วาจาใจ



คอลัมน์ จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2552

ระหว่างทางกลับบ้านในเย็นวันหนึ่ง พี่ชายผมแวะเข้าตลาดและซื้อผลไม้ติดมือกลับบ้านมาสองสามถุง ด้วยเขาคิดแล้วว่าน่าจะคุ้ม เพราะตลาดกำลังจะวายคนขายจึงยอมลดราคาให้มาก ซื้อเอาไปฝากแม่ก็คงจะดีใจที่ได้ผลไม้รสอร่อยในราคาลดพิเศษ แต่ครั้นถึงมือและได้หยิบจับสัมผัสแล้ว แม่กลับกล่าวขึ้นว่า

“ซื้อมาเท่าไหร่เนี่ย แบบนี้มันสุกเกินไป ทีหลังไม่ต้องซื้อมาก็ได้”

“งั้นทีหลังผมซื้อมาเฉพาะของที่ดีและราคาถูกตามที่แม่เคยบอกนะ” เขาตอบ

หลังจากประโยคนี้ ผมเห็นพี่ชายนิ่งไม่ตอบคำอีก ในใจเขาตอนนั้นอาจจะรู้สึกน้อยใจก็เป็นไปได้ ในเวลาเดียวกันนั้นคงไม่ได้มีผมคนเดียวที่รู้สึก แม่เองคงมีอะไรในใจ แต่ปากก็พูดอธิบายเรื่องการเลือกผลไม้และเรื่องราคาข้าวของอยู่พักใหญ่ แม้ว่าในเวลานั้นพี่ชายจะไม่ได้เอ่ยคำอะไรออกมา จนกระทั่งแยกย้ายจากโต๊ะอาหารกลับเข้าห้องใครห้องมัน

ครู่ใหญ่ต่อมา พี่สาวพาแม่เข้าห้องพี่ชาย แม่ยิ้มอายและบอกว่าขอโทษที่พูดอย่างนั้นทำให้พี่งอน แม่แค่เป็นห่วงกลัวลูกไม่มีเงินพอใช้ ไม่อยากให้สิ้นเปลืองเงินทองซื้อของ เขาตอบแม่ว่าไม่ได้งอน เพียงแต่นึกว่าแม่จะดีใจ เลยรู้สึกเสียใจและผิดคาด ส่วนที่เงียบไปเป็นเพราะกำลังดูจิตดูใจตนเองเท่านั้น

เมื่อมีโอกาสให้ผมได้สนทนากับพี่ตามลำพัง เราต่างเห็นพ้องตรงกันว่าสถานการณ์ทำนองนี้ไม่ได้มีเกิดขึ้นกับครอบครัวเราเท่านั้น แต่ปรากฏในมนุษย์เราทุกคน ทุกระดับ ทั้งครอบครัว กลุ่มเพื่อน ในองค์กร และแม้ระดับชาติ เป็นปรากฏการณ์แห่งการสื่อสารที่ไม่ได้เผยถึงความรู้สึกและความต้องการอันแท้จริงของตัวเรา

สิ่งในใจที่แม่อยากบอกคงมีเพียงแค่ความรู้สึกเป็นห่วงและความต้องการเข้าไปดูแลลูก ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในวัยทำงานมาแล้วเกือบสิบปี แต่สำหรับแม่เรายังคงเป็นลูกไม่มีเปลี่ยนแปรเป็นอื่น ส่วนเราผู้เติบโตมาในสังคมเมือง การซื้อของไปฝากเป็นเพียงหนึ่งในการแสดงออกถึงความรักและกตัญญูเท่าที่เราจะทำได้ง่ายๆ ในแต่ละวันก็เท่านั้น

เช่นนั้นแล้วเหตุใดทำให้คุณค่างดงามในใจนี้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นถ้อยคำคนละความหมาย ซ้ำร้ายในหลายโอกาสอาจขยายเป็นความขัดแย้งและความขุ่นเคืองระหว่างทั้งสองฝ่ายไปได้

ผมคิดถึงกระบวนการหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “การสื่อสารอย่างสันติ” หรือ Non-Violence Communication เพราะแนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่าเบื้องลึกของคำสนทนาที่เราพูดโต้ตอบกันไม่ว่าจะในเรื่องใดหรือลักษณะใด ล้วนแล้วมาจากความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ และเป็นความต้องการที่เรามีอยู่ร่วมกันทั้งสิ้น

ไม่ว่าใครต่างต้องการได้รับความรัก ต้องการเป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง ต้องการความเข้าใจ ต้องการความปลอดภัย ต้องการได้พักผ่อน ฯลฯ แต่ถ้อยคำที่เราส่วนใหญ่กล่าวออกไปล้วนไม่ได้เผยให้คู่สนทนาได้รู้ถึงความต้องการเหล่านี้เลย

ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้สึกที่มียังถูกปกปิดไม่ได้รับการแสดงออกผ่านคำพูดของเราเสียด้วย แต่เรากลับคาดหวังและเชื่อเหลือเกินว่าเขาน่าจะเข้าใจว่าเรารู้สึกอย่างไร ในทางตรงข้ามเราเองยังไม่สามารถเข้าใจคนอื่นได้เลย หลายครั้งเราโทษว่าอีกฝ่ายไม่บอกให้ชัดเจนเสียด้วยซ้ำ

ความสัมพันธ์ระหว่างเราในหลายระดับจึงมักเป็นผิวน้ำในบ่อที่สั่นกระเพื่อมเพราะแรงกระทบจากการหย่อนก้อนหินวาจาที่ไม่ได้สื่อสารออกมาให้ตรงกับใจ

การสื่อสารอย่างสันตินั้นเป็นการปฏิบัติฝึกฝนให้ได้กลับไปแหล่งที่มาของเรา ชี้ชวนให้เราบอกกล่าวเรื่องตรงหน้าอย่างไม่ตีความตามความเชื่อเราเอง พร้อมทั้งได้เผยและไต่ถามความรู้สึก บอกถึงความต้องการแท้จริงในใจที่เราอยากจะได้จากกัน

แน่นอนว่าการเอ่ยสิ่งเหล่านี้ออกจากปากไม่ใช่เรื่องคุ้นเคยเป็นนิสัย เราจะเปิดปากพูดในแบบที่เราเป็นตลอดมานั้นง่ายดายนัก การหมั่นฝึกฝนพัฒนาทักษะนี้ให้ตนเองจึงเป็นความพยายามของเราที่จะตระหนักรู้อยู่กับปัจจุบันตรงหน้า เท่าทันใจก่อนได้เอ่ยวาจาออกไปให้มีสันติอยู่ในถ้อยคำของเรา

แนวคิดจิตตปัญญาดังการสื่อสารอย่างสันตินี้จึงไม่ใช่เรื่องผิวเผินเพียงรูปแบบใหม่ในการสื่อสาร แต่คือการบ่มเพาะทักษะอันนำพาให้เราเกิดสติ ได้เผยความรู้สึก ได้บอกความต้องการจริงจากใจ และรักษาความนิ่งใสของผิวน้ำในความสัมพันธ์ระหว่างเรา ระหว่างความเป็นมนุษย์อันมีเนื้อแท้เดียวกัน

วิถีผู้นำ



คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ โพสต์ทูเดย์
ฉบับวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๒

“แน่ใจเหรอว่าเราจะพูดกันเรื่อง Leadership ... ในเมื่อ 30 กว่าคนที่นี่ มีคนที่เป็น ผอ. อยู่แค่ 2 คน เท่านั้นนะ” เสียงของผู้เข้าร่วมแทรกขึ้นมาระหว่างที่เราจะเข้าสู่การเรียนรู้เรื่องความเป็นผู้นำในการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง Contemplative Leadership หรือ ความเป็นผู้นำแนวจิตตปัญญาศึกษา ของแก้วกัลยาสิกขาลัย สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข

คนนอกวงสนทนานี้อาจมองว่านี่เป็นประโยคขัดจังหวะการเรียน ทำให้ไม่ลื่นไหล ไม่แน่ว่าคงมีคนอึดอัดแทนกระบวนกรผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ว่าเขาจะรับมือกับคำถามท้าทายของผู้เข้าร่วมได้อย่างไร

แต่ตรงกันข้าม หลังจากคำถามนี้เปิดขึ้นมา การเรียนรู้ว่าด้วยความเป็นผู้นำก็เคลื่อนไปอย่างแจ่มชัดและมั่นคง เพราะได้รับความสนใจและความตั้งใจจากสมาชิกทุกคนในวง อีกทั้งยังจุดประกายให้ได้เข้าสู่แก่นสำคัญของเนื้อหาเสียด้วย ทำให้เรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นผู้นำเป็นสิ่งที่จับต้องสัมผัสได้ ไม่เป็นแนวคิดเลื่อนลอย และทุกคนรู้สึกว่าเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับตนเอง

ภายหลังการอบรมนี้ พวกเราทีมกระบวนกรได้สะท้อนการเรียนรู้หลังการทำงานร่วมกัน เราเรียกกิจกรรมนี้ว่า AAR (After Action Review) ประเด็นที่เราประทับใจและแลกเปลี่ยนกันอย่างมากก็คือเรื่องความเป็นผู้นำนี้เอง นั่นเป็นเพราะเราเคยผ่านประสบการณ์ลองผิดลองถูกด้วยกันมาแล้วในทีมเมื่อ 3 ปีก่อนเป็นต้นมา นับแต่เรายังทำงานวิจัยจิตตปัญญาศึกษากัน

