สะท้อนใจ


หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 3 มิถุนายน 2555

เงินจำนวนสองหมื่นกว่าบาทมันมีค่ามากแค่ไหนสำหรับเรา?

พี่สาวคนหนึ่งเธอเป็นผู้รับผิดชอบโครงการสายด่วนให้คำปรึกษาทางใจแก่ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ของเครือข่ายพุทธิกา ได้ไปร่วมออกบูธจัดนิทรรศการและกิจกรรมในงานวัดลอยฟ้า ร่วมกับธนาคารจิตอาสา เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา งานนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้สนใจมาใช้เวลาเป็นอาสาสมัครสัก ๒๐ นาที เพื่อเขียนการ์ดถึงผู้ป่วยเรื้อรัง นอกจากจะได้ประชาสัมพันธ์กิจกรรมสายด่วนแล้ว ยังทำให้อาสาสมัครแต่ละคนได้ระลึกว่าความตายเป็นเรื่องใกล้ตัวในระหว่างที่ทำกิจกรรม พร้อมทั้งเปิดรับบริจาคทุนสนับสนุนการดำเนินงาน

เพียง ๔ วัน มีผู้ร่วมสมทบทุนมากถึงสองหมื่นกว่าบาท และเงินจำนวนเดียวกันนี้เอง ถูกเก็บไว้ในถุงผ้าใบหนึ่ง ซึ่งหายไปอย่างไร้ร่องรอยในตอนค่ำของงานวันสุดท้าย

ทุกคนช่วยกันคิดช่วยกันนึกว่ามันอาจถูกลืมวางไว้ตรงไหน หรือมีใครช่วยเก็บลงกล่องไปแล้ว จนเมื่อแน่ใจว่าหายแน่ เราจึงต้องพึ่งประกาศเสียงตามสาย และลงท้ายด้วยการไปแจ้งความ ด้วยความหวังเพียงน้อยนิดว่าจะพบเงินก้อนนี้

สายตาและสีหน้าของเธอผู้รับผิดชอบกิจกรรมนี้ในค่ำวันนั้น แสดงออกถึงความกังวล ความเสียใจ แต่ก็ไม่ฟูมฟายตีโพยตีพาย ถึงกระนั้น น้องๆ ต่างรู้กันว่า นี่เป็นสถานการณ์ไม่ง่ายเลยสำหรับเธอ

กลางดึกของคืนเดียวกัน เธอเขียนเอาไว้ในเฟซบุ๊คว่า “อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าอุตส่าห์ทุ่มเททำงานไม่หยุด จบด้วยแบบนี้ แต่ยังไงๆ เราต้องรับผิดชอบ เพราะเงินที่มีค่ามาก ก็ต้องควักเงินส่วนตัวมาคืน ไม่ใช่น้อยๆ เพราะเป็นน้ำพักน้ำแรงของทุกคนด้วย เฮ้อ .. เพราะเราไม่พัก ไม่ปล่อยวางจิตวางใจ เหนื่อยก็ต้องรู้จักพอ .. ได้แค่ไหนแค่นั้น แม้จะเป็นงานอาสาสมัคร ก็ต้องทำเท่าที่ทำได้ ต้องใจแข็ง .. .นี่แหละบทเรียนราคาแพงตัวจริง .. เศร้า อดเซ็งไม่ได้ หิวก็หิว เฮ้อ”

ข้อความนี้สะท้อนบอกอะไรออกมามากมาย ขณะเดียวกันเธอก็มีคุณภาพของการสะท้อนย้อนมองตัวเองอย่างงดงาม โดยเฉพาะเรื่องการวางใจ ปล่อยวางจากความคาดหวัง แล้วกลับมาอยู่ในปัจจุบัน

