รางวัลคือความปรกติ



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2554

เมื่อก่อนผมสงสัยการงดเว้นฆ่าสัตว์ว่า แค่ไหนอย่างไรจึงจะนับได้ว่าเราได้ถือเอาศีลข้อปาณาฯ นี้แล้ว เพราะการใช้ชีวิตในปัจจุบันมันยากมากที่จะไม่ไปทำลายชีวิตของสัตว์บางชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์รำคาญทั้งหลาย อาทิ มด แมลงสาบ และยุง เพราะแมลงเหล่านี้มักเข้ามาคุกคามสร้างความหงุดหงิดรำคาญให้โดยเราไม่รู้ตัว จะรู้ตัวว่าได้สังหารไปแล้วก็ต่อเมื่อเริ่มสบายกายไม่มีอะไรมากัดไต่ และสิ่งมีชีวิตจิ๊บจ้อยเหล่านั้นได้ตายไปแล้วเรียบร้อยด้วยสองฝ่ามือหรือด้วยไม้แบดไฟฟ้า

การรักษาศีลละเว้นการฆ่าสัตว์จึงน่าจะสมเหตุสมผลและมีความเป็นไปได้สูงกว่ามาก ถ้าเราหมายถึงการใช้ชีวิตร่วมสมัยที่ไม่เบียดเบียนบรรดาสัตว์ที่ใหญ่กว่าแมลงทั้งหลาย รูปธรรมหนึ่งซึ่งน่าจะใช่ คือไม่วางยาเบื่อหนู ไม่ยิงนก และไม่ตกปลา ลองพิจารณาดูวิถีชีวิตสมัยใหม่นี้ ถ้าจะทำมันก็ไม่ได้ยากอะไร ยิ่งถ้าเราอาศัยในเมือง ที่บ้านปราศจากรังหนู ไม่ได้ประกอบอาชีพปศุสัตว์ และไม่มีงานอดิเรกในฟิชชิ่งปาร์ค

ผมเคยคิดว่าการรักษาศีลข้อหนึ่งเป็นเรื่องธรรมดา จะว่าไปใครๆ คงทำกันได้ทั้งนั้น

ต่อเมื่อไม่กี่ปีมานี้ คนใกล้ชิดในบ้านอย่างพี่และแม่ได้ทำอะไรบางอย่างที่มักทำให้ผมฉุกใจ ผมเห็นพี่ค่อยๆ ปั้นดินน้ำมันมาอุดตามรูรั่วเล็กๆ ตามมุมบ้าน รอบวงกบประตู เพียงเพื่อจะป้องกันไม่ให้มดเข้ามา หากมีบางตัวหลุดเล็ดลอดออกมาเพ่นพ่าน เขาจะถูกปัดเบาๆ ให้ออกไปพ้นทาง ตามมาด้วยการฉีดตะไคร้หอมที่พื้นเพื่อไม่ให้ถูกใช้เป็นเส้นทางลำเลียงได้อีก

รักษาศีลปาณาฯ ต้องทำกันถึงขนาดนี้เลยเชียว? ผมรู้สึกว่ายุ่งยาก แต่ก็อยากจะทำให้ได้บ้าง จากนั้นลองทำผิดบ้างถูกบ้างมาอย่างต่อเนื่อง ผมพบว่าปัจจุบันนี้ ผมไม่มีอัตโนมือตบเพียะเข้าที่ขาทันทีที่รู้สึกว่ามีตัวอะไรกัด นอกจากนี้ยังอดทนมากขึ้นกับอาการบวมคันตามผิวหนัง แต่แน่นอนว่าความรู้สึกฮึ่มฮั่มอยากลงไม้ลงมือจัดการมีเกิดขึ้นมาบ้างไม่ได้หาย

ทว่า รางวัลชิ้นใหญ่ที่ผมได้รับจากการรักษาศีลนี้กลับไม่ใช่ความรู้สึกว่าเป็นคนดี และยิ่งไม่ใช่ความภาคภูมิใจว่าเราทำได้ ผมค้นพบรางวัลที่ใหญ่กว่านั้น