ในแรกเริ่มเรามาพบและตกลงว่าจะทำงานวิจัยกัน เพราะต่างคนก็สนใจการเรียนรู้เพื่อพัฒนาจิตใจและเรื่องนี้ก็ได้รับความสนใจ และการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ท่านได้ตั้งชื่อการเรียนรู้นี้ว่าจิตตปัญญาศึกษา สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับมัน ณ ขณะนั้นจัดว่ามีน้อยมาก เหตุที่เราต้องทำวิจัยเชิงสำรวจความรู้เพราะเราเชื่อว่าถ้าเราเข้าใจมากขึ้น เราก็จะทำงานและจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นจิตตปัญญาศึกษาโดยแท้ได้ ไม่หลงทางหรือผิดเพี้ยนไป

ทว่าด้วยความที่ยังใหม่กันมากนี่เอง เราเกือบทุกคนก็ลังเล ไม่กล้าออกรับเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบโครงการวิจัย ด้วยว่าเป็นงานรับทุนดำเนินการจาก สสส. และเงินทุนจำนวนมิใช่น้อย ขณะเดียวกันรูปแบบความสัมพันธ์ของเราก็มีความเป็นเพื่อนเป็นพี่น้องมากกว่าจะเป็นคณะทำงานที่มีตัวหัวหน้าผู้นำอย่างชัดเจน

ในช่วงก่อนเริ่มงานวิจัยอย่างเป็นทางการ เราจึงหาแนวคิดวิธีการการทำงานร่วมกันที่ช่วยให้เราได้พัฒนาจิตและพัฒนาตัวเราเอง ที่สำคัญไม่เผลอทำงานตามสายการบังคับบัญชา หรือติดในรูปแบบแนวทางการบริหารจัดการเดิมๆ เราพบว่ามีแนวคิดที่น่าสนใจมากและเรานำมาใช้ทั้ง 2 เรื่อง ซึ่งต่างหนุนเสริมกันและกัน ได้แก่ ความเป็นผู้นำผู้รับใช้ และความเป็นผู้นำร่วม

แนวคิดความเป็นผู้นำผู้รับใช้ (Servant Leadership) นั้น มีผู้ที่เข้าใจคลาดเคลื่อนกันไปพอสมควร อาจด้วยคำว่า “ผู้รับใช้” ถูกตีความว่า ผู้นำต้องสามารถรับใช้ทำงานให้ทุกคนได้ ช่วยทำแทนทุกคนได้ ฟังดูเหมือน ส.ส. ขอรับใช้ประชาชนเลยเชียว แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ เพราะการรับใช้คือการดูแลเพื่อนร่วมงานให้เพื่อนเขาได้เติบโตและพัฒนาตนเองขึ้นมาได้ สนับสนุนให้เขาได้พบศักยภาพและความสามารถที่แท้จริงของตนเองจากประสบการณ์การเรียนรู้และพัฒนาจิตใจ แตกต่างกันอย่างมากกับการช่วยทำงานแทนเขาด้วยทักษะของเราที่ดีกว่า เพราะเขาจะพลาดโอกาสเรียนรู้และเติบโตจากการทำเอง สูญเสียการโค้ชสอนงาน และขาดการเสริมศักยภาพจากเราไป ใน 3 ปีของการทำงานวิจัย ทีมเราเห็นชัดเจนว่าการเป็นผู้นำผู้รับใช้ต้องอาศัยความตั้งใจ ความสนใจ และความทุ่มเทอย่างต่อเนื่องของแต่ละคนเป็นอย่างมากทีเดียว

เรายังใช้อีกแนวคิดที่เสริมกันมากคือเรื่องความเป็นผู้นำร่วม (Collective Leadership) ซึ่งเชื่อว่าพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน เรามีเมล็ดพันธุ์แห่งโพธิเช่นเดียวกัน และการเปลี่ยนแปลงวิวัฒน์จิตหรือชีวิตด้านในก็ไม่เพียงเป็นเส้นทางระดับปัจเจกบุคคล แต่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นทั้งแผง เป็นการเรียนรู้ที่ดำเนินไปพร้อมกันทั้งกลุ่มทั้งชุมชน ในกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาจิตใจจะละเลยกัลยาณมิตรหรือขาดเพื่อนผู้สนับสนุนไปไม่ได้เลย ความเป็นผู้นำร่วมจึงเป็นสภาวะผู้นำที่ทุกคนให้ความเป็นผู้นำแก่กลุ่ม ด้วยคุณภาพและคุณลักษณะของเราที่หลากหลายต่างกัน มิใช่ผู้นำร่วมด้วยการรอตัดสินใจพร้อมๆ กัน ทำอะไรเหมือนๆ กัน หรือรอเห็นชอบตรงกัน เราเห็นชัดเจนว่าคุณภาพของการทำงานที่เกิดขึ้นจากการร่วมใจกันแตกต่างชัดเจนจากการแบ่งงานกันทำตามความถนัด เป็นผลร่วมที่มากกว่าผลรวมของจำนวนคน

