ต่างวิธี


หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2555

ไม่กี่วันก่อน รุ่นน้องคนหนึ่งมาขอปรึกษาเรื่องว่าด้วยการจัดค่ายรับน้องของภาควิชา จำนวนนักศึกษาและอาจารย์ รวมทั้งรุ่นพี่บัณฑิตที่จะไปร่วมงานนี้ทั้งหมดก็นับว่าเกินสองร้อยคน โดยพากันออกเดินทางจากกรุงเทพไปยังจังหวัดชายทะเล งบประมาณที่ได้มาจากมหาวิทยาลัยก็ไม่พอจัดการ ต้องขอให้เฉลี่ยช่วยกันจ่าย รุ่นน้องก็น้อยหน่อย รุ่นพี่ที่ยิ่งอาวุโสก็ยิ่งควักมากขึ้น

แน่นอนว่าในฐานะคนดูแลเรื่องการประสานงานค่าย เขาต้องรับมือจัดการกับปัญหาสารพัด ทั้งเรื่องรถ จัดแบ่งคนลงห้องพัก เตรียมเบิกเงินสดไว้ใช้จ่าย สั่งทำเสื้อและขนย้ายอุปกรณ์ทั้งหลายประดามี แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่ใช่เรื่องน่าหนักใจที่สุดที่เขาเอามาขอคำปรึกษา

“ผมว่ากิจกรรมมันดูจะเน้นเที่ยวเฮฮาจังเลย ทำยังไงดีครับ วันแรกให้ทำกิจกรรมสบายๆ ก่อน วันที่สองเป็นกิจกรรมสืบค้นการเรียนรู้ แต่วันสุดท้ายยังนึกไม่ออก อยากให้น้องๆ ได้อะไรไปมากกว่าความสนุก”

เขายังบอกด้วยว่า ได้พยายามอย่างมากในการชักจูงใจเพื่อนที่ร่วมประสานงานค่ายให้ทุกคนเห็นดีเห็นงามตามด้วย แต่ดูเหมือนผลลัพธ์ก็กลับจะไม่ค่อยดีนัก

“พวกเราในชั้นปีก็มีโจทย์ท้าทายเรื่องความสัมพันธ์กันอยู่เป็นทุนเดิมด้วยแหละครับ ก็มีที่แบ่งกันเป็นกลุ่มๆ อยู่แล้ว พอมีงานแบบนี้มันก็เหมือนต่างคนต่างเห็นไปคนละอย่าง เพื่อนบางคนอยากให้ไปผ่อนคลาย บางคนอยากให้ไปทำกิจกรรมบันเทิง พี่ก็รู้ว่ากิจกรรมพวกนั้นมันไม่ค่อยได้ผลหรอก”

ผมตอบไปว่า “ใช่ กิจกรรมบันเทิงไม่ช่วยในการดูแลความสัมพันธ์เชิงลึกได้จริงๆ อันนี้เห็นด้วย แต่อย่าลืมนะ เราเคยพบกิจกรรมที่เป็นกระบวนการเรียนรู้ด้านในมาแล้ว ส่วนคนอื่นน่ะยัง สาเหตุที่เขาไม่ยอมเอาตามเรา อาจจะไม่ใช่เพราะต่อต้าน แต่เพื่อนๆ เขาเพียงแต่เชื่อว่าวิธีของเขาก็เป็นวิธีหนึ่งในการดูแลรักษาความสัมพันธ์ของรุ่นพี่รุ่นน้องในภาควิชาเช่นกัน”

ข้อสังเกตนี้ทำให้เขานิ่งลงและเปิดโอกาสให้ได้ใคร่ครวญภายในใจตนเอง เพราะตลอดเวลาที่เขาเล่ากึ่งระบายออกมานั้น มันเต็มไปด้วยความทุกข์และอึดอัด ในหัวมีแต่ความไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนดูเหมือนไม่ยอมรับกิจกรรมกระบวนการดีๆ ที่ตนเองเสนอ

“รู้ไหมว่าพี่เห็นอะไรชัดในตัวเรา?” ผมเฉลยโดยไม่รอคำตอบ “มันคือความมุ่งมั่นและตั้งใจดีต่อภาควิชาของเราไง และเพื่อนๆ เขาก็มีความมุ่งมั่นและตั้งใจดีนี้เหมือนกัน สิ่งที่ต่างกันก็เป็นเพียงแค่วิธีการ แล้วตอนนี้ที่เราอึดอัดใจกันในหมู่คนทำงาน ก็เพราะว่าเราเอาวิธีการมาประชันแข่งขันว่ากิจกรรมของใครจะได้ถูกใส่ในกำหนดการ”