เช้าวันรุ่งขึ้น เธอกลับมาเขียนความเห็นเพิ่มเติมเอาไว้ พร้อมบอกขอบคุณน้องๆ ที่เขียนให้กำลังใจ เธอเขียนว่า “แม้นั่นคือต้นทุนหนึ่งที่ตั้งใจทำเพื่อใช้ต่อยอดงานต่อไป อาจจะเป็นเพราะเป็นงานเริ่มต้น จึงรู้สึกกับการทุ่มแรงใจ แรงกาย สำหรับอารมณ์แรกเมื่อวาน แต่เมื่อกลับมาดูว่าได้อะไรจากงานนี้ ที่จริง เราก็ต้องการให้งานได้เผยแพร่ให้คนได้ประโยชน์จากการปรากฏโครงการ ยิ่งมีมาก ก็เท่ากับว่า มีคนรับทราบมากขึ้น คิดอีกทีก็คงให้กำลังใจแก่ทุกคนที่ร่วมทำงาน ขอบคุณทุกคน และโชคดีที่ได้เจอเพื่อนเก่าที่เราไม่แน่ใจกับความสัมพันธ์ แต่พอเจอในงานได้ทักทายเธอ มิตรภาพเก่าๆ ออกมาด้วยรอยยิ้ม ทักทายแบบสหาย ปลื้มปิติไม่น้อย และน้องๆ พี่ๆ .. งานนี้ก็ได้ใจไปหลาย”

จริงแท้ทีเดียว เหตุการณ์ถุงใส่เงินหายครั้งนี้ เราไม่ได้โทษใคร ไม่ได้พร่ำบ่นโชคชะตา แต่เราทุกคนได้พบตัวอย่างอันล้ำค่ายิ่งกว่าเงินสองหมื่นกว่าบาท ตัวอย่างของคนที่มีการเรียนรู้อยู่ในตัว เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ไม่คาดฝัน ผลที่คาดหวังมันพลิกผัน แต่ในอรุณรุ่งของอีกวัน เธอยังสามารถทันได้หันกลับมาเห็นสมบัติอันล้ำค่ายิ่งกว่าเงินตรา เห็นเป้าหมายที่แท้ของงาน มิตรภาพ และพลังในการสร้างงานต่อไป

เธอสรุปประสบการณ์นี้ด้วยประโยคสั้นๆ ทว่าทั้งมุ่งมั่น และเรียบง่ายว่า

“เดินหน้า ใส่บทเรียนนี้ไว้”

เป็นเพื่อน


หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม 2555

เชื่อไหมว่าความตั้งใจดีๆ ของเราที่มักจะล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า สามารถลุล่วงและเป็นไปได้ เพียงแค่เรามีใครสักคนเป็นเพื่อน

เมื่อปีกลาย หนุ่มสาวสามคนได้ตกปากรับคำพระท่านว่าจะนั่งสมาธิภาวนาเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงทุกวัน ตลอดช่วงเข้าพรรษาเป็นเวลาสามเดือน

ก่อนหน้านี้ อย่าว่าแต่ครึ่งชั่วโมงเลย แค่สิบนาทีก็ไม่มีทางจะทำสำเร็จ แต่ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทั้งสามคนจะทำได้ทุกวัน บางคนยังคงนั่งภาวนาเป็นประจำต่อเนื่องมากระทั่งทุกวันนี้

หญิงสาวคนเดียวในกลุ่มบอกว่า บางวันเหนื่อยมาก อยากหลับไปเลย แต่พอนึกขึ้นว่า เพื่อนอีกสองคนคงกำลังปฏิบัติภาวนากันอย่างแข็งขันอยู่เป็นแน่ จึงทำให้มีกำลังใจ ในเมื่อคนอื่นยังรักษาสัญญาและยังพยายาม ทำไมเธอจะละทิ้งมันไปเสีย

การมีคนที่ตั้งใจทำอะไรดีๆ เหมือนๆ กัน เป็นเสมือนเพื่อนร่วมเดินทางไกล ทำให้เรามีกำลังใจที่ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่ล้มเลิกง่ายๆ

ในบรรดาแนวทางวิธีที่มีประสิทธิภาพสำหรับการเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ จึงมักมีวิธีว่าด้วยการมีคนใกล้ตัวสนับสนุน ให้กำลังใจ และยิ่งมีผลมากถ้าเป็นคนที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน อยู่ในระหว่างพยายามต่อสู้เอาชนะในเรื่องเดียวกัน

เพราะระหว่างที่เราได้รับกำลังใจจากเพื่อน เขาก็ได้รับสิ่งเดียวกันนี้จากเราเช่นเดียวกัน การเป็นเพื่อนคือต่างฝ่ายได้ช่วยเสริมแรงให้กัน เมื่อคนหนึ่งทำได้ อีกคนก็ทำได้ กลายเป็นทั้งกลุ่มก็ทำได้ทุกคน

