้ถูกใช้เป็นเส้นทางลำเลียงได้อีก

รักษาศีลปาณาฯ ต้องทำกันถึงขนาดนี้เลยเชียว? ผมรู้สึกว่ายุ่งยาก แต่ก็อยากจะทำให้ได้บ้าง จากนั้นลองทำผิดบ้างถูกบ้างมาอย่างต่อเนื่อง ผมพบว่าปัจจุบันนี้ ผมไม่มีอัตโนมือตบเพียะเข้าที่ขาทันทีที่รู้สึกว่ามีตัวอะไรกัด นอกจากนี้ยังอดทนมากขึ้นกับอาการบวมคันตามผิวหนัง แต่แน่นอนว่าความรู้สึกฮึ่มฮั่มอยากลงไม้ลงมือจัดการมีเกิดขึ้นมาบ้างไม่ได้หาย

ทว่า รางวัลชิ้นใหญ่ที่ผมได้รับจากการรักษาศีลนี้กลับไม่ใช่ความรู้สึกว่าเป็นคนดี และยิ่งไม่ใช่ความภาคภูมิใจว่าเราทำได้ ผมค้นพบรางวัลที่ใหญ่กว่านั้น

ชัดมากเลยในชั่วขณะหน้าอ่างล้างมือ โดยมากจะมีมดตัวเล็กๆ เดินไต่ไปมาราวสี่ห้าตัว พอได้ตั้งใจไว้ ก็ทำให้ผมค่อยๆ ใช้นิ้วไล่เขาขึ้นมา บางตัวก็ให้มาเกาะอยู่บนขอบอ่าง อาการนี้ผมว่ามันดีมากที่ทำให้ผมได้ใช้เวลาค่อยๆ จัดการพามดออกไป ทั้งที่เป็นเรื่องง่ายกว่าถ้าจะละเลยเสีย ถ้ามาถึงก็เปิดก๊อกล้าง ทั้งสี่ห้าชีวิตคงจมมิดไปแล้ว งานกู้ชีพนี้มันใช้เวลาจริง แต่เป็นห้วงเวลาที่ได้อยู่กับงานเล็กๆ ตรงหน้า ได้ใส่ใจค่อยๆ ทำอย่างเบามือ สำหรับผมแล้วมันเป็นความประณีตตั้งใจที่กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ประจำวันไปแล้ว

ผมได้รางวัลใหญ่ คือค้นพบการใช้ชีวิตตัวเองได้เหมือนเช่นเคย แต่ละเอียดเอาใจใส่ได้มากขึ้น ไม่มีเหตุจำเป็นอะไรให้ต้องเร่งรีบจนละเลยการดูแลสิ่งเล็กๆ ที่อยู่ในวิสัยยังสามารถช่วยเหลือได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เนิบช้าจนเสียเวลามากมายไปกับการจัดการดูแล หรือช้าจนอึดอัดเพราะจำกัดพฤติกรรมตัวเอง ไปจนถึงคอยวิตกว่าพลั้งทำอะไรผิดไปหรือเปล่า

นึกถึงเมื่อก่อนตอนถูกยุงกัด อาการโต้กลับต้องไปไล่ตบไล่ตี บางทีทำอยู่ทั้งชั่วโมงยุงก็ไม่ลดน้อยลง แต่อารมณ์เซ็งหงุดหงิดเพิ่มหนัก ครั้งไหนตบเข้าเป้าหมายก็สะใจยิ้มย่องยินดี ไปบ่มเพาะทวีโทสะให้ใจตัวเองอีก เดี๋ยวนี้สบายใจกว่ามากมาย มียากันยุงหรือยาแก้คันก็ทาเสีย โบกๆ ปัดๆ ไล่ไม่กี่ที ไม่รู้ทำไมรู้สึกว่าเขาหายไป ทั้งที่เขาอาจไม่ได้หายไปไหน แต่ใจมันเป็นอิสระจากยุง ไม่เอาใจไประแวงไม่เพ่งอยู่กับเขา

หรือการรักษาศีลดังที่เขาว่า คือการรักษาความเป็นปรกติสบายของใจตัวเองนี่แหละ มีชีวิตปรกติที่ไม่เบียดเบียนใคร มีชีวิตสบายที่ไม่ใช้ข้ออ้างหาเหตุผลให้ตัวเอง ใส่ใจประณีตกับสิ่งที่เราให้ความหมาย ใช้เวลาอย่างคุ้มค่ากับเหตุการณ์ตรงเบื้องหน้า