ตลอดเวลาที่เราทำงานด้วยกันมาในฐานะทีมวิจัยต่อเนื่องมาจนเป็นทีมจัดกระบวนการเรียนรู้ เราพบว่าการนำแนวคิดความเป็นผู้นำผู้รับใช้และความเป็นผู้นำร่วมมาใช้ในการทำงานนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลย เรายอมรับได้อย่างเต็มปากว่าทีมไม่สามารถคงสภาวะมีความเป็นผู้นำร่วมอยู่ได้ตลอดเวลา เช่นเดียวกับเราแต่ละคนไม่อาจรักษาสภาวะความเป็นผู้นำผู้รับใช้ไว้ได้ทุกขณะ ในคราวแรกบางคนอาจจะรู้สึกท้อใจบ้างที่ไม่สามารถทำงานหรือบริหารจัดการด้วยแนวทางวิธีที่เราเชื่อให้ได้ตลอดเวลา แต่เมื่อได้สติรู้สึกตัวขึ้นมาว่าเรากำลังหลุดออกจากการดำเนินไปในแนวทางจิตตปัญญาศึกษา เราพลันได้พบว่าทั้งทีมสามารถฟื้นคืนคุณภาพสู่สภาวะความเป็นผู้นำผู้รับใช้และความเป็นผู้นำร่วมได้ทุกครั้ง

จากประสบการณ์ของทีมเราในการทำงานวิจัยและจัดอบรมจิตตปัญญาศึกษาด้วยวิธีการและแนวทางจิตตปัญญาศึกษา ดังเช่นเรื่องความเป็นผู้นำ ได้ทำให้เราตระหนักชัดว่าจิตตปัญญาศึกษาไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้ายที่จะต้องเดินไปให้ถึง ไม่ได้เป็นสิ่งที่เมื่อทำได้แล้วจะสำเร็จเสร็จ เพราะเมื่อใดที่รู้สึกว่าเรามีความเป็นผู้นำผู้รับใช้ หรือทีมมีความเป็นผู้นำร่วม เราจะพบว่าในอีกชั่วขณะเวลาถัดไปไม่ช้าก็เร็ว เราอาจจะเสียคุณภาพและเสียสภาวะนี้ไปได้ โจทย์จึงไม่ใช่การปฏิบัติให้เกิดความเป็นผู้นำผู้รับใช้แล้วจบ แต่เป็นคุณภาพและสภาวะที่เราต้องร่วมกันหมั่นสร้างให้เกิดขึ้น เพราะมันเกิดขึ้นในแต่ละชั่วขณะ อาจจะต่อเนื่องกันไปได้แต่ไม่สามารถคงอยู่โดยไม่เปลี่ยนแปลง

ความเป็นผู้นำจึงไม่ใช่ผลลัพธ์ แต่เป็นคุณภาพและสภาวะที่เราพยายามสร้างให้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เสมือนหนึ่งเราอยู่บนหนทางของการปฏิบัติฝึกฝน และมีสติไม่หลุดออกนอกเส้นทาง เป้าหมายนั้นเรามีอยู่ แต่สิ่งสำคัญกว่าคือวิธีและเส้นทางที่เราเดินไป เราจึงได้ใช้ชื่อในการทำงานร่วมกันว่า “กลุ่มจิตตปัญญาวิถี”

ย้อนกลับมายัง workshop ความเป็นผู้นำแนวจิตตปัญญาศึกษา คำถามของอาจารย์พยาบาลผู้อัดอั้นสงสัยได้เผยออกมาว่าเราจะเรียนรู้เรื่องความเป็นผู้นำในกาละและเทศะที่เหมาะสมแล้วหรือ จึงเป็นคำถามที่ป้อนเข้ามาในกระบวนการเรียนรู้อย่างพอเหมาะพอเจาะ สะท้อนความเชื่อของคนส่วนใหญ่ว่า ผู้นำคือผู้บริหาร คือผู้มีอำนาจ คือผู้สั่งการ ดังนั้นเราจึงละเลยการให้ความสำคัญต่อตัวเอง หลงลืมจะมอบอำนาจให้แก่ตัวเอง ไม่เชื่อว่าเราก็มีความเป็นผู้นำที่สามารถรับใช้ดูแลองค์กรของเราด้วยคุณภาพและคุณลักษณะใดๆ ก็ตามที่เรามีได้ ยิ่งไปกว่านั้นเรายังมองข้ามความสามารถและความเป็นไปได้ของกลุ่มที่จะข้ามพ้นอุปสรรคไปด้วยกัน ความเชื่อเดิมๆ นี้ไม่ต่างกับกบเลือกนาย ผู้มอบความหวังและตั้งตารอคนอื่นให้เป็นผู้นำพาหาทางออก

