ในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน

หลายสัปดาห์และหลายวันที่ผ่านมามีโอกาสทำให้ได้หยิบหนังสือ'ธรรมชาติของสรรพสิ่ง'และ'ให้ความรักก่อนให้ความรู้'ขึ้นมาอ่าน พ้นจากหน้าหนังสือก็พบว่าข่าวเรื่องการชุมนุมและการประท้วงรัฐบาลมาปะทะอย่างจัง มันทำให้้ย้อนกลับไปคิดถึงความรู้สึกแรกๆ ที่เคยเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นข่าวอะไรก็ตาม
  • โกรธ ทำไมถึงทำอย่างนี้กับคนไม่มีอาวุธ
  • สงสัย เขามากันด้วยเจตนาบรสุทธิ์จริงหรือไม่ว่าเสื้อสีไหน
  • กังวล การเดินทางของเราล่ะจะได้รับผลกระทบหรือเปล่า
  • แค้น คนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทำไมถึงไม่เห็นแก่ส่วนรวม
  • ฯลฯ

แต่พอมีสติ ค่อยๆ ลำดับความคิด มองภาพ มองคน มองเรื่องด้วยสายตาต่างกันไปหลายมุม การเห็นที่มาที่ไปและความซับซ้อนก็สอนเราได้ดี ความปั่นป่วนมันเกิดขึ้นมาที่ใจของตัวเราเองไม่ใช่หรือ หลวงพี่ไพศาลท่านเขียนบทความจิตวิวัฒน์ไว้ว่า "ธรรมชาติแวดล้อมวิกฤตก็เพราะธรรมชาติภายในของผู้คนเสียสมดุล" และแน่นอนว่าคงไม่สามารถทำให้ผู้คนทุกผู้มีภายในที่สมดุลได้ทั้งหมดทันทีทันใด แต่ก็ไม่ควรสิ้นหวังไม่ใช่หรือ

ขอให้ความรู้สึกเข้าใจนี้กลับมาหาบ่อยๆ จะได้ช่วยเตือนให้ระลึกและรู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น ทันก่อนจะจมลงในห้วงของความรู้สึก

นิทานไร้นาม

ผมเขียนเรื่องนี้เมื่อวันเสาร์ที่ ๕ ตุลาคมที่ผ่านมา ละแวกเขาใหญ่ เพราะว่าไปร่วม workshop ว่าด้วยการเขียนกระบวนทัศน์ใหม่ร่วมกับเหล่าลูกศิษย์ของอ.สรยุทธในชั้นเรียนวิชาสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ โจทย์เขาว่าให้เขียนต่อเนื่องไม่หยุดเป็นเวลา ๔๐ นาที แล้วก็ได้ผลออกมาเป็นเรื่องนี้ ที่เพิ่งตั้งชื่อให้เดี๋ยวนี้เองว่า "นิทานไร้นาม"




"หากไม่เริ่มยามนี้ ทุกสิ่งจะสายเสียแล้ว"

ชายชราเอ่ยเสียงอย่างยากลำบาก ราวกับแต่ละคำที่กล่าวได้ลดทอนอายุขัยลงไป

เขาลังเลและไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจว่าตัวเองกำลังเข้าใจหรือไม่

"สิ่งนี้น่ะหรือ"

"ใช่ และทั้งนครหลับใหลจะตื่นขึ้นได้เพราะมัน"



ช่างเป็นเรื่องยากเกินกว่าชาวไร่อย่างเขาจะเชื่อได้ ก็นครหลับใหลเป็นเช่นนี้มาตลอดชั่วชีวิตของปู่ของปู่ทวดของเขา ไม่มีใครตื่น แม้ทุกคนจะรู้จักคำว่าตื่นเป็นอย่างดี

ทุกคนจะตื่นไปทำไมล่ะ ในเมื่อฟ้าแห่งนครนั้นมืดมิด ไร้แสงเดือนและดารา กิจวัตรแต่ละคืนนั้นก็ดำเนินไปได้ด้วยดีแล้ว อาหารถูกลำเลียงมาจากมณฑลไร่ และทุกคนสื่อสารติดต่อกันทางฝัน ถ้าต้องการความชัดเจนแน่นอนก็ใช้การสนทนาละเมอ แต่ก็นานๆ ทีหรอกนะที่ใครจะมีเวลาให้มากขนาดนั้น