ขอบคุณผู้คนรอบข้างที่ทำให้ผมเจอรางวัลชิ้นนี้ได้ ขอบคุณที่ประพฤติและทำเป็นแบบอย่างให้เห็น หาไม่ต่อให้ผมตั้งใจคนเดียวคงล้มเลิกและมีข้ออ้างให้กลับไปทำลวกๆ และละเลย เหมือนเช่นเคยแน่นอน

คนหลงทาง



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 23 มกราคม 2554

สารคดีสองเรื่องที่ผมได้ชมไปเมื่อช่วงสิ้นปีได้สร้างคำถามให้เกิดขึ้นในใจผมมากมาย

ทั้งสองเรื่องพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงปัจจุบันในวงการเกษตรและปศุสัตว์ แม้ว่าจะมีท่วงทำนองรูปแบบการนำเสนอที่ต่างกัน เรื่อง Our Daily Bread เน้นถ่ายทอดภาพเหตุการณ์ในไร่ในโรงเลี้ยงและชีวิตผู้คนอย่างตรงไปตรงมา ส่วนเรื่อง Food, Inc. ให้ข้อมูลสถิติรวมทั้งสัมภาษณ์เกษตรกรที่ตกอยู่ในวงจรธุรกิจซึ่งครอบงำโดยบรรษัทขนาดใหญ่ แต่ทั้งสองเรื่องพูดถึงสิ่งเดียวกันคือแหล่งที่มาวัตถุดิบอาหารของโลกยุคนี้มิได้เป็นไปตามความเข้าใจความเชื่อเดิมๆ ของเราอีกแล้ว เราจะได้เห็นการเกษตรที่มีความเป็นอุตสาหกรรม ใช้สารเคมีและเครื่องจักรจำนวนมาก เราจะได้เห็นโรงเลี้ยงไก่และโรงฆ่าสัตว์ขนาดใหญ่

ที่ว่ามานี้เราอาจจะคิดว่ายังเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเยอรมนีและประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เราย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่แหละคือกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังเข้ามาสู่บ้านเรามากขึ้นเรื่อยๆ คำถามที่เกิดขึ้นจากสารคดีทั้งสองนี้เป็นไปได้มากมาย ตั้งแต่ความเหมาะสมของเทคโนโลยีที่ใช้ เรื่องความเป็นธรรมทางการค้า การเลี้ยงและฆ่าสัตว์อย่างไรที่ไม่เป็นการทารุณกรรม ไปจนถึงความปลอดภัยในอาหาร

แต่คำถามที่สะกิดใจผมมากที่สุดคือ เราพากันเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

จุดที่โลกต้องเร่งผลิตวัตถุดิบสำหรับเป็นอาหารออกมาให้มากที่สุดโดยใช้เวลาที่น้อยที่สุด เราเคยเฉลียวใจไหมว่าเราต้องสูญเสียอะไรไปบ้างเพื่อแลกความรวดเร็วนี้

ภาพชีวิตผู้คนในหนังสองเรื่องนี้ก็สะท้อนต่อคำถามนี้ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นภาพคนงานที่พักกินอาหารกลางวันในโรงงานฆ่าสัตว์ ภาพคนงานทำงานคัดแยกลูกไก่ตามสายพาน รวมถึงภาพการเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยเครื่องจักรขนาดใหญ่ ภาพทั้งหมดนี้ดูห่างไกลจากชีวิตจริงของเราเหลือเกิน ราวกับว่าเป็นอีกขั้นตอนของกระบวนการผลิตอาหาร โดยมีเราอยู่ที่ปลายทางในฐานะผู้บริโภค

เหมือนมีแค่สายใยเกี่ยวข้องจางๆ ระหว่างผู้ผลิต อาหาร และผู้บริโภค

ในเรื่อง Food, Inc. มีเจ้าของไร่คนหนึ่งซึ่งปฏิเสธการเข้าไปอยู่ในระบบการผลิตสมัยใหม่ เขาเลี้ยงสัตว์ตามทุ่งหญ้า สัมผัสตัวและพูดทักทายมัน ปลูกพืชโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง แต่สิ่งที่น่าสนใจมากยิ่งกว่าวิธีเพาะปลูกและดูแลสัตว์ คือการที่ลูกค้าเดินทางมายังไร่เพื่อซื้อสินค้าด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะจัดส่งไม่ได้ แต่เพราะเขาต้องการรู้จักและสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้าของเขาทุกคน