คำถามสำคัญที่เขาจะต้องตอบก็คือ เขาให้ความสำคัญแก่อะไรมากกว่ากัน ระหว่างความสำเร็จของค่ายสามวันนี้ กับความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนไปอีกหลายปี แน่นอนว่าคำตอบคือประการหลัง

การดูแลความสัมพันธ์ให้ดี จึงมิใช่เพียงใช้วิธีการจัดกิจกรรมกระบวนการดีๆ ในสามวันนั้นข้างหน้า แต่คือการอยู่กับปัจจุบัน ดูแลวาระของเพื่อนๆ ตรงหน้า มองทะลุวิธีการไปให้เห็นความมุ่งมั่นและตั้งใจดีของเขาที่มีเหมือนกันกับเรา หากยังดึงดันจะใช้วิธีการของเราก็เท่ากับบังคับใจกัน ไฉนเลยจะได้ใจกลับมา

บทสรุปจึงจบลงตรงที่รุ่นน้องผู้นี้เห็นแล้วว่าจะต้องมีกิจกรรมบันเทิงของเพื่อนอยู่ในกำหนดการค่าย ไม่ใช่เพราะว่าควรยอมๆ กันไป แต่เขาจะยินดีร่วมงานเฮฮานั้นอย่างสนุกสนานเต็มที่ ยอมให้ตัวเองถูกดูแลด้วยวิธีการที่ต่างออกไป และเปิดใจเพื่อให้เข้าถึงเพื่อน เพื่อให้สื่อถึงกัน สื่อให้ถึงสิ่งสำคัญคือความมุ่งมั่นตั้งใจดีที่ไม่ยึดติดในวิธีการของใคร

ให้ชื่อ


หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 10 มิถุนายน 2555

เมื่อราวหนึ่งดือนก่อน เพื่อนสมัยเรียนมัธยมที่อยู่ต่างเมืองโทรฯ มาบอกข่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจว่าได้เป็นพ่อคนแล้ว ลูกสาวคนแรกและแม่แข็งแรงปลอดภัยดี จึงได้ถามไปว่าตั้งชื่อให้แล้วหรือยัง เพื่อนบอกให้ชื่อว่า “แอล” ฟังดูแล้วเข้าที เข้าใจตั้งให้คล้องกันกับชื่อพ่อและชื่อแม่ ใช้อักษร อ. จากชื่อ “อาร์ต” ของพ่อ และล้อความหมายไปพร้อมกับพ้องอักษรในภาษาอังกฤษของ “เล็ก” ซึ่งเป็นชื่อแม่ เพื่อนถึงกับทักว่านี่เป็นคนแรกเลยนะที่เดาถูก ไม่ต้องอธิบายว่าชื่อแอลนี้เป็นมาอย่างไร

นึกถึงหลานตัวน้อยก็พลอยคิดว่า เธอจะรู้ไหม ว่าพ่อและแม่รักและเอาใจใส่เธอแค่ไหน ลำพังการตั้งชื่อก็บรรจงคัดสรรมาให้เป็นอย่างดีและพิถีพิถัน สื่อถึงความผูกพัน และสายสัมพันธ์โยงใยเกี่ยวร้อยถึงกันในครอบครัว

เราอาจจะมองเรื่องเหล่านี้ว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาทั่วไปก็ได้ ที่ชื่อของสมาชิกใหม่ในบ้าน มักจะต้องมีคำพ้องเสียงกับคนในครอบครัว หรือชื่อนั้นอาจถูกตั้งตามสมัยนิยม มีชื่อแนวภาษาต่างประเทศมากมายในยุคนี้

แต่หากเราใช้หัวใจและความรู้สึกเข้าไปสัมผัส เราจะรับรู้ถึงความปลื้มปิติ ความยินดี ความรัก ความผูกพัน และความหวังที่เขามีให้แก่กัน ผ่านชื่อนี่เอง