มา ณ เวลานี้ ลุงแก่ชราท่าทางเหมือนหมอดูวณิพกรอนแรมจากต่างแดนกลับมาร้องขอให้เขาทำสิ่งที่ดูเล็กน้อยและเหลวใหลในเวลาเดียวกัน รู้อย่างนี้รีบเอาข้าวสวยและผักต้มวางไว้ให้กินแล้วเรารีบไปทำงานต่อดีกว่า ฤดูกาลนี้มีคำขอปริมาณผลิตผลจำนวนมากจากนครหลับใหลเสียด้วย

"เขาไม่ให้ข้านำช่อดอกประหลาดนี้เข้าไปในเขตอาณาหรอก หากว่าชาวไร่อย่างข้าไม่มีกิจน่ะ"

"เจ้ามีกิจเมื่อใดพ่อหนุ่ม"

ชายชราถามด้วยท่วงทำนองช้าเฉื่อยและอ่อนแรง

"เมื่อส่งผลผลิตไงลุง" ตอบอย่างรำคาญใจ ที่วณิพกต่างแดนไม่เข้าใจประเพณีเลย

ชายชราส่ายหน้า พึมพำราวกับพูดกับตัวเองคนเดียว

"ชาวไร่ในแดนของข้า ไม่สิ แดนดินที่ข้าจากมา เขาไม่มีกิจอีกต่อไปแล้ว เพราะเขาละเว้นเสียซึ่งกิจหนึ่งเดียวนี้ที่สำคัญ มาบัดนีเขาเพียงแต่เฝ้ากำจัดสรรพชีวิตที่ขออาศัยพืชปันผล .. ใช่ สิ่งที่เจ้าเรียกว่าผลผลิตเพียงเพื่อจะเก็บรวบรวมไว้ หวังว่าจะมีใครจากนครหรือมหานครใดมารับ"

"ก็แล้วทำไมเขาไม่ไปส่งผลผลิตด้วยตัวเองเล่า?"

"จะไปส่ง ณ ที่แห่งใดเล่า เพียงกินใช้ในหมู่เหล่าก็ยังเหลืออีกมากมาย อย่าว่าแต่เขาชาวไร่แดนดินที่ข้าจากมาหวังจะได้กินใช้ผลิตภัณฑ์ เขาเคยได้และได้ จนไม่แลเหลือบซึ่งพืชและผลอันเกิดต่อหน้าแล้ว"

เขาประหลาดใจระคนสนใจขึ้นมา

เหตุอันใดเล่าชาวไร่จะไม่ใหลหลงในผลิตภัณฑ์แห่งนคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหานคร เพียงแค่ไม่กี่ชิ้นไม่กี่อย่างในเรือนของเขาก็ยังความปลาบปลื้มและอิ่มเอิบยิ่งนัก ด้วยว่าผลิตภัณฑ์แห่งนครหลับใหลนั้นเลื่องชื่อความเหนือปัจจุบันนัก

"ถ้าเขาตื่นแล้วเช่นนั้นจะยังดำเนินกิจกรรมนำมาซึ่งผลิตภัณฑ์ได้หรือไม่ล่ะลุง" เขาย้อนกลับมาซึ่งเรื่องที่เริ่มต้นไว้

"ช่อมวลแสงชีวะจะนำมาซึ่งการตื่น แลสิ่งอื่นซึ่งไปพ้นจากที่เจ้าเข้าใจ"

เขานั่งคิดคำนวณความเป็นไปได้ เขากำลังสนทนากับชายแก่สติไม่ดีหรือเปล่า อย่ากระนั้นเลย

"เอาเถอะ ลุง ข้าจะนำไอ้เจ้าช่อนี้ไปให้"

"โดยพลัน ข้าขอให้เจ้าสัญญา"

แม้จะลังเล แต่เขาก็ตอบ "ข้าสัญญา"

"เช่นนั้นข้าก็วางใจ แดนดินที่ข้าจากมาสิ้นแล้วซึ่งสัญญาณชีพ ทุกผู้หมู่เหล่าล้วนเข้าสู่นิทราลึก ไม่มีอีกแล้วนคร ไม่มีแหล่งไร่ปลูกเพาะ หญิงชายชราฉกรรจ์เยาว์วัยล้วนดำเนินกิจกรรมไปจากความทรงจำในนครหลับใหล เขาคิดว่าเขาไม่ได้เป็นอะไร..."