ไม่น่าแปลกไจที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่าทำไมอาสาสมัครจึงชวนกันไปเป็นกลุ่ม เช่นเดียวกับเรื่องจิตตปัญญาหรือการเรียนรู้เข้าใจตัวเองเพื่อพัฒนาจิต ยิ่งต้องการเพื่อนร่วมทางผู้ร่วมเรียนรู้ไปพร้อมกัน แม้ในบางรูปแบบเป็นการอยู่วิเวก เช่น นิเวศน์ภาวนา ก็ยังต้องการกลุ่มแลกเปลี่ยน แบ่งปันประสบการณ์ที่แต่ละคนได้พบในใจ หรือประสบการณ์ในมิติความคิดความรู้สึกที่หลากหลายต่างกันไป ยิ่งได้ฟังจากเพื่อน ยิ่งเป็นการเสริมแรงของการเรียนรู้

แนวคิดหรือความรู้บางเรื่องในจิตตปัญญาศึกษานั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้เรียนจะเข้าใจและเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของการเรียนรู้ถ้าเขาไม่ได้เรียนไปพร้อมกับคนอื่นๆ ในฐานะเพื่อนร่วมเดินทาง เช่น เรื่องนพลักษณ์ ซึ่งว่าด้วยคุณลักษณะพื้นฐานและพฤติกรรมเก้าแบบที่แต่ละบุคคลมีและแสดงออกต่างกัน ลำพังการเรียนโดยลำพังย่อมจดจำเนื้อหาโครงสร้างความรู้นั้นได้ แต่ความเข้าใจในบุคคลอื่นที่เข้าถึงหัวใจของเราและเขา จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเพื่อนร่วมเรียนรู้ ผู้วางใจและเปิดใจให้เราศึกษาจากชีวิตและความรู้สึกจริงของเขา ในเวลาเดียวกัน ขณะที่เขาเป็นเพื่อนผู้ให้ เขาก็กำลังได้รับความรู้และความเข้าใจจากเราเช่นกัน

ความเป็นเพื่อนในการเรียนรู้นั้นไม่จำกัดอยู่เพียงการส่งเสริมสนับสนุน ในการเรียนรู้ชีวิต ยิ่งต้องการความเป็นเพื่อนที่มากกว่านั้น เป็นเพื่อนที่กล้าท้วงติง ตักเตือนเรา แม้ว่าในเรื่องที่ขัดใจ หรือทำให้เราไม่สบายใจ เช่น บางครั้งเราความเชื่อที่ยึดมั่นถือมั่นมาก หากไม่มีเพื่อนทำหน้าที่ชี้ให้เห็นว่าเรากำลังติดกับในสิ่งใดอยู่ เราอาจจะไม่มีวันได้แก้โจทย์นี้ในชีวิตตัวเองได้

ความเป็นเพื่อนจึงเป็นหน้าที่สำคัญและยิ่งใหญ่ เป็นเพื่อนที่เหมือนน้ำเปล่าไว้ดับกระหายและให้กำลัง ไม่ต้องมีสีสัน และไม่ทำให้เสพติดเหมือนน้ำหวาน ไม่ใช่แค่อยู่ข้างๆ ทางกายภาพ แต่เป็นผู้ที่ยืนหยัดเคียงคู่กันทั้งในทางจิตใจ และอยู่เคียงข้างประคับประคองกันทางจิตวิญญาณ

หลบตัวเอง


หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 20 พฤษภาคม 2555

การอบรมครั้งล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ในช่วงเวลาสุดท้ายของงานที่ไมโครโฟนค่อยๆ ถูกส่งผ่านมือทีละคน แต่ละคนต่างทยอยพูดออกมา ได้บอกขอบคุณกัน เล่าบทเรียนที่ตนเองประทับใจ หรืออะไรก็ตามที่อยากฝากไว้ก่อนจากกัน เป็นช่วงเวลา “เช็คเอาท์” ที่เราจะได้ฟังทุกๆ คน