ในวัฒนธรรมชนเผ่า ซึ่งเป็นชุมชนขนาดเล็ก และพึ่งพาอาศัยธรรมชาติมาก เขาให้ความสำคัญกับเรื่องชื่อเป็นอย่างยิ่ง มีชื่อเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความหมายหลากหลายในตัวบุคคล เมื่อยังอ่อนวัย เด็กหญิงชายจะถูกเรียกด้วยชื่อหนึ่ง ครั้นเติบโตเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวที่สามารถมีครอบครัว ล่าสัตว์หาอาหาร และปกป้องเผ่าได้ จึงจะถูกให้ชื่อขนานนามอันเหมาะสมแก่บทบาทฐานะ

สถานภาพใหม่ในเผ่า มิใช่ได้มาเพราะแค่มีอายุถึงกำหนด แต่มาจากการได้แสดงศักยภาพ แสดงความสามารถที่ตนมีอย่างเหมาะสมสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ช่วงวัยใหม่ และสถานภาพนี้ก็ได้ถูกประกาศให้สมาชิกทุกคนได้รับรู้ผ่านการให้ชื่อนั่นเอง

ในภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ตัวละครชาวผิวขาวผู้ใช้ชีวิตอยู่ในเผ่าอินเดียนแดง จะได้รับการยอมรับเป็นสมาชิกเผ่าอย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อเขาได้ถูกให้ชื่อใหม่ เป็นความหมายว่าชนเผ่าได้รู้จักและผูกพันกับเขาผู้นี้แล้วอย่างแท้จริง มิใช่คนแปลกหน้า

ในสังคมปัจจุบันนั้นมีขนาดใหญ่มาก เราไม่อาจรู้จักกันอย่างทั่วถึงได้ แม้พิธีกรรมเรื่องชื่อจะไม่ได้มีความสลักสำคัญสักเท่าใด แต่นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่มนุษย์เรามีต่างจากสิ่งมีชีวิตร่วมโลกอื่นทั้งหมด ชื่อของแต่ละคนมาจากความตั้งใจ กลั่นจากความคิดและความรู้สึก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปมันยังคงความหมาย บ่งบอกถึงแหล่งที่มาของชีวิตเขา สะท้อนให้รู้ถึงความสัมพันธ์ที่ผูกร้อยกันระหว่างผู้คนที่โอบอุ้มดูแลเขามา

หากเราภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในความเป็นตัวเราดังชื่อที่เรามี ชื่อนี้ก็จะให้พลังแก่เราเช่นเดียวกัน เป็นพลังจากความหมาย และความมุ่งหมายที่เราอยากจะเป็น การเปลี่ยนชื่อไม่ว่าเพราะเปลี่ยนสถานภาพ เช่น บวช แต่งงาน หรือเปลี่ยนเพราะเชื่อในโชคชะตา ทั้งหมดก็สะท้อนว่าเราเคยได้เป็นอะไรมา และปรารถนาอยากจะเป็นคนเช่นไร

ให้ “ชื่อ” เป็นประตูที่เปิดไปสู่การทำความรู้จักและเข้าใจกัน ให้เป็นจุดเริ่มต้นของหนทางสู่การรับฟัง และเคารพในเส้นทางชีวิตอันมีลักษณะจำเพาะของแต่ละคน อย่าได้ปล่อยให้ชื่อเป็นสิ่งไร้พลัง กลายเป็นเพียงป้ายกำกับหรือเครื่องหมายจำแนกผู้คน และอย่าได้ปล่อยปละให้ตัวเราไปด่วนตัดสินใคร เพียงเพราะชื่อของเขาไม่ตรงกับความสนใจ หรือไปพ้องกับประสบการณ์ไม่ดีในอดีตของเราเอง

สะท้อนใจ


หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 3 มิถุนายน 2555

เงินจำนวนสองหมื่นกว่าบาทมันมีค่ามากแค่ไหนสำหรับเรา?