"แล้วเขาเป็นอะไรรึลุง"

ขัดจังหวะขึ้นมาอย่างหงุดหงิด เขานึกว่ารับปากส่งๆ ไปแล้ววณิพกเฒ่าจะหยุด แต่ชายชรากลับพล่ามไม่หยุด และดูเหมือนจะเร็วขึ้น

"เขาหลับ พ่อหนุ่ม เข้าสู่ห้วงนิทราลึก ความหวังจะมาซึ่งการตื่นนั้นเป็นมีไม่"

ยิ่งฟังเขายิ่งไม่เข้าใจ

"เอาละลุง ข้าต้องไปแล้ว"

"ขอให้ช่อมวลแสงชีวะอำนวยพรแด่เจ้า"

จบคำชายชราพลันหลับตาลง ร่างนิ่งไม่ขยับ เขาละล้าละลังไม่แน่ใจ แต่ก็ไม่คิดว่าวณิพกเฒ่าจะรู้จักศาสตร์และศิลป์ขั้นสูงดังเช่นการหลับได้ การนิ่งของชายแก่คงมิพ้นเป็นการสิ้นสัญญาณชีพแน่แล้ว สิ่งที่ทำให้เขาเคลือบแคลง ไม่แน่ใจว่านี่เป้นการสิ้นเพราะสังขารหรือเพราะการหลับคือ รอยยิ้มเอิบอิ่มอันนั้น เพราะสำหรับชาวมนุษย์แล้ว ความตายไร้สัญญาณชีพนั้นเจ็บปวดสรรพางค์กายนัก และชายแก่ซอมซ่อก็ไม่มีทางหลับได้ เพราะแม้บุตรอันเฉลียวฉลาดของเขาก็ยังต้องเข้าระบบตำราและหลักสูตรแข่งขันอย่างหนัก อีกนานกว่าจะเติบใหญ่สู่ความเป็นผู้ใหญ่และเรียนรู้การหลับอย่างไหลลื่นได้ และยกสถานะเขาเข้าสู่นครหลับใหล

คืนนั้น เขาเดินจากกระท่อมท้ายไร่มาอย่างเหนื่อยอ่อน อากาศนิ่งไร้ลมโบก เสียงแมลงนั้นไม่มีมานานมากตั้งแต่เขาจำความได้แล้ว เสียงเดียวที่ยังดังอยู่ในหัวคือคำของชายชรา "ข้อขอให้เจ้าสัญญา"

ระหว่างทางกลับบ้านเขาเดินพลางคิดพลาง อีกตั้ง ๓ วันกว่าจะถึงกำหนดส่งผลผลิต หากเขาจะเอาช่อดอกประหลาดนี่เข้านครหลับใหล เขาก็ต้องเสียอัฐธาตุจำนวนมากเท่าผลผลิตไม่น้อย ทั้งยังต้องตอบคำถามเจ้าหน้าที่นครว่าด้วยกิจอันสำคัญควรแก่เหตุการเข้าอาณานอกเหนือเวลาส่งผลผลิต

ระหว่างเดินเข้าบ้านหลังที่อยู่กันมาแต่รุ่นปู่ หญิงนางหนึ่งก็ยื่นมือมารับของไปวาง พร้อมทำหน้านิ่ว

"พี่นำของอะไรกลับมาด้วยรึ" พลางคิดว่าสามีข้านี่กระไร กลับก็ช้าจนข้าวปลาชืดเสียแล้ว ที่ช้าเพราะมัวไปเก็บของพรรค์นี้น่ะรึ

"ข้าได้มาจากขอทาน เขาขอให้ข้าไปส่งที่นครหลับใหล เดี๋ยวนี้"

"จะบ้ารึพี่ ข้าไม่คิดว่าพี่จะทำตามคำขอพิกลนั่น ลำพังการเดินทางต้องเสียอัฐไม่น้อยแล้ว พวกเจ้าหน้าที่นครเขาจะหมิ่นดูแคลนเราได้ ข้าทนไม่ได้หรอก"

"ข้าก็ว่างั้น .. เฮ้อ"

ภรรยาเปลี่ยนเรื่องทันที เข้าเรื่องที่ทำให้เธอต้องรอมาครึ่งค่อนคืน

"พี่ ข้าเห็นผลิตภัณฑ์ในจอภาพ งามนัก ข้าอยากได้"

"อ๋อ เอาสิ เดี๋ยวเราก็ขายผลผลิตในอีก ๓ วันนี้แล้ว ข้าก็มีผลิตภัณฑ์ที่อยากได้เหมือนกัน"

ว่าพลางโยนช่อดอกประหลาดจากโต๊ะลงไปที่ถังขยะข้างเตา

"พี่ว่าลูกเราจะสอบผ่านระบบตำราชั้นต้นด้วยคะแนนเท่าไหร่"