ช่วงขณะนั้นเอง ผู้ประสานงานจัดอบรมคนหนึ่งรีบลุกผลุนผลันขึ้นออกจากที่นั่งซึ่งอยู่ด้านหลังห้อง เขาหายไปสักพักหนึ่ง และมันอาจใช้เวลานานพอที่ไมโครโฟนนั้นจะถูกส่งต่อให้พูดกันรายคน จนเลยตำแหน่งที่นั่งของเขาไป และหากเขากลับมาหลังจากไมโครโฟนถูกส่งวนจนครบวง เขาคงไม่ต้องพูด เพราะนั่นคือถึงเวลาสรุปของการอบรมครั้งนี้แล้ว

แต่บทสรุปนี้จะสมบูรณ์และภาคภูมิ สำหรับการเดินทางร่วมกันมาได้อย่างไร หากยังไม่ได้มีเราทั้งหมดทุกคนดำรงอยู่ในห้วงเวลานี้ร่วมกัน

เหล่าพี่ๆ ผู้ร่วมดูแลการอบรมครั้งนี้ รีบกวักมือเรียกผู้ประสานงานอีกคน กระซิบกำชับวานให้ออกไปตามตัวเขาให้เจอ และรีบพาเข้าห้องมาให้ทันให้จงได้ สุดท้ายเราก็ได้เขาเข้ามาในห้อง และได้ถือไมโครโฟนนั้นพูดกับทุกคน ชั่วโมงถัดมาหลังการอบรม เป็นเวลาของการสะท้อนหลังจัดกิจกรรม เรานั่งล้อมวงคุยทบทวนถึงการอบรมที่ผ่านมา มีอะไรน่าประทับใจ มีอะไรที่เป็นตัวอย่างดีๆ มีอะไรที่น่าจะปรับพัฒนาอีกได้บ้าง และรวมทั้งสะท้อนประสบการณ์เรียนรู้ที่เกิดขึ้นในตัวเราของเราเอง

ผมใช้โอกาสนี้ถามเขาว่า สาเหตุที่รีบร้อนลุกออกไปก่อนไมโครโฟนมาถึง นั่นเพราะต้องการหลบ จะได้ไม่ต้องพูดช่วงเช็คเอาท์ใช่หรือไม่ เขาก็กล้าหาญเพียงพอที่จะตอบว่า “ใช่” พร้อมอธิบายว่า ด้วยภาระงานจัดการอาหารการกินและอุปกรณ์ประกอบการอบรม ทำให้เขาไม่ได้อยู่ในห้องตั้งแต่ต้น ไม่ได้บอกความคาดหวังในตอนเริ่มงาน เมื่อจะต้องเช็คเอาท์ เขาจึงไม่รู้ว่าจะพูดอะไร

เหล่าพี่ๆ ถึงต้องช่วยเตือนความจำให้ว่าโอกาสของการเช็คเอาท์ คือ เผยอะไรก็ได้ในใจ บอกอะไรก็ได้ที่กำลังคิด หรือกระทั่งบอกสภาวะร่างกาย มีเรื่องให้พูดมากมายในโอกาสนั้น และเป็นพื้นที่แห่งการรับฟังที่ทุกคนสร้างขึ้น การลุกออกไปในตอนนี้ก็เท่ากับการหลบเลี่ยงและไม่ให้เกียรติ

จริงอยู่ว่าเขากล้าหาญพอที่จะยอมรับว่าหลบ แต่นั่นยังไม่มากพอ ความกล้าที่แท้ต้องกล้าเผชิญกับใจตัวเองว่าไม่ได้หลบไมโครโฟน แต่หลบการยอมรับและให้เกียรติตัวเองว่างานสวัสดิการและจัดอุปกรณ์ที่ได้ทำไปนั้นเป็นบทบาทหน้าที่อันทรงคุณค่า เป็นภารกิจที่มีความหมายทำให้การฝึกอบรมนี้ดำเนินไปได้ และการเป็นผู้ประสานงานมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้เข้าร่วมอบรมและวิทยากร

พี่ๆ บอกน้องผู้ประสานงานคนนี้ว่า เราไม่ได้จัดเช็คเอาท์ให้เป็นแค่สัญลักษณ์สื่อถึงความเท่าเทียมและให้เกียรติกัน การเช็คเอาท์จะสมบูรณ์พร้อมก็ต่อเมื่อเราทุกๆ คน ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว ได้แสดงตนในฐานะสมาชิกคนหนึ่งซึ่งมีศักดิ์และมีสิทธิ ที่จะได้รับคำชื่นชม คำขอบคุณ และได้รับการจดจำถึงความสำคัญในการมีอยู่ของเขา