พี่สาวคนหนึ่งเธอเป็นผู้รับผิดชอบโครงการสายด่วนให้คำปรึกษาทางใจแก่ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ของเครือข่ายพุทธิกา ได้ไปร่วมออกบูธจัดนิทรรศการและกิจกรรมในงานวัดลอยฟ้า ร่วมกับธนาคารจิตอาสา เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา งานนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้สนใจมาใช้เวลาเป็นอาสาสมัครสัก ๒๐ นาที เพื่อเขียนการ์ดถึงผู้ป่วยเรื้อรัง นอกจากจะได้ประชาสัมพันธ์กิจกรรมสายด่วนแล้ว ยังทำให้อาสาสมัครแต่ละคนได้ระลึกว่าความตายเป็นเรื่องใกล้ตัวในระหว่างที่ทำกิจกรรม พร้อมทั้งเปิดรับบริจาคทุนสนับสนุนการดำเนินงาน

เพียง ๔ วัน มีผู้ร่วมสมทบทุนมากถึงสองหมื่นกว่าบาท และเงินจำนวนเดียวกันนี้เอง ถูกเก็บไว้ในถุงผ้าใบหนึ่ง ซึ่งหายไปอย่างไร้ร่องรอยในตอนค่ำของงานวันสุดท้าย

ทุกคนช่วยกันคิดช่วยกันนึกว่ามันอาจถูกลืมวางไว้ตรงไหน หรือมีใครช่วยเก็บลงกล่องไปแล้ว จนเมื่อแน่ใจว่าหายแน่ เราจึงต้องพึ่งประกาศเสียงตามสาย และลงท้ายด้วยการไปแจ้งความ ด้วยความหวังเพียงน้อยนิดว่าจะพบเงินก้อนนี้

สายตาและสีหน้าของเธอผู้รับผิดชอบกิจกรรมนี้ในค่ำวันนั้น แสดงออกถึงความกังวล ความเสียใจ แต่ก็ไม่ฟูมฟายตีโพยตีพาย ถึงกระนั้น น้องๆ ต่างรู้กันว่า นี่เป็นสถานการณ์ไม่ง่ายเลยสำหรับเธอ

กลางดึกของคืนเดียวกัน เธอเขียนเอาไว้ในเฟซบุ๊คว่า “อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าอุตส่าห์ทุ่มเททำงานไม่หยุด จบด้วยแบบนี้ แต่ยังไงๆ เราต้องรับผิดชอบ เพราะเงินที่มีค่ามาก ก็ต้องควักเงินส่วนตัวมาคืน ไม่ใช่น้อยๆ เพราะเป็นน้ำพักน้ำแรงของทุกคนด้วย เฮ้อ .. เพราะเราไม่พัก ไม่ปล่อยวางจิตวางใจ เหนื่อยก็ต้องรู้จักพอ .. ได้แค่ไหนแค่นั้น แม้จะเป็นงานอาสาสมัคร ก็ต้องทำเท่าที่ทำได้ ต้องใจแข็ง .. .นี่แหละบทเรียนราคาแพงตัวจริง .. เศร้า อดเซ็งไม่ได้ หิวก็หิว เฮ้อ”

ข้อความนี้สะท้อนบอกอะไรออกมามากมาย ขณะเดียวกันเธอก็มีคุณภาพของการสะท้อนย้อนมองตัวเองอย่างงดงาม โดยเฉพาะเรื่องการวางใจ ปล่อยวางจากความคาดหวัง แล้วกลับมาอยู่ในปัจจุบัน

เช้าวันรุ่งขึ้น เธอกลับมาเขียนความเห็นเพิ่มเติมเอาไว้ พร้อมบอกขอบคุณน้องๆ ที่เขียนให้กำลังใจ เธอเขียนว่า “แม้นั่นคือต้นทุนหนึ่งที่ตั้งใจทำเพื่อใช้ต่อยอดงานต่อไป อาจจะเป็นเพราะเป็นงานเริ่มต้น จึงรู้สึกกับการทุ่มแรงใจ แรงกาย สำหรับอารมณ์แรกเมื่อวาน แต่เมื่อกลับมาดูว่าได้อะไรจากงานนี้ ที่จริง เราก็ต้องการให้งานได้เผยแพร่ให้คนได้ประโยชน์จากการปรากฏโครงการ ยิ่งมีมาก ก็เท่ากับว่า มีคนรับทราบมากขึ้น คิดอีกทีก็คงให้กำลังใจแก่ทุกคนที่ร่วมทำงาน ขอบคุณทุกคน และโชคดีที่ได้เจอเพื่อนเก่าที่เราไม่แน่ใจกับความสัมพันธ์ แต่พอเจอในงานได้ทักทายเธอ มิตรภาพเก่าๆ ออกมาด้วยรอยยิ้ม ทักทายแบบสหาย ปลื้มปิติไม่น้อย และน้องๆ พี่ๆ .. งานนี้ก็ได้ใจไปหลาย”