เพราะผู้นำมิใช่เพียงผู้บริหาร และเราทุกคนล้วนมีความเป็นผู้นำในตัว

ความเป็นผู้นำไม่ใช่สถานภาพ ไม่ใช่สิทธิอำนาจ แต่เป็นสภาวะอันเกิดขึ้นจากการหมั่นดำเนินชีวิตอยู่ในสติบนวิถีทางของการพัฒนาขัดเกลาตนเอง และเราทุกคนต่างทำได้ และเราสามารถทำได้ร่วมกัน

Slow Life is Beautiful

วันนี้ไปอ่านเจอสัมภาษณ์ดีๆ ในนิตยสาร a day bulletin ของคุณกวาง มีนา เปรื่องวิริยะ น้องสาวของคุณ นิรมล เมธีสุวกุล เลยหยิบเอามาฝากครับ

เธอเป็นคนที่วิกฤตในชีวิตได้หยิบยื่นโอกาสมาให้ และเธอก็ไม่ได้พลาดมองข้ามโอกาสนั้นไป วิกฤตคือมะเร็งในรังไข่ ส่วนโอกาสของเธอคือะไร ดังข้อความสัมภาษณ์ตอนท้ายนี้ครับ:




หลายคนอาจจะมีทัศนคติต่อโรคร้ายอย่างมะเร็งในแง่ลบ แต่สำหรับชีวิตที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงของมีนาจากการเผชิญโรคร้าย เธอยืนยันว่า ถึงอย่างไรเจ้ามะเร็งก็ยังพอมีข้อดีอยู่บ้างตรงที่...

"ยอมรับว่า เมื่อก่อนตอนที่ยังทำงานอยู่ เรามองเรื่องคนรอบข้างน้อยมาก เรียกว่าใส่ใจงานมากกว่าคน ทั้งเพื่อนร่วมงาน และลูกน้อง ซึ่งช่วงที่ป่วยเป็นมะเร็ง เราได้รับกำลังใจจากคนรอบข้างเยอะมาก ไม่ใช่เฉพาะแต่สามีหรือคนในครอบครัว ตรงนี้ทำให้เราสำนึกได้ว่า เราเคยละเลยอะไรไป

สอง มะเร็งทำให้เรามีเวลาดูแลตัวเอง และสามีมากขึ้น เพราะได้เกษียณจากงานเร็วกว่าที่วางแผนไว้ ได้ไปเที่ยว ได้ไปใช้ชีวิต ได้ทำอะไรแบบที่ไม่เคยได้ทำ

สาม เรารู้จักที่จะยืดหยุ่นกับชีวิตมากขึ้น เหนื่อยก็พอ พักก่อนพรุ่งนี้ค่อยทำใหม่ ผิดกับเมื่อก่อนที่เรารู้ตัวว่าล้าแล้ว แต่ยังฝืนทนทำไปจนเสร็จ

สี่ ได้รู้จักการแบ่งปัน อย่างการเขียนหนังสือประสบการณ์การเป็นมะเร็งออกมา ก็เพราะว่าเราอยากที่จะแชร์ความเจ็บปวดที่เคยมีให้คนอื่นได้รับรู้ จะได้ระวังตัว อย่างเราเองก็ไม่รู้ว่ามะเร็งที่หาย จะกลับมาเป็นอีกเมื่อไหร่ เพราะมันมีโอกาสตลอดเวลา

สุดท้าย การได้เรียนรู้ตัวเอง เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เราเข้าใจตัวเองแล้ว่า จริงๆ ชีวิตนี้เราต้องการอะไร อะไรคือความหมายของชีวิต ซึึ่งมันไม่ใช่ชื่อเสียง เงินทอง หรือตำแหน่งที่เคยอยากได้ เพราะแท้จริงแล้วสิ่งที่เราต้องการก็คือ ความสมดุลในชีวิต ระหว่างงาน ครอบครัว และการใช้ชีวิต




เธอผ่านวิกฤตโรคร้ายมาด้วยการรักษาพร้อมกับการใช้ธรรมชาติบำบัด

ปัจจุบันเธอกับสามีตัดสินใจเช่าบ้านที่หลวงพระบาง ใช้ชีวิตเรียบง่าย เธอลาออกแล้วจากงานการตลาดที่เคยสร้างชื่อเสียงและขณะเดียวกันก็บั่นทอนสุขภาพตัวเอง