ชัดมากเลยในชั่วขณะหน้าอ่างล้างมือ โดยมากจะมีมดตัวเล็กๆ เดินไต่ไปมาราวสี่ห้าตัว พอได้ตั้งใจไว้ ก็ทำให้ผมค่อยๆ ใช้นิ้วไล่เขาขึ้นมา บางตัวก็ให้มาเกาะอยู่บนขอบอ่าง อาการนี้ผมว่ามันดีมากที่ทำให้ผมได้ใช้เวลาค่อยๆ จัดการพามดออกไป ทั้งที่เป็นเรื่องง่ายกว่าถ้าจะละเลยเสีย ถ้ามาถึงก็เปิดก๊อกล้าง ทั้งสี่ห้าชีวิตคงจมมิดไปแล้ว งานกู้ชีพนี้มันใช้เวลาจริง แต่เป็นห้วงเวลาที่ได้อยู่กับงานเล็กๆ ตรงหน้า ได้ใส่ใจค่อยๆ ทำอย่างเบามือ สำหรับผมแล้วมันเป็นความประณีตตั้งใจที่กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ประจำวันไปแล้ว

ผมได้รางวัลใหญ่ คือค้นพบการใช้ชีวิตตัวเองได้เหมือนเช่นเคย แต่ละเอียดเอาใจใส่ได้มากขึ้น ไม่มีเหตุจำเป็นอะไรให้ต้องเร่งรีบจนละเลยการดูแลสิ่งเล็กๆ ที่อยู่ในวิสัยยังสามารถช่วยเหลือได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เนิบช้าจนเสียเวลามากมายไปกับการจัดการดูแล หรือช้าจนอึดอัดเพราะจำกัดพฤติกรรมตัวเอง ไปจนถึงคอยวิตกว่าพลั้งทำอะไรผิดไปหรือเปล่า

นึกถึงเมื่อก่อนตอนถูกยุงกัด อาการโต้กลับต้องไปไล่ตบไล่ตี บางทีทำอยู่ทั้งชั่วโมงยุงก็ไม่ลดน้อยลง แต่อารมณ์เซ็งหงุดหงิดเพิ่มหนัก ครั้งไหนตบเข้าเป้าหมายก็สะใจยิ้มย่องยินดี ไปบ่มเพาะทวีโทสะให้ใจตัวเองอีก เดี๋ยวนี้สบายใจกว่ามากมาย มียากันยุงหรือยาแก้คันก็ทาเสีย โบกๆ ปัดๆ ไล่ไม่กี่ที ไม่รู้ทำไมรู้สึกว่าเขาหายไป ทั้งที่เขาอาจไม่ได้หายไปไหน แต่ใจมันเป็นอิสระจากยุง ไม่เอาใจไประแวงไม่เพ่งอยู่กับเขา

หรือการรักษาศีลดังที่เขาว่า คือการรักษาความเป็นปรกติสบายของใจตัวเองนี่แหละ มีชีวิตปรกติที่ไม่เบียดเบียนใคร มีชีวิตสบายที่ไม่ใช้ข้ออ้างหาเหตุผลให้ตัวเอง ใส่ใจประณีตกับสิ่งที่เราให้ความหมาย ใช้เวลาอย่างคุ้มค่ากับเหตุการณ์ตรงเบื้องหน้า

ขอบคุณผู้คนรอบข้างที่ทำให้ผมเจอรางวัลชิ้นนี้ได้ ขอบคุณที่ประพฤติและทำเป็นแบบอย่างให้เห็น หาไม่ต่อให้ผมตั้งใจคนเดียวคงล้มเลิกและมีข้ออ้างให้กลับไปทำลวกๆ และละเลย เหมือนเช่นเคยแน่นอน