จริงแท้ทีเดียว เหตุการณ์ถุงใส่เงินหายครั้งนี้ เราไม่ได้โทษใคร ไม่ได้พร่ำบ่นโชคชะตา แต่เราทุกคนได้พบตัวอย่างอันล้ำค่ายิ่งกว่าเงินสองหมื่นกว่าบาท ตัวอย่างของคนที่มีการเรียนรู้อยู่ในตัว เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ไม่คาดฝัน ผลที่คาดหวังมันพลิกผัน แต่ในอรุณรุ่งของอีกวัน เธอยังสามารถทันได้หันกลับมาเห็นสมบัติอันล้ำค่ายิ่งกว่าเงินตรา เห็นเป้าหมายที่แท้ของงาน มิตรภาพ และพลังในการสร้างงานต่อไป

เธอสรุปประสบการณ์นี้ด้วยประโยคสั้นๆ ทว่าทั้งมุ่งมั่น และเรียบง่ายว่า

“เดินหน้า ใส่บทเรียนนี้ไว้”

เป็นเพื่อน


หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม 2555

เชื่อไหมว่าความตั้งใจดีๆ ของเราที่มักจะล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า สามารถลุล่วงและเป็นไปได้ เพียงแค่เรามีใครสักคนเป็นเพื่อน

เมื่อปีกลาย หนุ่มสาวสามคนได้ตกปากรับคำพระท่านว่าจะนั่งสมาธิภาวนาเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงทุกวัน ตลอดช่วงเข้าพรรษาเป็นเวลาสามเดือน

ก่อนหน้านี้ อย่าว่าแต่ครึ่งชั่วโมงเลย แค่สิบนาทีก็ไม่มีทางจะทำสำเร็จ แต่ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทั้งสามคนจะทำได้ทุกวัน บางคนยังคงนั่งภาวนาเป็นประจำต่อเนื่องมากระทั่งทุกวันนี้

หญิงสาวคนเดียวในกลุ่มบอกว่า บางวันเหนื่อยมาก อยากหลับไปเลย แต่พอนึกขึ้นว่า เพื่อนอีกสองคนคงกำลังปฏิบัติภาวนากันอย่างแข็งขันอยู่เป็นแน่ จึงทำให้มีกำลังใจ ในเมื่อคนอื่นยังรักษาสัญญาและยังพยายาม ทำไมเธอจะละทิ้งมันไปเสีย

การมีคนที่ตั้งใจทำอะไรดีๆ เหมือนๆ กัน เป็นเสมือนเพื่อนร่วมเดินทางไกล ทำให้เรามีกำลังใจที่ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่ล้มเลิกง่ายๆ

ในบรรดาแนวทางวิธีที่มีประสิทธิภาพสำหรับการเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ จึงมักมีวิธีว่าด้วยการมีคนใกล้ตัวสนับสนุน ให้กำลังใจ และยิ่งมีผลมากถ้าเป็นคนที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน อยู่ในระหว่างพยายามต่อสู้เอาชนะในเรื่องเดียวกัน

เพราะระหว่างที่เราได้รับกำลังใจจากเพื่อน เขาก็ได้รับสิ่งเดียวกันนี้จากเราเช่นเดียวกัน การเป็นเพื่อนคือต่างฝ่ายได้ช่วยเสริมแรงให้กัน เมื่อคนหนึ่งทำได้ อีกคนก็ทำได้ กลายเป็นทั้งกลุ่มก็ทำได้ทุกคน

ไม่น่าแปลกไจที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่าทำไมอาสาสมัครจึงชวนกันไปเป็นกลุ่ม เช่นเดียวกับเรื่องจิตตปัญญาหรือการเรียนรู้เข้าใจตัวเองเพื่อพัฒนาจิต ยิ่งต้องการเพื่อนร่วมทางผู้ร่วมเรียนรู้ไปพร้อมกัน แม้ในบางรูปแบบเป็นการอยู่วิเวก เช่น นิเวศน์ภาวนา ก็ยังต้องการกลุ่มแลกเปลี่ยน แบ่งปันประสบการณ์ที่แต่ละคนได้พบในใจ หรือประสบการณ์ในมิติความคิดความรู้สึกที่หลากหลายต่างกันไป ยิ่งได้ฟังจากเพื่อน ยิ่งเป็นการเสริมแรงของการเรียนรู้