"ไม่รู้สิ ข้าก็หวังให้มันได้คะแนนสูงๆ แหละ"


อยู่ระหว่างชักชวนมิตรสหายมาใช้ Twitter



เพื่อนฝูงมิตรสหายหลายคนอาจจะได้รับข้อความชักชวนของผม ดังต่อไปนี้แล้ว :

โหลๆ สวัสดี ...
มีของเล่นใหม่ กำลังติดลมบนในเมืองนอก มาชวนให้ไปใช้ เดี๋ยวรับรองต่อไปจะฮิตประมาณ email และ Blog
นั่นคือ Twitter ซึ่งอาจเคยได้รับ invite ไปแล้ว แต่ไม่เข้าใจว่ามันทำงานอย่างไร จะสมัครไปทำไม
ก็จะอธิบายให้ฟังดังนี้ แต่นแต๊นนนน

ก่อนอื่น ขอให้นึกถึงหลักการพื้นฐานว่า คนเราย่อมอยากรู้เรื่องของคนที่เรารู้จัก แต่ไม่ได้อยากรู้อะไรมาก แค่สั้นๆ เช่น แม่ก็อยากรู้ว่าลูกชายวัยรุ่นกินข้าวยัง หรือ พ่อห่วงลูกสาวทำงานในกทม.อยากรู้แค่ว่างานหนักไหม ส่วนเพื่อนก็อยากรู้แค่ว่าไอ้หมอนั่นมันทำงานที่ไหนแล้ว ทีนี้ คนเราก็มีเรื่องเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เยอะแยะไปหมด จะมา email บอกทีละคน โทรหาทีละราย งานการไม่ต้องทำพอดี ฉะนั้น Twitter จึงกำเนิดขึ้น

เริ่มไม่ยาก แค่เรา Login เข้าไปเวบ http://www.twitter.com แล้วสร้าง account ชื่อเราขึ้นมา จากนั้นเราก็ใส่ข้อความ update ของเราลงไป เรื่องอะไรก็ได้ (ทำอะไรอยู่/กินอะไร/อารมณ์ไหน/อยากบ่นอะไร/มีอะไรจะปล่อยข่าว) ไม่ต้องยาวมาก ให้แค่ 160 คำ (เทียบเท่าๆ กับ sms มือถือ) แล้วหลังจากนั้น เราก็เพิ่มชื่อคนที่เราติดต่อด้วย เหมือน Hi5 (แต่ไม่น่ารำคาญเท่า) ให้ระบบเช็คดูว่าเพื่อนที่อยู่ใน address ของ Gmail Yahoo Hotmail มีใครใช้ Twitter อยู่บ้างก็ยังได้

คนที่เราติดต่อด้วยเนี่ยจะมีทั้งแบบ เราติดตามข่าวเขา (following เขา) หรือเขามาติดตามเรา (เป็น follower เรา) แต่ทั้งนี้ บางคนเป็นคนดังก็อาจจะมี follower มากกว่าจะไปตามข่าวใครก็ได้ ไม่แปลก

ต่างคนใครอยากจะ update อะไรก็ทำไปเลย ถี่ห่างยังไงก็ได้ เช่น กินข้าวอะไรมา / วันนี้ไปเจอคนๆ นึงงามโคตร / ดูหนังเรื่องxxxมา เน้นเลยว่าน่าดูมาก / เปลี่ยนงานแล้วได้งานที่บ.aaa / เป็นต้น เขียนภาษาไทยได้ อ่านได้ ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้

ส่วนการ update ก็แสนสะดวกแสนสบาย จะกระทำโดยเข้าเน็ตบนเวบ หรือว่าผ่าน sms มือถือก็ได้ (แต่เสียเงินค่าส่ง sms นะ) หรือว่าจะออนไลน์บนมือถือเข้า mobileweb ก็ได้ ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้อง online ตลอดเวลา login เข้าเมื่อไหร่ค่อยเห็นความเคลื่อนไหวของเพื่อนๆ ครอบครัว ญาติ ดาราคนโปรด ค่ายข่าว (บรรดาคนที่เรา following อยู่)

อนึ่ง หากเราต้องการความเป็นส่วนตัว เราจะ lock โปรไฟล์ของเราไว้ก็ได้ นั่นหมายถึงว่า ใครที่ไม่ได้รับอนุมัติจากเราให้ติดตามข่าวเรา (ไม่ได้เป็น follower ของเรา) เขาก็จะไม่มีทางเห็นได้เลยว่าเรา update อะไรไว้บ้าง