คนหลงทาง



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 23 มกราคม 2554

สารคดีสองเรื่องที่ผมได้ชมไปเมื่อช่วงสิ้นปีได้สร้างคำถามให้เกิดขึ้นในใจผมมากมาย

ทั้งสองเรื่องพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงปัจจุบันในวงการเกษตรและปศุสัตว์ แม้ว่าจะมีท่วงทำนองรูปแบบการนำเสนอที่ต่างกัน เรื่อง Our Daily Bread เน้นถ่ายทอดภาพเหตุการณ์ในไร่ในโรงเลี้ยงและชีวิตผู้คนอย่างตรงไปตรงมา ส่วนเรื่อง Food, Inc. ให้ข้อมูลสถิติรวมทั้งสัมภาษณ์เกษตรกรที่ตกอยู่ในวงจรธุรกิจซึ่งครอบงำโดยบรรษัทขนาดใหญ่ แต่ทั้งสองเรื่องพูดถึงสิ่งเดียวกันคือแหล่งที่มาวัตถุดิบอาหารของโลกยุคนี้มิได้เป็นไปตามความเข้าใจความเชื่อเดิมๆ ของเราอีกแล้ว เราจะได้เห็นการเกษตรที่มีความเป็นอุตสาหกรรม ใช้สารเคมีและเครื่องจักรจำนวนมาก เราจะได้เห็นโรงเลี้ยงไก่และโรงฆ่าสัตว์ขนาดใหญ่

ที่ว่ามานี้เราอาจจะคิดว่ายังเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเยอรมนีและประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เราย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่แหละคือกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังเข้ามาสู่บ้านเรามากขึ้นเรื่อยๆ คำถามที่เกิดขึ้นจากสารคดีทั้งสองนี้เป็นไปได้มากมาย ตั้งแต่ความเหมาะสมของเทคโนโลยีที่ใช้ เรื่องความเป็นธรรมทางการค้า การเลี้ยงและฆ่าสัตว์อย่างไรที่ไม่เป็นการทารุณกรรม ไปจนถึงความปลอดภัยในอาหาร

แต่คำถามที่สะกิดใจผมมากที่สุดคือ เราพากันเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

จุดที่โลกต้องเร่งผลิตวัตถุดิบสำหรับเป็นอาหารออกมาให้มากที่สุดโดยใช้เวลาที่น้อยที่สุด เราเคยเฉลียวใจไหมว่าเราต้องสูญเสียอะไรไปบ้างเพื่อแลกความรวดเร็วนี้

ภาพชีวิตผู้คนในหนังสองเรื่องนี้ก็สะท้อนต่อคำถามนี้ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นภาพคนงานที่พักกินอาหารกลางวันในโรงงานฆ่าสัตว์ ภาพคนงานทำงานคัดแยกลูกไก่ตามสายพาน รวมถึงภาพการเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยเครื่องจักรขนาดใหญ่ ภาพทั้งหมดนี้ดูห่างไกลจากชีวิตจริงของเราเหลือเกิน ราวกับว่าเป็นอีกขั้นตอนของกระบวนการผลิตอาหาร โดยมีเราอยู่ที่ปลายทางในฐานะผู้บริโภค

เหมือนมีแค่สายใยเกี่ยวข้องจางๆ ระหว่างผู้ผลิต อาหาร และผู้บริโภค

ในเรื่อง Food, Inc. มีเจ้าของไร่คนหนึ่งซึ่งปฏิเสธการเข้าไปอยู่ในระบบการผลิตสมัยใหม่ เขาเลี้ยงสัตว์ตามทุ่งหญ้า สัมผัสตัวและพูดทักทายมัน ปลูกพืชโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง แต่สิ่งที่น่าสนใจมากยิ่งกว่าวิธีเพาะปลูกและดูแลสัตว์ คือการที่ลูกค้าเดินทางมายังไร่เพื่อซื้อสินค้าด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะจัดส่งไม่ได้ แต่เพราะเขาต้องการรู้จักและสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้าของเขาทุกคน

หรือว่าความรู้สึกสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมดที่เขามีนี้แหละ คือสิ่งที่เราสูญเสียไปในระบบการผลิตอาหารของโลก

เราอาจจะเคยได้ยินหรือเคยฝึกแนวทางปฏิบัติหนึ่งซึ่งว่าด้วยการบริโภคอย่างมีสติ โดยเฉพาะนิกายเซน ในสายหมู่บ้านพลัม ที่เน้นการมีสติในการรับประทานอาหาร เคี้ยวแต่ละคำอย่างช้าๆ ขอบคุณแรงกายและความทุ่มเทของทุกผู้คนที่ได้เพาะปลูกมา ขอบคุณสรรพชีวิตที่ได้อุทิศเป็นอาหารมาให้เราได้ดื่มกิน การปฏิบัตินี้มีขึ้นก็เพื่อให้เราได้ระลึกถึงสิ่งที่สูญหายไป ให้เราได้ตระหนักว่าเราไม่ได้ดำรงอยู่อย่างเดียวดาย แต่ด้วยการพึ่งพาอาศัยอย่างให้เกียรติกันนี้เอง