หนังสือที่เธอเขียนบอกเล่าประสบการณ์มีชื่อว่า "จากวิ่งเร็วเป็นเดินช้า : ชีวิตที่หลวงพระบาง ประสบการณ์หลังบำบัดมะเร็ง"

ในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน

หลายสัปดาห์และหลายวันที่ผ่านมามีโอกาสทำให้ได้หยิบหนังสือ'ธรรมชาติของสรรพสิ่ง'และ'ให้ความรักก่อนให้ความรู้'ขึ้นมาอ่าน พ้นจากหน้าหนังสือก็พบว่าข่าวเรื่องการชุมนุมและการประท้วงรัฐบาลมาปะทะอย่างจัง มันทำให้้ย้อนกลับไปคิดถึงความรู้สึกแรกๆ ที่เคยเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นข่าวอะไรก็ตาม
  • โกรธ ทำไมถึงทำอย่างนี้กับคนไม่มีอาวุธ
  • สงสัย เขามากันด้วยเจตนาบรสุทธิ์จริงหรือไม่ว่าเสื้อสีไหน
  • กังวล การเดินทางของเราล่ะจะได้รับผลกระทบหรือเปล่า
  • แค้น คนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทำไมถึงไม่เห็นแก่ส่วนรวม
  • ฯลฯ

แต่พอมีสติ ค่อยๆ ลำดับความคิด มองภาพ มองคน มองเรื่องด้วยสายตาต่างกันไปหลายมุม การเห็นที่มาที่ไปและความซับซ้อนก็สอนเราได้ดี ความปั่นป่วนมันเกิดขึ้นมาที่ใจของตัวเราเองไม่ใช่หรือ หลวงพี่ไพศาลท่านเขียนบทความจิตวิวัฒน์ไว้ว่า "ธรรมชาติแวดล้อมวิกฤตก็เพราะธรรมชาติภายในของผู้คนเสียสมดุล" และแน่นอนว่าคงไม่สามารถทำให้ผู้คนทุกผู้มีภายในที่สมดุลได้ทั้งหมดทันทีทันใด แต่ก็ไม่ควรสิ้นหวังไม่ใช่หรือ

ขอให้ความรู้สึกเข้าใจนี้กลับมาหาบ่อยๆ จะได้ช่วยเตือนให้ระลึกและรู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น ทันก่อนจะจมลงในห้วงของความรู้สึก

นิทานไร้นาม

ผมเขียนเรื่องนี้เมื่อวันเสาร์ที่ ๕ ตุลาคมที่ผ่านมา ละแวกเขาใหญ่ เพราะว่าไปร่วม workshop ว่าด้วยการเขียนกระบวนทัศน์ใหม่ร่วมกับเหล่าลูกศิษย์ของอ.สรยุทธในชั้นเรียนวิชาสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ โจทย์เขาว่าให้เขียนต่อเนื่องไม่หยุดเป็นเวลา ๔๐ นาที แล้วก็ได้ผลออกมาเป็นเรื่องนี้ ที่เพิ่งตั้งชื่อให้เดี๋ยวนี้เองว่า "นิทานไร้นาม"




"หากไม่เริ่มยามนี้ ทุกสิ่งจะสายเสียแล้ว"

ชายชราเอ่ยเสียงอย่างยากลำบาก ราวกับแต่ละคำที่กล่าวได้ลดทอนอายุขัยลงไป

เขาลังเลและไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจว่าตัวเองกำลังเข้าใจหรือไม่

"สิ่งนี้น่ะหรือ"

"ใช่ และทั้งนครหลับใหลจะตื่นขึ้นได้เพราะมัน"



ช่างเป็นเรื่องยากเกินกว่าชาวไร่อย่างเขาจะเชื่อได้ ก็นครหลับใหลเป็นเช่นนี้มาตลอดชั่วชีวิตของปู่ของปู่ทวดของเขา ไม่มีใครตื่น แม้ทุกคนจะรู้จักคำว่าตื่นเป็นอย่างดี

ทุกคนจะตื่นไปทำไมล่ะ ในเมื่อฟ้าแห่งนครนั้นมืดมิด ไร้แสงเดือนและดารา กิจวัตรแต่ละคืนนั้นก็ดำเนินไปได้ด้วยดีแล้ว อาหารถูกลำเลียงมาจากมณฑลไร่ และทุกคนสื่อสารติดต่อกันทางฝัน ถ้าต้องการความชัดเจนแน่นอนก็ใช้การสนทนาละเมอ แต่ก็นานๆ ทีหรอกนะที่ใครจะมีเวลาให้มากขนาดนั้น