งงปะ อิอิ ลองดูละกัน http://www.twitter.com

เสรีที่จะเลือก



เราให้คุณค่ากับเสรีภาพและอิสรภาพกันอยู่เสมอ เราเห็นพ้องต้องกันโดยไร้ข้อกังขา ว่ามนุษย์พึงมีสิทธิที่จะเลือกกระทำสิ่งต่างๆ ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น เรายินดีที่ได้เกิดและใช้ชีวิตในผืนแผ่นดินประเทศที่ให้เสรีภาพในการประกอบอาชีพและถือครองทรัพย์สิน

แต่คำถามหนึ่งซึ่งยังไม่ชัดเจนนักคือ เสรีภาพควรมีเท่าใด

หนังฮอลลีวู้ดเรื่อง Eagle Eye ตั้งคำถามต่อเรื่องดังกล่าวได้น่าสนใจ แต่แน่นอน คำตอบไม่ได้อยู่ที่หนังเรื่องนี้ แต่อยู่ที่คนดูทุกคน หรือพูดอีกนัยก็คือ ใครจะไปรู้ได้ เสรีภาพของใครจะเป็นเท่าใดจะมีใครตัดสินให้กันแทนได้

เนื้อหาของหนังซึ่งถ้ารู้ก่อนคงจะไปชมแล้วขาดอรรถรสแน่นอน เพราะว่าส่วนสำคัญที่ทำให้คนดูติดตามหนังเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ ก็คือประเด็นปัญหาว่าใครกันหนอซึ่งเป็นคนบังคับตัวเอกทั้งสอง ช่างมีข้อมูลและสามารถเข้าถึงได้แทบจะทุกช่องทาง พอได้ทราบเฉลยแล้วบางคนก็อาจจะเชื่อ บางคนก็อาจจะยังลังเลว่าเป็นไปได้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ

ครับ สมัยก่อนไม่นานนัก ถ้าจะบอกว่าเอาของดิบใส่ตู้สี่เหลี่ยมที่ไร้ไฟแค่นาทีเดียวมันก็จะสุกได้ ก็คงไม่มีใครเชื่อเช่นเดียวกัน

เรื่องของเรื่องใน Eagle Eye เริ่มต้นจากการซุ่มสังหารผู้นำกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอเมริกา (ที่ถูกเรียกว่ากลุ่มกอการร้ายนั่นล่ะ) และรัฐมนตรีกลาโหมจะต้องตัดสินใจว่าจะออกคำสั่งสังหารหรือไม่ ทั้งที่ข้อมูลที่ได้ยังไม่สามารถยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เขาก็สั่งการไป เพราะประธานาธิบดีป็นผู้ออกคำสั่งให้ดำเนินการ นับจากนั้นมาความโกลาหลและการก่อประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สินชาวอเมริกันก็ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้น พร้อมกันกับภารกิจที่ไม่คาดฝันถูกส่งและสั่งการมายังหนึ่งหนุ่มวัยรุ่นผู้หนีโลกกระแสหลัก และหนึ่งสาว single parent วัยทำงานตัวเป็นเกลียวเบื้องหลังความสำเร็จของทนายค่าตัวแพง

เขาทั้งสองไม่ยินยอมพร้อมใจทำในสิ่งที่พวกเขาเลือกแน่นอน ตลอดทั้งเรื่องเราเห็นเขาพยายามหลีกเลี่ยง และแก้เงื่อนไขที่ผูกมัดบังคับให้เขาต้องทำตาม ฝ่ายชายถูกบังคับจากการไล่ล่าของอำนาจกระแสหลัก ฝ่ายหญิงถูกบังคับด้วยชีวิตของลูกชายตัวน้อย (ช่างเป็นเงื่อนไขที่สะท้อนด้านตรงข้ามของหยางและหยินอะไรเช่นนี้)