เทคโนโลยีสามารถช่วยให้เราผลิตอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ใช่ว่าจะต้องเร่งให้รีบจนบดบังสายตาและการรับรู้ของเราออกจากสายใยความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตที่เกื้อกูลกันอยู่นี้ออกไป

ระบบการค้าและการตลาดช่วยให้เราได้จับจ่ายซื้ออาหารที่สะดวกรวดเร็วกว่าการปลูกและเลี้ยงเอง แต่ใช่ว่าจะต้องเร็วจนเราพลาดการได้ดูแลความเป็นอยู่ของผู้คนซึ่งทำงานเบื้องหลังได้

ประสิทธิภาพในการผลิตอาจจะเป็นการใช้เวลาทำงานน้อยที่สุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์จำนวนมากที่สุด แต่สำหรับประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตของเรา อาจจะหมายถึงการใช้เวลาในชีวิตให้มากที่สุดเพื่อให้ได้เห็นความจริงว่าเราเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับทุกคนและทุกชีวิตอย่างไร ก็เป็นไปได้

ความเป็นไปได้ใหม่



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 26 ธันวาคม 2553

เช้าวันนี้ผมเห็นเขาเดินกะเผลก จากปกติที่เขามักนั่งมองเราทานมื้อเช้าและส่งเสียงร้องเรียก ก็กลับไปนั่งหมอบหลบมุม แม้จะยังกินอาหารที่เทให้แต่ก็ดูระแวดระวังตัวมาก ทำให้ผมรู้สึกกังวลและค่อนข้างไม่สบายใจ พลอยฟุ้งซ่านหลงคิดไปพักหนึ่งว่าเขาทะเลาะกับแมวอื่น หรือถูกตีเพราะย่องไปคาบปลาบ้านใกล้เคียงหรือเปล่า ด้วยความที่เลี้ยงเขาไว้นอกบ้าน จะปีนป่ายเดินเล่นไหนก็ได้ตามใจ

ลองนึกทบทวนแล้วผมยังแปลกใจตัวเองที่ห่วงแมวได้เพียงนี้ ย้อนไปราวสามสี่ปีก่อนหน้า ทัศนคติที่ผมมีต่อสัตว์เลี้ยงต่างจากนี้ ตัวโปรดประจำใจของผมมาโดยตลอดคือ หมา และหมาเท่านั้น ผมว่าหมาช่างมีข้อดีมากมายกว่าสัตว์เลี้ยงอื่น โดยเฉพาะแมว แม้ปัจจุบันผมจะไม่ได้มีเพื่อนสี่ขาขยันเห่าในครอบครองเหมือนเมื่อสมัยเป็นเด็ก แต่ยังประทับใจในความสัตย์ซื่อ เปิดเผย อดทน และไว้ใจได้ของเขาตลอดมา ขณะที่แมวเห็นจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม ดูเย่อหยิ่ง เก็บตัว และเอาแต่ใจตัวเอง

จนกระทั่งวันที่มีแม่แมวคาบลูกน้อยตัวเล็กสองตัวมาที่รั้วบ้าน แม้เราจะไม่อยากได้แต่ก็สงสาร ผลัดกันคลุกข้าวกับปลา หมั่นให้อาหารอยู่เสมอ จนลูกแมวโตขึ้นมากและแม่แมวก็จากไป ไม่มาอาศัยประจำบ้านอีก ส่วนลูกแมวสองตัวก็พำนักถาวร พร้อมเปลี่ยนจากหลบๆ ซ่อนๆ เข้ามาเคล้าเคลีย ส่งเสียงร้อง และหงายท้องยอมให้ลูบเล่นแต่โดยดี