มา ณ เวลานี้ ลุงแก่ชราท่าทางเหมือนหมอดูวณิพกรอนแรมจากต่างแดนกลับมาร้องขอให้เขาทำสิ่งที่ดูเล็กน้อยและเหลวใหลในเวลาเดียวกัน รู้อย่างนี้รีบเอาข้าวสวยและผักต้มวางไว้ให้กินแล้วเรารีบไปทำงานต่อดีกว่า ฤดูกาลนี้มีคำขอปริมาณผลิตผลจำนวนมากจากนครหลับใหลเสียด้วย

"เขาไม่ให้ข้านำช่อดอกประหลาดนี้เข้าไปในเขตอาณาหรอก หากว่าชาวไร่อย่างข้าไม่มีกิจน่ะ"

"เจ้ามีกิจเมื่อใดพ่อหนุ่ม"

ชายชราถามด้วยท่วงทำนองช้าเฉื่อยและอ่อนแรง

"เมื่อส่งผลผลิตไงลุง" ตอบอย่างรำคาญใจ ที่วณิพกต่างแดนไม่เข้าใจประเพณีเลย

ชายชราส่ายหน้า พึมพำราวกับพูดกับตัวเองคนเดียว

"ชาวไร่ในแดนของข้า ไม่สิ แดนดินที่ข้าจากมา เขาไม่มีกิจอีกต่อไปแล้ว เพราะเขาละเว้นเสียซึ่งกิจหนึ่งเดียวนี้ที่สำคัญ มาบัดนีเขาเพียงแต่เฝ้ากำจัดสรรพชีวิตที่ขออาศัยพืชปันผล .. ใช่ สิ่งที่เจ้าเรียกว่าผลผลิตเพียงเพื่อจะเก็บรวบรวมไว้ หวังว่าจะมีใครจากนครหรือมหานครใดมารับ"

"ก็แล้วทำไมเขาไม่ไปส่งผลผลิตด้วยตัวเองเล่า?"

"จะไปส่ง ณ ที่แห่งใดเล่า เพียงกินใช้ในหมู่เหล่าก็ยังเหลืออีกมากมาย อย่าว่าแต่เขาชาวไร่แดนดินที่ข้าจากมาหวังจะได้กินใช้ผลิตภัณฑ์ เขาเคยได้และได้ จนไม่แลเหลือบซึ่งพืชและผลอันเกิดต่อหน้าแล้ว"

เขาประหลาดใจระคนสนใจขึ้นมา

เหตุอันใดเล่าชาวไร่จะไม่ใหลหลงในผลิตภัณฑ์แห่งนคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหานคร เพียงแค่ไม่กี่ชิ้นไม่กี่อย่างในเรือนของเขาก็ยังความปลาบปลื้มและอิ่มเอิบยิ่งนัก ด้วยว่าผลิตภัณฑ์แห่งนครหลับใหลนั้นเลื่องชื่อความเหนือปัจจุบันนัก

"ถ้าเขาตื่นแล้วเช่นนั้นจะยังดำเนินกิจกรรมนำมาซึ่งผลิตภัณฑ์ได้หรือไม่ล่ะลุง" เขาย้อนกลับมาซึ่งเรื่องที่เริ่มต้นไว้

"ช่อมวลแสงชีวะจะนำมาซึ่งการตื่น แลสิ่งอื่นซึ่งไปพ้นจากที่เจ้าเข้าใจ"

เขานั่งคิดคำนวณความเป็นไปได้ เขากำลังสนทนากับชายแก่สติไม่ดีหรือเปล่า อย่ากระนั้นเลย

"เอาเถอะ ลุง ข้าจะนำไอ้เจ้าช่อนี้ไปให้"

"โดยพลัน ข้าขอให้เจ้าสัญญา"

แม้จะลังเล แต่เขาก็ตอบ "ข้าสัญญา"

"เช่นนั้นข้าก็วางใจ แดนดินที่ข้าจากมาสิ้นแล้วซึ่งสัญญาณชีพ ทุกผู้หมู่เหล่าล้วนเข้าสู่นิทราลึก ไม่มีอีกแล้วนคร ไม่มีแหล่งไร่ปลูกเพาะ หญิงชายชราฉกรรจ์เยาว์วัยล้วนดำเนินกิจกรรมไปจากความทรงจำในนครหลับใหล เขาคิดว่าเขาไม่ได้เป็นอะไร..."