หรือว่าความรู้สึกสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมดที่เขามีนี้แหละ คือสิ่งที่เราสูญเสียไปในระบบการผลิตอาหารของโลก

เราอาจจะเคยได้ยินหรือเคยฝึกแนวทางปฏิบัติหนึ่งซึ่งว่าด้วยการบริโภคอย่างมีสติ โดยเฉพาะนิกายเซน ในสายหมู่บ้านพลัม ที่เน้นการมีสติในการรับประทานอาหาร เคี้ยวแต่ละคำอย่างช้าๆ ขอบคุณแรงกายและความทุ่มเทของทุกผู้คนที่ได้เพาะปลูกมา ขอบคุณสรรพชีวิตที่ได้อุทิศเป็นอาหารมาให้เราได้ดื่มกิน การปฏิบัตินี้มีขึ้นก็เพื่อให้เราได้ระลึกถึงสิ่งที่สูญหายไป ให้เราได้ตระหนักว่าเราไม่ได้ดำรงอยู่อย่างเดียวดาย แต่ด้วยการพึ่งพาอาศัยอย่างให้เกียรติกันนี้เอง

เทคโนโลยีสามารถช่วยให้เราผลิตอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ใช่ว่าจะต้องเร่งให้รีบจนบดบังสายตาและการรับรู้ของเราออกจากสายใยความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตที่เกื้อกูลกันอยู่นี้ออกไป

ระบบการค้าและการตลาดช่วยให้เราได้จับจ่ายซื้ออาหารที่สะดวกรวดเร็วกว่าการปลูกและเลี้ยงเอง แต่ใช่ว่าจะต้องเร็วจนเราพลาดการได้ดูแลความเป็นอยู่ของผู้คนซึ่งทำงานเบื้องหลังได้

ประสิทธิภาพในการผลิตอาจจะเป็นการใช้เวลาทำงานน้อยที่สุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์จำนวนมากที่สุด แต่สำหรับประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตของเรา อาจจะหมายถึงการใช้เวลาในชีวิตให้มากที่สุดเพื่อให้ได้เห็นความจริงว่าเราเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับทุกคนและทุกชีวิตอย่างไร ก็เป็นไปได้

ความเป็นไปได้ใหม่



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 26 ธันวาคม 2553

เช้าวันนี้ผมเห็นเขาเดินกะเผลก จากปกติที่เขามักนั่งมองเราทานมื้อเช้าและส่งเสียงร้องเรียก ก็กลับไปนั่งหมอบหลบมุม แม้จะยังกินอาหารที่เทให้แต่ก็ดูระแวดระวังตัวมาก ทำให้ผมรู้สึกกังวลและค่อนข้างไม่สบายใจ พลอยฟุ้งซ่านหลงคิดไปพักหนึ่งว่าเขาทะเลาะกับแมวอื่น หรือถูกตีเพราะย่องไปคาบปลาบ้านใกล้เคียงหรือเปล่า ด้วยความที่เลี้ยงเขาไว้นอกบ้าน จะปีนป่ายเดินเล่นไหนก็ได้ตามใจ

ลองนึกทบทวนแล้วผมยังแปลกใจตัวเองที่ห่วงแมวได้เพียงนี้ ย้อนไปราวสามสี่ปีก่อนหน้า ทัศนคติที่ผมมีต่อสัตว์เลี้ยงต่างจากนี้ ตัวโปรดประจำใจของผมมาโดยตลอดคือ หมา และหมาเท่านั้น ผมว่าหมาช่างมีข้อดีมากมายกว่าสัตว์เลี้ยงอื่น โดยเฉพาะแมว แม้ปัจจุบันผมจะไม่ได้มีเพื่อนสี่ขาขยันเห่าในครอบครองเหมือนเมื่อสมัยเป็นเด็ก แต่ยังประทับใจในความสัตย์ซื่อ เปิดเผย อดทน และไว้ใจได้ของเขาตลอดมา ขณะที่แมวเห็นจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม ดูเย่อหยิ่ง เก็บตัว และเอาแต่ใจตัวเอง