ชัดเจนมาก ว่าผมใช้เวลากับเขาไปไม่น้อย ยามว่างผมนั่งในบ้านก็เพลินกับการดูเขานอนในท่าทางน่าขัน สังเกตการเติบโตและเป็นอยู่ของเขาในระยะประชิด อย่างเนิ่นนานมากขึ้น ผมได้เห็นและสัมผัสเขา ได้ใช้ประสบการณ์กับแมวจริงตรงหน้า ไม่ใช่แมวในความคิดนึกทึกทักเอาเองเหมือนก่อน

นึกถึงกระบวนการจิตตปัญญาศึกษาที่ผมมักแนะนำผู้เข้าร่วมการอบรมว่า ขอให้เราพยายามออกจากร่องความเคยชินเดิมๆ เพื่อเปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ อีกมากมายให้กับชีวิต ทว่าผมยังไม่เคยยกตัวอย่างสัตว์เลี้ยงเช่นแมวที่เรารู้จักดี อาจจะเป็นเพียงแมวในข้อมูลความจำ เป็นแมวของประสบการณ์เก่าที่เราเอามาใช้คาดการณ์แมวจริง จนเคยชินเป็นนิสัย

กระทั่งเรามักจะหลงเชื่อไปว่านี่แหละขอบเขตความเป็นตัวเรา อะไรที่เราเห็นและอะไรที่เราทำได้ และแล้วเราจึงได้จำกัดโอกาสความเป็นไปได้ให้ตัวเองไว้เพียงแค่นั้น จำกัดเรื่องราวและบุคคลอื่นในชีวิตเราไว้เท่านั้น

ประสบการณ์ว่าด้วยแมวได้สะท้อนให้ผมเห็นตัวช่วยดึงเราออกจากร่องความเคยชินได้ สองสิ่งนั้นคือ ระยะทาง และระยะเวลา เดิมผมคิดตัดสินไว้ในใจว่าแมวเย่อหยิ่งเอาแต่ใจ ผมจึงไม่คิดจะเอาตัวเข้าใกล้ ไม่เคยได้สังเกตมองเขาเป็นเวลานานกว่าวินาที เรียกว่าเห็นผ่านตาเท่านั้น เมื่อระยะระหว่างผมกับเขาหดสั้นลง และเวลาของเราเพิ่มมากขึ้น เดี๋ยวนี้ผมบอกได้เลยว่าเขาทั้งสองมีนิสัยบุคลิกความชอบผิดแผกกันอย่างไร ผมแปลกใจในคุณภาพการสังเกตนี้มาก

แต่อัศจรรย์ใจยิ่งกว่าที่พบว่า เรื่องราวนี้คือสิ่งเดียวกันกับการเปิดความเป็นไปได้ใหม่ให้ตัวเอง การสร้างความสามารถมองเห็นความงามในของเดิมที่เคยชิงชัง และการเข้าอกเข้าใจคนอื่นผู้ที่ชอบไม่เหมือนเรา ผมเห็นแมวไม่เหมือนเดิม และกลายเป็นว่าผมก็มองคนรักแมวเปลี่ยนไป ไม่ใช่คนลักษณะเดิมอีกต่อไป

อาจเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปในชีวิต ที่เรามักห่างเหินกัน ให้เวลากันเท่าที่จำเป็น แต่มันทำให้เราเห็นแค่สิ่งที่ตัวเราอยากจะเห็น เป็นไปได้ไหมว่า เราจะใช้เวลาให้กันนานขึ้น และใกล้กันมากขึ้น เพื่อให้เราได้เห็นอะไรต่างไป และนำเอาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในฐานะของขวัญที่ไม่ธรรมดาให้แก่ชีวิตเราเอง

กรุณาให้ 5 คะแนนเต็ม



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 28 พฤศจิกายน 2553


เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินพนักงานที่เคาน์เตอร์ธนาคารบอกว่า “หลังจากนี้อีกสองสามวันถ้ามีโทรศัพท์สำรวจความพึงพอใจในการให้บริการ ขอรบกวนให้ 5 คะแนนเต็มทุกข้อด้วยนะคะ” หรืออีกกรณี คงเคยไปจ่ายค่าโทรศัพท์และเคเบิลทีวีที่ศูนย์บริการ แล้วพนักงานขอให้กดแป้นบนเคาน์เตอร์เพื่อให้คะแนนความพึงพอใจตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 5 กันมาบ้างแล้ว เรียกได้ว่าประเมินได้เป็นรายบุคคล ไม่ต้องอาศัยบริษัทประเมินภายนอกมาสุ่มโทรถามภายหลัง