การหลบออกไปนอกวง จึงเท่ากับว่า เราบอกปัดการขอบคุณตัวเอง เท่ากับการปฏิเสธคุณค่าที่เราได้กระทำ และไม่ให้เกียรติกับศักดิ์ศรีที่เรามี เมื่อเราเองละทิ้งมันไปเสียแล้ว เราจะมองเห็นความชื่นชมและจะได้ยินคำขอบคุณจากผู้อื่นได้อย่างไร หากจะหลบครั้งนี้ได้ ครั้งหน้าก็ต้องหลบอยู่ร่ำไป

เรามีคุณค่า ไม่ใช่เพราะตำแหน่ง แต่เรามีคุณค่า เมื่อตัวเรานี่แหละกล้ายอมรับในคุณค่าของงาน และคุณค่าของเราเอง

ตั้งโจทย์ผิด ?



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 29 เมษายน 2555

ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวหลายชิ้นที่น่าสนใจในแวดวงการศึกษา ชวนให้เราฉุกคิดอย่างยิ่งว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นในแวดวงการเรียนรู้ของบ้านเรา ข่าวแรกคือ การประกาศผลคะแนนสอบโอเน็ตในปีนี้ พร้อมรายงานอันดับโรงเรียนที่มีนักเรียนทำคะแนนสอบได้สูงสุด 10 อันดับแรก ซึ่งเป็นที่น่ายินดีและชื่นชมในความสามารถทั้งของนักเรียนและอาจารย์ของโรงเรียนเหล่านั้น แต่ในข่าวเดียวกันนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าตกใจว่า ผลคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั่วประเทศ พากันได้แค่ไม่ถึงครึ่งในทุกวิชา วิชาหลักที่สำคัญเช่นภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ ยิ่งแล้วใหญ่ มีคะแนนเฉลี่ยราวๆ ยี่สิบถึงสามสิบกว่าคะแนนเท่านั้น

ข่าวชิ้นต่อมา เป็นภาพสะท้อนของข่าวแรก มีข้อความพาดหัวข่าวว่า “หอพักโกยเละ !!! เด็กกวดวิชาอื้อ เต็มทุกห้อง รอบอุ๊แลนด์ ค่าเช่าพุ่งทะลุหมื่นบาท” ย่านหอพักที่ว่านี้อยู่บริเวณพญาไท นัยว่าเป็นแหล่งรวมโรงเรียนกวดวิชาสารพัดแห่งในยุคปัจจุบัน ช่วงเสาร์อาทิตย์ใครใช้บริการรถไฟฟ้าคงจะเคยเห็นเด็กวัยรุ่นอายุอานามตั้งแต่ชั้นประถมถึงมัธยม พากันขึ้นลงในสถานีอย่างหนาแน่น ต่างคนต่างหอบหนังสือตำราติดตัวมาทั้งนั้น และอย่างที่ข่าวรายงาน ความต้องการเรียนเสริมเรียนกวดวิชามีมากจนกระทั่งค่าเช่าห้องหอพักแพงขึ้นพรวดพราด

ถ้าไม่อ่านแค่ผ่านๆ หรือปลงไปแล้วว่าโลกก็ต้องดำเนินไปเช่นนี้ล่ะก็ มันก็น่าขบคิดว่าข่าวสองชิ้นนี้กำลังบอกอะไรแก่เรา? บอกว่าการเรียนในยุคปัจจุบันต้องแข่งขันกันสูง หรือบอกว่าประเทศไทยไม่สามารถเปิดโอกาสให้เข้าถึงการศึกษาที่ดีได้ทั้งหมด โรงเรียนดีๆ มีจำนวนน้อยมาก หรือสิ่งที่จะบอกคือ ความรู้ที่นักเรียนไทยได้มาจากโรงเรียนนั้นมันยังไม่เพียงพอสำหรับการเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา

คำตอบอาจจะเป็น “ถูกทุกข้อ” เพราะมันเป็นความจริงที่ทุกคนรับรู้กันอยู่แล้ว ว่าโรงเรียนดีๆ กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ พร้อมกันนั้นก็ดึงดูดเด็กเก่งๆ เข้าไปรวมกัน การศึกษาทุกวันนี้เป็นระบบแพ้คัดออก นักเรียนจึงต้องแข่งขันกันด้วยคะแนน การกวดวิชาจึงเป็นการลงทุนที่ได้ผลสำหรับการแข่งขัน เพื่อช่วยรับประกันให้ได้มากขึ้นว่าจะได้การศึกษาที่ดีในลำดับขั้นต่อไป

แต่ถ้าหากว่าเราตั้งคำถามที่ลึกลงไปในหัวใจของเราอย่างตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ต่อสัญชาตญาณของเราเอง เราอาจพบคำถามในใจว่า “ทำอย่างไร เด็กๆ ทุกคนจะได้เรียนในโรงเรียนดีๆ” หรือ “เด็กที่สอบเข้าไม่ได้ล่ะจะเป็นอย่างไร” และ “เราปล่อยให้สภาพแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร สภาพการเรียนที่เน้นวิชา และการแข่งขันไปทีละระดับขั้น โดยมีความเชื่อหรือความหวังว่า คนที่มีคุณภาพคือคนที่ผ่านการสอบคัดเลือกไปได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ดูเหมือนจะไม่ดีไปกว่าเดิม ยังคงมีผลคะแนนน้อย และด้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น

เด็กๆ ของเรากำลังเรียนที่จะ “ใช้ชีวิต” แบบไหนกัน? นี่เป็นชีวิตดีๆ อันปกติสุขที่เราจะสอนให้เขาเรียนรู้และยอมรับที่จะอยู่กับมันแล้วใช่ไหม? เราจะต้องจำยอมและปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ใช่ไหม?

ท้ายข่าว ยังมีบทสัมภาษณ์นักเรียนสองคนที่เรียนกวดวิชา คนแรกเรียนพิเศษทุกวัน วันละ 5 ชั่วโมง อีกคนมาจากต่างจังหวัด เข้ามากรุงเทพฯ เพื่อเรียนเสริมทุกปีในช่วงปิดภาคเรียน ทั้งคู่ตอบเหมือนกันว่า ถ้าไม่เรียนจะไม่ทันเพื่อน และเห็นว่าการเรียนกวดวิชาเป็นเรื่องปกติ เพื่อนที่โรงเรียนและใครๆ ก็เรียนกันทุกคน

ส่วนเราที่ดูแลให้เขาเติบโตล่ะ มีใครไม่คิดว่ามันเป็น “เรื่องปกติ” บ้าง?

เหนือความเคารพ



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 22 เมษายน 2555

ในวงพูดคุยกันอย่างเปิดเผยระหว่างอาจารย์และนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เราสนทนากันถึงสภาพการเรียนการสอนในปัจจุบันที่นักศึกษาถูกกดดันให้เรียนเยอะๆ มีเนื้อหามาก มีรายงานให้ทำมาก อีกทางหนึ่ง อาจารย์ก็ถูกกดดันให้สร้างงานวิจัยได้มากๆ และต้องจัดการกับสารพัดเอกสารกำกับมาตรฐานการสอนที่ให้กรอกกันได้ตลอดทั้งปี

แต่ที่นี่ เราไม่ได้มาบ่น ระบาย หรือถอดใจกับระบบการศึกษา เรากำลังช่วยกันค้นหาว่าจะทำให้ชั้นเรียนมีความสุข และเป็นการเรียนรู้ที่ดี ทั้งกับนักศึกษาผู้เรียน และอาจารย์ผู้สอนได้อย่างไร

มีคำถามน่าสนใจไม่น้อยออกมาจากเพื่อนอาจารย์ที่ร่วมวง บางคำถามเกี่ยวกับการจัดการเวลา เช่น “จะสอนให้สนุกและทันตามเวลาที่กำหนดได้อย่างไร ในเมื่อมีเนื้อหาเยอะมาก”, “นักศึกษามาสาย ควรจะทำอย่างไรดี” และ “จะพัฒนาทักษะการสอนแบบ Team Teaching ได้อย่างไร” แต่มีคำถามหนึ่งซึ่งสะกิดใจพวกเราทุกคนคือ “ทำอย่างไรนักศึกษาถึงจะมี Respect ต่ออาจารย์”