จนกระทั่งวันที่มีแม่แมวคาบลูกน้อยตัวเล็กสองตัวมาที่รั้วบ้าน แม้เราจะไม่อยากได้แต่ก็สงสาร ผลัดกันคลุกข้าวกับปลา หมั่นให้อาหารอยู่เสมอ จนลูกแมวโตขึ้นมากและแม่แมวก็จากไป ไม่มาอาศัยประจำบ้านอีก ส่วนลูกแมวสองตัวก็พำนักถาวร พร้อมเปลี่ยนจากหลบๆ ซ่อนๆ เข้ามาเคล้าเคลีย ส่งเสียงร้อง และหงายท้องยอมให้ลูบเล่นแต่โดยดี

ชัดเจนมาก ว่าผมใช้เวลากับเขาไปไม่น้อย ยามว่างผมนั่งในบ้านก็เพลินกับการดูเขานอนในท่าทางน่าขัน สังเกตการเติบโตและเป็นอยู่ของเขาในระยะประชิด อย่างเนิ่นนานมากขึ้น ผมได้เห็นและสัมผัสเขา ได้ใช้ประสบการณ์กับแมวจริงตรงหน้า ไม่ใช่แมวในความคิดนึกทึกทักเอาเองเหมือนก่อน

นึกถึงกระบวนการจิตตปัญญาศึกษาที่ผมมักแนะนำผู้เข้าร่วมการอบรมว่า ขอให้เราพยายามออกจากร่องความเคยชินเดิมๆ เพื่อเปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ อีกมากมายให้กับชีวิต ทว่าผมยังไม่เคยยกตัวอย่างสัตว์เลี้ยงเช่นแมวที่เรารู้จักดี อาจจะเป็นเพียงแมวในข้อมูลความจำ เป็นแมวของประสบการณ์เก่าที่เราเอามาใช้คาดการณ์แมวจริง จนเคยชินเป็นนิสัย

กระทั่งเรามักจะหลงเชื่อไปว่านี่แหละขอบเขตความเป็นตัวเรา อะไรที่เราเห็นและอะไรที่เราทำได้ และแล้วเราจึงได้จำกัดโอกาสความเป็นไปได้ให้ตัวเองไว้เพียงแค่นั้น จำกัดเรื่องราวและบุคคลอื่นในชีวิตเราไว้เท่านั้น

ประสบการณ์ว่าด้วยแมวได้สะท้อนให้ผมเห็นตัวช่วยดึงเราออกจากร่องความเคยชินได้ สองสิ่งนั้นคือ ระยะทาง และระยะเวลา เดิมผมคิดตัดสินไว้ในใจว่าแมวเย่อหยิ่งเอาแต่ใจ ผมจึงไม่คิดจะเอาตัวเข้าใกล้ ไม่เคยได้สังเกตมองเขาเป็นเวลานานกว่าวินาที เรียกว่าเห็นผ่านตาเท่านั้น เมื่อระยะระหว่างผมกับเขาหดสั้นลง และเวลาของเราเพิ่มมากขึ้น เดี๋ยวนี้ผมบอกได้เลยว่าเขาทั้งสองมีนิสัยบุคลิกความชอบผิดแผกกันอย่างไร ผมแปลกใจในคุณภาพการสังเกตนี้มาก

แต่อัศจรรย์ใจยิ่งกว่าที่พบว่า เรื่องราวนี้คือสิ่งเดียวกันกับการเปิดความเป็นไปได้ใหม่ให้ตัวเอง การสร้างความสามารถมองเห็นความงามในของเดิมที่เคยชิงชัง และการเข้าอกเข้าใจคนอื่นผู้ที่ชอบไม่เหมือนเรา ผมเห็นแมวไม่เหมือนเดิม และกลายเป็นว่าผมก็มองคนรักแมวเปลี่ยนไป ไม่ใช่คนลักษณะเดิมอีกต่อไป

อาจเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปในชีวิต ที่เรามักห่างเหินกัน ให้เวลากันเท่าที่จำเป็น แต่มันทำให้เราเห็นแค่สิ่งที่ตัวเราอยากจะเห็น เป็นไปได้ไหมว่า เราจะใช้เวลาให้กันนานขึ้น และใกล้กันมากขึ้น เพื่อให้เราได้เห็นอะไรต่างไป และนำเอาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในฐานะของขวัญที่ไม่ธรรมดาให้แก่ชีวิตเราเอง