จากมุมมองของลูกค้า การได้เป็นผู้ประเมินผลด้วยตนเองนี้น่าจะทำให้พนักงานพยายามทำหน้าที่ให้ดี ยิ้มแย้มมีอัธยาศัย คนที่ทำงานดีย่อมจะได้รับความดีความชอบ ส่วนมุมมองขององค์กร การจัดประเมินลักษณะนี้แม้ลงทุนมากขึ้น แต่ได้รับเสียงสะท้อนโดยตรงจากลูกค้า และได้ข้อมูลจริงว่าด้วยประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานเป็นรายคน ทั้งยังช่วยเสริมการประเมินจากหัวหน้างานที่อาจไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรขนาดใหญ่เช่นนี้

สำหรับพนักงานผู้ปฏิบัติการเอง การประเมินโดยลูกค้านี้น่าจะเป็นรูปแบบที่ยุติธรรมและเห็นผลชัดเจน ใครทำดีก็ได้คะแนนมาก ตรงไปตรงมา

ผมเคยไปติดต่อศูนย์บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แห่งหนึ่ง พบว่าพนักงานหญิงทั้งสองคนที่เคาน์เตอร์มีหน้าตาสะสวย แต่งกายงาม แต่เธอทั้งสองมีสีหน้าบึ้งตึง และตอบลูกค้าทุกรายแบบขอไปที ผมเคยคิดว่าถ้าที่นั่นมีระบบประเมินทันใจน่าจะทำให้พนักงานบริการดีกว่านี้ จึงตั้งใจว่าจะเขียนร้องเรียนคุณภาพการให้บริการไปยังสำนักงานใหญ่ แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้เขียนเพราะเกิดคำถามขึ้นในใจว่า “นั่นใช่สิ่งที่ควรจะร้องเรียนแล้วจริงหรือ?”

เพราะดูเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากการประเมินเหล่านี้จะไม่ได้ให้ผลตามที่คาดหวังเสมอไป

ในช่วงสองสัปดาห์มานี้มีกระทู้หนึ่งในชุมชน Pantip.com ถูกโหวตให้ขึ้นเป็นกระทู้แนะนำและมีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก กระทู้นั้นเขียนเปิดประเด็นเล่าว่าถูกพนักงานบริษัทนี้ขอแกมบังคับให้กด 5 คะแนน คนที่มาตอบต่างก็เล่าประสบการณ์ของตนบ้าง เช่นว่าพนักงานบริการด้วยสีหน้าเฉยเมย เมื่อจะขอให้กดประเมินถึงจะยิ้มให้ บางรายว่าถ้ากดคะแนนต่ำกว่า 5 พนักงานจะขอให้กดใหม่ ส่วนบางรายเห็นกับตาว่าถ้าลูกค้าไม่ได้กด จะเป็นเพราะรีบหรือลืมก็ตาม พนักงานถึงกับยื่นมือข้ามเคาน์เตอร์มากด 5 คะแนนด้วยตัวเอง บรรยากาศการแลกเปลี่ยนในกระทู้อุดมไปด้วยความตึงเครียดและไม่พอใจ และโดยมากเสนอให้ปรับเชิงเทคนิค เช่น ไม่ให้พนักงานเห็นแป้นกด หรือใช้วิธีส่ง SMS ประเมินแทน

เราอาจจะพัฒนาให้ได้ระบบประเมินวัดผลที่รัดกุมขึ้นได้ แต่ผมไม่แน่ใจว่าวิธีนี้จะสามารถทำให้ทุกฝ่ายมีความสุข เพราะพนักงานก็เครียดเหมือนถูกจับผิดอยู่ตลอดเวลา ลูกค้าก็อึดอัดที่ถูกวิงวอนขอร้องหรือจับตาว่าจะกดคะแนนใด บริษัทก็ตามแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ แต่ไม่ตรงจุด