แนวคิดหรือความรู้บางเรื่องในจิตตปัญญาศึกษานั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้เรียนจะเข้าใจและเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของการเรียนรู้ถ้าเขาไม่ได้เรียนไปพร้อมกับคนอื่นๆ ในฐานะเพื่อนร่วมเดินทาง เช่น เรื่องนพลักษณ์ ซึ่งว่าด้วยคุณลักษณะพื้นฐานและพฤติกรรมเก้าแบบที่แต่ละบุคคลมีและแสดงออกต่างกัน ลำพังการเรียนโดยลำพังย่อมจดจำเนื้อหาโครงสร้างความรู้นั้นได้ แต่ความเข้าใจในบุคคลอื่นที่เข้าถึงหัวใจของเราและเขา จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเพื่อนร่วมเรียนรู้ ผู้วางใจและเปิดใจให้เราศึกษาจากชีวิตและความรู้สึกจริงของเขา ในเวลาเดียวกัน ขณะที่เขาเป็นเพื่อนผู้ให้ เขาก็กำลังได้รับความรู้และความเข้าใจจากเราเช่นกัน

ความเป็นเพื่อนในการเรียนรู้นั้นไม่จำกัดอยู่เพียงการส่งเสริมสนับสนุน ในการเรียนรู้ชีวิต ยิ่งต้องการความเป็นเพื่อนที่มากกว่านั้น เป็นเพื่อนที่กล้าท้วงติง ตักเตือนเรา แม้ว่าในเรื่องที่ขัดใจ หรือทำให้เราไม่สบายใจ เช่น บางครั้งเราความเชื่อที่ยึดมั่นถือมั่นมาก หากไม่มีเพื่อนทำหน้าที่ชี้ให้เห็นว่าเรากำลังติดกับในสิ่งใดอยู่ เราอาจจะไม่มีวันได้แก้โจทย์นี้ในชีวิตตัวเองได้

ความเป็นเพื่อนจึงเป็นหน้าที่สำคัญและยิ่งใหญ่ เป็นเพื่อนที่เหมือนน้ำเปล่าไว้ดับกระหายและให้กำลัง ไม่ต้องมีสีสัน และไม่ทำให้เสพติดเหมือนน้ำหวาน ไม่ใช่แค่อยู่ข้างๆ ทางกายภาพ แต่เป็นผู้ที่ยืนหยัดเคียงคู่กันทั้งในทางจิตใจ และอยู่เคียงข้างประคับประคองกันทางจิตวิญญาณ

หลบตัวเอง


หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 20 พฤษภาคม 2555

การอบรมครั้งล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ในช่วงเวลาสุดท้ายของงานที่ไมโครโฟนค่อยๆ ถูกส่งผ่านมือทีละคน แต่ละคนต่างทยอยพูดออกมา ได้บอกขอบคุณกัน เล่าบทเรียนที่ตนเองประทับใจ หรืออะไรก็ตามที่อยากฝากไว้ก่อนจากกัน เป็นช่วงเวลา “เช็คเอาท์” ที่เราจะได้ฟังทุกๆ คน

ช่วงขณะนั้นเอง ผู้ประสานงานจัดอบรมคนหนึ่งรีบลุกผลุนผลันขึ้นออกจากที่นั่งซึ่งอยู่ด้านหลังห้อง เขาหายไปสักพักหนึ่ง และมันอาจใช้เวลานานพอที่ไมโครโฟนนั้นจะถูกส่งต่อให้พูดกันรายคน จนเลยตำแหน่งที่นั่งของเขาไป และหากเขากลับมาหลังจากไมโครโฟนถูกส่งวนจนครบวง เขาคงไม่ต้องพูด เพราะนั่นคือถึงเวลาสรุปของการอบรมครั้งนี้แล้ว

แต่บทสรุปนี้จะสมบูรณ์และภาคภูมิ สำหรับการเดินทางร่วมกันมาได้อย่างไร หากยังไม่ได้มีเราทั้งหมดทุกคนดำรงอยู่ในห้วงเวลานี้ร่วมกัน