แต่สุดท้ายเราก็คงเดากันได้ ทั้งสองรอด เพราะทั้งสองได้เลือกที่จะทำตามความรู้สึกและใจของตัวเอง โดยไม่หวั่นเกรงต่อเงื่อนไขข้อบังคับของผู้ที่มองไม่เห็นอีกต่อไป แม้ว่าการละเมิดฝ่าฝืนนั้นอาจถึงแก่ชีวิตของตนและคนที่รัก แต่เขาก็ได้เลือกแล้วที่จะรักษาไว้ซึ่งสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น (และไม่ต้องเดาด้วยหยินหยางก็รู้ได้ว่า ...) ฝ่ายชายเลือกฝ่าฝืนเพื่อรักษาความสงบสุขของชาติ เป็นการกระทำที่พึงทำตามหน้าที่ของชายชาติทหาร (ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้เป็นทหาร และอยู่ใต้เงาของพี่ชายผู้เป็นทหารมาโดยตลอด) ฝ่ายหญิงเลือกฝ่าฝืนเพื่อความรัก ความรักที่เธอจะไม่ทำร้ายชีวิตคนๆ หนึ่งซึ่งเป็นชายที่เธอรัก

ส่วนผู้ที่มองไม่เห็นนั้นเล่า คือระบบคอมพิวเตอร์ขนาดมหึมา ผู้มีพลานุภาพมหาศาลในการเข้าถึงและสั่งการระบบอิเล็คทรอนิกส์ทั้งประเทศ เมื่อคำแนะนำของเธอ (ใช่แล้วครับ ระบบคอมพิวเตอร์ในเรื่องนี้เป็นเพศหญิงอีกแล้ว ใจร้ายมาก สังเกตไหมว่าพอหุ่นหรือระบบคอมพ์ที่เล่นบทดีประเสริฐมักเป็นเพศชาย) ถูกเพิกเฉย และเธอเห็นว่าการไม่ทำตามคำสั่งของเธอนำมาซึ่งความเสียหายมากมาย ทางที่จะรอดคือ ยึดอำนาจ ซะเลย (โฮ่ๆ) จัดการสังหารและกำจัดมนุษย์ผู้เป็นรัฐบาลเดิมออกไปให้หมด เธอมีเสรีภาพเต็มเปี่ยมที่ได้เลือกทางเส้นนี้ และเธอเชื่อว่ามันดีต่อทุกคน

ขณะเดียวกัน ความทุกข์ทรมานของตัวเอกและการบีบบังคับโดยเธอ มันก็เป็นผลมาจากการที่เธอไม่สามารถจะทำได้ตามเจตจำนงของตัวเองนั่นเอง

ผมขอสรุปง่ายๆ โดยละทิ้งประเด็นปลีกย่อยมากมายที่น่าเอามาพูดถึง ว่าประเด็นอันเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่อง Eagle Eye หาได้มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนเหมือนการลุ้นว่าใครหนอบังคับให้ตัวเอกวิ่งพล่าไปทั่วประเทศอเมริกา แต่ประเด็นดังว่าเป็นเพียงการได้มี "เสรีที่จะเลือก" และไม่มีทางเลือกไหนที่ไม่เกิดผลกระทบต่อคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นตัวเอกฝ่ายชายที่เลือกใช้ชีวิตขบถ ตัวเอกฝ่ายหญิงที่เลือกใช้ชีวิตแม่แต่ผู้เดียว และเธอผู้ที่เรามองไม่เห็นผู้นั้น ตลอดจนรัฐมนตรีและผู้นำทั้งหลาย คำถามที่ทิ้งไว้ให้ใคร่ครวญหลังหนังจบก็คือ "เราควรมีเสรีแค่ไหน" อีกด้วย

นพลักษณ์กับการปฏิบัติธรรม

สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทองขอเชิญร่วมอบรม
นพลักษณ์กับการปฏิบัติธรรม
วันพุธที่ 19 - วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2551
ณ ชะเมาชาเล่ต์ จ.จันทบุรี


ค่าใช้จ่ายรวมที่พัก อาหาร และพาหนะ 4,200 บาท 
(จัดอาหารเช้า เที่ยง และอาหารว่างแทนอาหารมื้อเย็น)

กิจกรรมแต่ละวัน
05.00 น. ตื่นนอน
05.30 น. ชี่กง และภาวนายามเช้า นำโดยอ.สันติกโร
07.30 น. รับประทานอาหารเช้า
09.00 น. วิธีการและแบบฝึกหัดในการดำรงสติ
12.00 น. รับประทานอาหารเที่ยง
14.00 น. สัมภาษณ์ตามศูนย์ (Centers Panel )
17.30 น. รับอาหารว่าง/เครื่องดื่ม
19.00 น. ฟังธรรมบรรยาย
20.00 น. ภาวนาภาคค่ำ
21.00 น. แยกย้ายกลับที่พัก




สนใจติดต่อสำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง
โทร 02-412-0744 , 02-866-1557 โทรสาร 02-848-9756
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม www.komol.com