"แล้วเขาเป็นอะไรรึลุง"

ขัดจังหวะขึ้นมาอย่างหงุดหงิด เขานึกว่ารับปากส่งๆ ไปแล้ววณิพกเฒ่าจะหยุด แต่ชายชรากลับพล่ามไม่หยุด และดูเหมือนจะเร็วขึ้น

"เขาหลับ พ่อหนุ่ม เข้าสู่ห้วงนิทราลึก ความหวังจะมาซึ่งการตื่นนั้นเป็นมีไม่"

ยิ่งฟังเขายิ่งไม่เข้าใจ

"เอาละลุง ข้าต้องไปแล้ว"

"ขอให้ช่อมวลแสงชีวะอำนวยพรแด่เจ้า"

จบคำชายชราพลันหลับตาลง ร่างนิ่งไม่ขยับ เขาละล้าละลังไม่แน่ใจ แต่ก็ไม่คิดว่าวณิพกเฒ่าจะรู้จักศาสตร์และศิลป์ขั้นสูงดังเช่นการหลับได้ การนิ่งของชายแก่คงมิพ้นเป็นการสิ้นสัญญาณชีพแน่แล้ว สิ่งที่ทำให้เขาเคลือบแคลง ไม่แน่ใจว่านี่เป้นการสิ้นเพราะสังขารหรือเพราะการหลับคือ รอยยิ้มเอิบอิ่มอันนั้น เพราะสำหรับชาวมนุษย์แล้ว ความตายไร้สัญญาณชีพนั้นเจ็บปวดสรรพางค์กายนัก และชายแก่ซอมซ่อก็ไม่มีทางหลับได้ เพราะแม้บุตรอันเฉลียวฉลาดของเขาก็ยังต้องเข้าระบบตำราและหลักสูตรแข่งขันอย่างหนัก อีกนานกว่าจะเติบใหญ่สู่ความเป็นผู้ใหญ่และเรียนรู้การหลับอย่างไหลลื่นได้ และยกสถานะเขาเข้าสู่นครหลับใหล

คืนนั้น เขาเดินจากกระท่อมท้ายไร่มาอย่างเหนื่อยอ่อน อากาศนิ่งไร้ลมโบก เสียงแมลงนั้นไม่มีมานานมากตั้งแต่เขาจำความได้แล้ว เสียงเดียวที่ยังดังอยู่ในหัวคือคำของชายชรา "ข้อขอให้เจ้าสัญญา"

ระหว่างทางกลับบ้านเขาเดินพลางคิดพลาง อีกตั้ง ๓ วันกว่าจะถึงกำหนดส่งผลผลิต หากเขาจะเอาช่อดอกประหลาดนี่เข้านครหลับใหล เขาก็ต้องเสียอัฐธาตุจำนวนมากเท่าผลผลิตไม่น้อย ทั้งยังต้องตอบคำถามเจ้าหน้าที่นครว่าด้วยกิจอันสำคัญควรแก่เหตุการเข้าอาณานอกเหนือเวลาส่งผลผลิต

ระหว่างเดินเข้าบ้านหลังที่อยู่กันมาแต่รุ่นปู่ หญิงนางหนึ่งก็ยื่นมือมารับของไปวาง พร้อมทำหน้านิ่ว

"พี่นำของอะไรกลับมาด้วยรึ" พลางคิดว่าสามีข้านี่กระไร กลับก็ช้าจนข้าวปลาชืดเสียแล้ว ที่ช้าเพราะมัวไปเก็บของพรรค์นี้น่ะรึ

"ข้าได้มาจากขอทาน เขาขอให้ข้าไปส่งที่นครหลับใหล เดี๋ยวนี้"

"จะบ้ารึพี่ ข้าไม่คิดว่าพี่จะทำตามคำขอพิกลนั่น ลำพังการเดินทางต้องเสียอัฐไม่น้อยแล้ว พวกเจ้าหน้าที่นครเขาจะหมิ่นดูแคลนเราได้ ข้าทนไม่ได้หรอก"

"ข้าก็ว่างั้น .. เฮ้อ"

ภรรยาเปลี่ยนเรื่องทันที เข้าเรื่องที่ทำให้เธอต้องรอมาครึ่งค่อนคืน

"พี่ ข้าเห็นผลิตภัณฑ์ในจอภาพ งามนัก ข้าอยากได้"

"อ๋อ เอาสิ เดี๋ยวเราก็ขายผลผลิตในอีก ๓ วันนี้แล้ว ข้าก็มีผลิตภัณฑ์ที่อยากได้เหมือนกัน"

ว่าพลางโยนช่อดอกประหลาดจากโต๊ะลงไปที่ถังขยะข้างเตา

"พี่ว่าลูกเราจะสอบผ่านระบบตำราชั้นต้นด้วยคะแนนเท่าไหร่"

"ไม่รู้สิ ข้าก็หวังให้มันได้คะแนนสูงๆ แหละ"