เหล่าพี่ๆ ผู้ร่วมดูแลการอบรมครั้งนี้ รีบกวักมือเรียกผู้ประสานงานอีกคน กระซิบกำชับวานให้ออกไปตามตัวเขาให้เจอ และรีบพาเข้าห้องมาให้ทันให้จงได้ สุดท้ายเราก็ได้เขาเข้ามาในห้อง และได้ถือไมโครโฟนนั้นพูดกับทุกคน ชั่วโมงถัดมาหลังการอบรม เป็นเวลาของการสะท้อนหลังจัดกิจกรรม เรานั่งล้อมวงคุยทบทวนถึงการอบรมที่ผ่านมา มีอะไรน่าประทับใจ มีอะไรที่เป็นตัวอย่างดีๆ มีอะไรที่น่าจะปรับพัฒนาอีกได้บ้าง และรวมทั้งสะท้อนประสบการณ์เรียนรู้ที่เกิดขึ้นในตัวเราของเราเอง

ผมใช้โอกาสนี้ถามเขาว่า สาเหตุที่รีบร้อนลุกออกไปก่อนไมโครโฟนมาถึง นั่นเพราะต้องการหลบ จะได้ไม่ต้องพูดช่วงเช็คเอาท์ใช่หรือไม่ เขาก็กล้าหาญเพียงพอที่จะตอบว่า “ใช่” พร้อมอธิบายว่า ด้วยภาระงานจัดการอาหารการกินและอุปกรณ์ประกอบการอบรม ทำให้เขาไม่ได้อยู่ในห้องตั้งแต่ต้น ไม่ได้บอกความคาดหวังในตอนเริ่มงาน เมื่อจะต้องเช็คเอาท์ เขาจึงไม่รู้ว่าจะพูดอะไร

เหล่าพี่ๆ ถึงต้องช่วยเตือนความจำให้ว่าโอกาสของการเช็คเอาท์ คือ เผยอะไรก็ได้ในใจ บอกอะไรก็ได้ที่กำลังคิด หรือกระทั่งบอกสภาวะร่างกาย มีเรื่องให้พูดมากมายในโอกาสนั้น และเป็นพื้นที่แห่งการรับฟังที่ทุกคนสร้างขึ้น การลุกออกไปในตอนนี้ก็เท่ากับการหลบเลี่ยงและไม่ให้เกียรติ

จริงอยู่ว่าเขากล้าหาญพอที่จะยอมรับว่าหลบ แต่นั่นยังไม่มากพอ ความกล้าที่แท้ต้องกล้าเผชิญกับใจตัวเองว่าไม่ได้หลบไมโครโฟน แต่หลบการยอมรับและให้เกียรติตัวเองว่างานสวัสดิการและจัดอุปกรณ์ที่ได้ทำไปนั้นเป็นบทบาทหน้าที่อันทรงคุณค่า เป็นภารกิจที่มีความหมายทำให้การฝึกอบรมนี้ดำเนินไปได้ และการเป็นผู้ประสานงานมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้เข้าร่วมอบรมและวิทยากร

พี่ๆ บอกน้องผู้ประสานงานคนนี้ว่า เราไม่ได้จัดเช็คเอาท์ให้เป็นแค่สัญลักษณ์สื่อถึงความเท่าเทียมและให้เกียรติกัน การเช็คเอาท์จะสมบูรณ์พร้อมก็ต่อเมื่อเราทุกๆ คน ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว ได้แสดงตนในฐานะสมาชิกคนหนึ่งซึ่งมีศักดิ์และมีสิทธิ ที่จะได้รับคำชื่นชม คำขอบคุณ และได้รับการจดจำถึงความสำคัญในการมีอยู่ของเขา

การหลบออกไปนอกวง จึงเท่ากับว่า เราบอกปัดการขอบคุณตัวเอง เท่ากับการปฏิเสธคุณค่าที่เราได้กระทำ และไม่ให้เกียรติกับศักดิ์ศรีที่เรามี เมื่อเราเองละทิ้งมันไปเสียแล้ว เราจะมองเห็นความชื่นชมและจะได้ยินคำขอบคุณจากผู้อื่นได้อย่างไร หากจะหลบครั้งนี้ได้ ครั้งหน้าก็ต้องหลบอยู่ร่ำไป

เรามีคุณค่า ไม่ใช่เพราะตำแหน่ง แต่เรามีคุณค่า เมื่อตัวเรานี่แหละกล้ายอมรับในคุณค่าของงาน และคุณค่าของเราเอง