สิ่งที่ควรจะแก้ไขไม่ใช่คุณภาพการบริการของพนักงาน แต่เป็นคุณภาพการดูแลพนักงานของบริษัทเอง

ถ้าเราได้รับการบริการไม่ดี เราน่าจะร้องเรียนว่า “บริษัทควรหมั่นเอาใจใส่และปรับปรุงดูแลทำให้พนักงานมีความสุข” เพราะการที่เขาไม่ได้ให้บริการที่ดีแก่เรา ย่อมแสดงว่าเขายังไม่ได้รับการสนับสนุนดูแลที่ดีจากองค์กรเช่นเดียวกัน

แนวคิดที่ว่าลูกค้าคือพระเจ้าอาจทำให้เราได้ประเมินกันทันใจ แต่กลับทำให้เราไม่ไว้วางใจกันและทำให้เราเพ่งโทษกัน ตัวอย่างจริงที่เกิดขึ้นแล้วคือบริษัท HCL Technology ที่อินเดีย ด้วยแนวคิด Employee First หรือพนักงานมาก่อน ของ CEO นาม Vineet Nayar จากหลักการเรียบง่ายคือ ให้ทุกคนในบริษัทรับรู้ข้อมูลจริงของการประกอบกิจการ และทำให้พนักงานเชื่อถือไว้วางใจในตัวผู้บริหาร เพียงเท่านี้ก็สามารถกู้วิกฤตและทำให้บริษัทประสบความสำเร็จเป็นองค์กรชั้นนำ

ถ้าเรารู้สึกปลอดภัย ไว้วางใจ และมีความสุข ทำไมเราจะไม่อยากทำงานให้ดี และแบ่งปันความสุขนี้ผ่านสีหน้าและแววตาล่ะครับ เรื่องสามัญธรรมดาของการให้บริการ ไม่จำเป็นต้องสร้างการประเมินมาให้สลับซับซ้อน ลดทอนความสัมพันธ์ฉันพื่อนมนุษย์ที่เราพึงปฏิบัติต่อกัน

ปากกาพาไป



หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2553

“เขียนอะไรลงไปก็ได้ตามแต่ความคิดอะไรจะเกิดขึ้น ข้อสำคัญก็คือเขียนไปเรื่อยๆ ไม่ต้องกลับไปแก้ไข หรือขีดฆ่าข้อความ ให้เขียนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่หยุดวางปากกา และไม่ต้องคิดเรียบเรียงก่อนเขียน แค่เขียนไปตามที่ใจคิด”

ทันทีที่สิ้นเสียงแนะนำการทำกิจกรรมที่ชื่อว่า “ปากกาพาไป” นี้ ผู้เข้าร่วมเวิร์คช็อปเกือบทุกคนมักจะขมวดคิ้วสงสัย บ้างก็อดไม่ได้ถึงกับยกมือขึ้นถามเพื่อให้แน่ใจ คำถามที่คนส่วนใหญ่มักเอ่ยออกมาก็คือ “แล้วจะให้เขียนเรื่องอะไรคะ/ครับ?”

กิจกรรมที่น่าสนใจและมีความท้าทายมากนี้ยังมีชื่อที่ถูกเรียกขานหลากหลายตามแต่กระบวนกรท่านใดกลุ่มไหนจะเลือกใช้ บ้างเรียกว่า ญาณทัศนลิขิต บ้างก็ว่า ธาราลิขิต ซึ่งต่างคนก็พยายามเลือกใช้คำในภาษาไทยที่ใกล้เคียงและสื่อความจากชื่อกิจกรรมในภาษาอังกฤษว่า Intuitive Writing ให้ได้มากที่สุด Intuitive ที่หมายถึงการเกิดญาณทัศนะ หรือมีสภาวะปิ๊งแว้บขึ้นในใจนั่นเอง

การเขียนแบบนี้จึงมีจุดประสงค์ต่างจากการเขียนอื่นในประเด็นที่ว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับความสละสลวยของภาษา ไม่ได้เน้นความสมบูรณ์ของรูปประโยค และย่อมไม่สนใจกับโครงสร้างของเรื่องที่เขียน เพราะสาระสำคัญของกิจกรรมการเขียนแบบ Intuitive Writing เป็นการเขียนเพื่อสะท้อนใจและเปิดความเป็นไปได้ใหม่ทางความคิด