น่าสนใจ! เราต่างสบตากัน หลายคนคิดไปถึงเรื่องของท่าที สีหน้า การพูดจา ความแตกต่างระหว่างวัย การแสดงพฤติกรรมที่มีความคาดหวังต่างกัน เหมือนจะเป็นเรื่องที่รู้ๆ กันอยู่ว่านักศึกษาในรุ่นหลังๆ มานี้มีท่าทีพฤติกรรมผิดแผกไปจากเดิมมาก จะว่าอ่อนโยนนอบน้อมน้อยลงก็ว่าได้

ผู้ดำเนินการสนทนาหันไปทางนักศึกษาหญิงชายสี่ห้าชีวิตในวงสนทนา ถามพวกเขาว่า ได้ยินคำถามนี้แล้วมีอะไรอยากจะตอบหรือบอกอาจารย์ไหม? ปรากฏว่านักศึกษาก็ไม่รีรอที่จะเอ่ยปากพูด เพียงยังไม่ตอบ แต่กลับจะขอถามอาจารย์ก่อนว่า เห็นนักศึกษาไม่เคารพนั้น เป็นอาการหรือกริยาแบบไหน อยากให้อาจารย์ยกตัวอย่าง เพราะตนเองเชื่อว่าโดยพื้นฐานแล้วพวกเรารักและเคารพอาจารย์ทุกคนเสมอ ถึงตรงนี้ทุกคนยังคิดว่าเป็นเรื่องท่าทีในการแสดงออก

อาจารย์คนหนึ่งยกมือขอตอบ พร้อมเฉลยว่าตนเป็นเจ้าของคำถาม และอยากอธิบายให้ชัดเจนถึงคำว่า Respect ที่เราเปลี่ยนมาใช้คำว่า “เคารพกัน” นั้น เธอไม่ได้นึกถึงเรื่องของการไหว้ หรือการแสดงคำทักทายอย่างนอบน้อมต่ออาจารย์ สิ่งที่เธอนึกถึงจริงๆ คือ การทำงานของนักศึกษา การที่ส่งรายงานมาให้แล้วเต็มไปด้วยคำสะกดผิด การใช้อีเมลส่งงานให้อาจารย์ แต่ไม่มีคำขึ้นต้นลงท้าย ยิ่งกว่านั้นบางรายส่งอีเมลโดยแนบมาแต่ไฟล์มา ไม่เขียนข้อความใดๆ มาในเมลนั้นเลย

ทุกคนในวงทั้งเพื่อนอาจารย์และลูกศิษย์เมื่อได้ยินแล้วต่างก็นิ่งไป เพราะความหมายของคำว่าเคารพในที่นี้ ไม่ใช่แค่มารยาทการแสดงออกทางสังคมแล้ว แต่เป็นเรื่องการมีความประณีตและเอาใจใส่พิถีพิถันในรายละเอียดของการกระทำของตนเอง สิ่งที่เรารักและตั้งใจ เรายิ่งต้องใส่ใจทำให้ดี ไม่ใช่สักแต่ว่าทำใช่ไหม กรณีที่นักศึกษาทำงานแบบนี้มาส่งหมายถึงเขาไม่เคารพอาจารย์หรือเปล่า?

ยิ่งเราแต่ละคนถามตัวเองกลับ ยิ่งทำให้เราได้คำตอบร่วมกันว่า นั่นไม่ใช่ใช่เพียงแค่การเคารพกัน ไม่ใช่แค่การเคารพอาจารย์ แต่มันเป็นการแสดงถึงความเคารพในตนเอง การให้เกียรติกับผลงานของตัวเอง เป็นความภาคภูมิใจในผลงานของตน และเป็นความพิถีพิถันในการใช้ชีวิต

การคุยเรื่องนี้ ได้เผยให้เราเห็นความรักและความงามในการเรียน ทำให้นักศึกษาได้เห็นว่าเขาไม่ได้ถูกสอนแค่เนื้อหาวิชา แต่อาจารย์ยังพยายามสอนให้เขาเชื่อมั่นและเคารพนับถือในตัวเอง สอนให้เขาประณีตใส่ใจในชีวิต หากเรามองอย่างด่วนตัดสินกันโดยผิวเผิน ก็จะเห็นแค่วิธีการที่ต่างกันของคนต่างวัย มองข้ามความหมายที่แท้จริงไปอย่างง่ายดาย และน่าเสียดาย