เรื่องที่แต่ละคนเขียนลงไปในกระดาษของตนจึงเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่อยู่ในใจ และแน่นอนด้วยว่าในช่วงระยะเวลาของการเขียนราวเจ็ดนาทีนี้อาจจะมีหลายเรื่องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในกระดาษหน้าเดียว ขึ้นอยู่กับสภาวะจิตใจและความคิดของคนเขียนเองทั้งสิ้น

หัวใจสำคัญคือสิ่งที่เขียนออกมานั้นจะได้ถ่ายทอดสภาวะของเราอย่างตรงไปตรงมา ในบางครั้งงานเขียนนี้ก็ถ่ายทอดสิ่งที่เรากำลังกังวล เรื่องที่เราให้ความสนใจ หรือเหตุการณ์ที่ประทับใจ ผู้เข้าร่วมเวิร์คช็อปหลายคนยอมรับเลยว่า หลังจากได้กลับมาอ่านสิ่งที่ตัวเองได้เขียนไปทำให้เห็นความคิดและความรู้สึกของตัวเองชัดเจนขึ้นมาก เห็นว่าอะไรคือสิ่งที่ตนเองให้ความสำคัญและอะไรคือสิ่งรบกวนจิตใจในตอนนั้น

แม้ส่วนใหญ่จะเขียนถึงกิจกรรมที่ได้ทำในเวิร์คช็อป แต่คนจำนวนไม่น้อยก็เขียนออกมาว่าคิดถึงบ้าน คิดถึงลูก บ้างก็เป็นห่วงงานในหน้าที่ซึ่งตอนนี้ต้องให้คนอื่นมาทำแทน บ้างก็เต็มไปด้วยคำถามและความสงสัย หลายคนก็เขียนบอกสภาวะทางกายว่าปวดเมื่อย หรือไม่ก็รู้สึกหนาวเพราะแอร์เย็น

เงื่อนไขการเขียนที่ว่าต้องไม่หยุดเพื่อจะคิดเรียบเรียงจึงมีความสำคัญ เพราะมันช่วยทำให้เราหลุดออกจากแนวพฤติกรรมเคยชินเดิมๆ ที่มักจะเขียนเรื่องที่ผ่านการคัดสรรกลั่นกรองไว้แล้ว หรือใช้ความคิดมากจนเขียนไม่ออก หรือไม่ก็ใจหลุดลอยไปกับเรื่องที่เขียนจนไม่ทันได้รู้ตัว ไม่ทันได้กลับมารู้กายรู้ใจตน

กติกาการเขียนแปลกๆ ง่ายๆ เพียงใช้เวลาแค่เจ็ดนาที ก็ช่วยให้ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถสะท้อนตัวเองได้มาก เป็นเครื่องมือหรือวิธีการในแนวจิตตปัญญาศึกษาที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ไม่น้อยเลย ในกลุ่มจิตตปัญญาวิถีที่จัดเวิร์คช็อปมาแล้วหลายครั้ง รวมทั้งหลักสูตร “จิตตปัญญา ๑๐๑” เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราก็ใช้กิจกรรมนี้เป็นเครื่องมือหลักสร้างการเรียนรู้และเข้าใจตนเองสำหรับผู้เข้าร่วมอบรม ทุกคนได้มีประสบการณ์ตรงในการสัมผัสและรู้จักตัวเองในแง่มุมที่ไม่เคยสังเกตมาก่อน เป็นวิธีเรียบง่ายที่ปฏิบัติเองได้ และเห็นผลเมื่อนำมาปฏิบัติซ้ำอย่างต่อเนื่องหลายๆ ครั้ง

ปากกาด้ามเดียวกันที่ทำให้เราเครียดจากงานประจำ หรือทำให้ใจเราจมไปกับเรื่องราวที่เขียน ก็ยังเป็นปากกาที่พาให้เราได้รู้จักรู้ใจตัวเองได้ เป็นปากกาพาไปสู่ใจ สู่ความเข้าใจใหม่ให้เป็นของขวัญที่เราจะมอบแก่ตัวเอง