อยู่ระหว่างชักชวนมิตรสหายมาใช้ Twitter



เพื่อนฝูงมิตรสหายหลายคนอาจจะได้รับข้อความชักชวนของผม ดังต่อไปนี้แล้ว :

โหลๆ สวัสดี ...
มีของเล่นใหม่ กำลังติดลมบนในเมืองนอก มาชวนให้ไปใช้ เดี๋ยวรับรองต่อไปจะฮิตประมาณ email และ Blog
นั่นคือ Twitter ซึ่งอาจเคยได้รับ invite ไปแล้ว แต่ไม่เข้าใจว่ามันทำงานอย่างไร จะสมัครไปทำไม
ก็จะอธิบายให้ฟังดังนี้ แต่นแต๊นนนน

ก่อนอื่น ขอให้นึกถึงหลักการพื้นฐานว่า คนเราย่อมอยากรู้เรื่องของคนที่เรารู้จัก แต่ไม่ได้อยากรู้อะไรมาก แค่สั้นๆ เช่น แม่ก็อยากรู้ว่าลูกชายวัยรุ่นกินข้าวยัง หรือ พ่อห่วงลูกสาวทำงานในกทม.อยากรู้แค่ว่างานหนักไหม ส่วนเพื่อนก็อยากรู้แค่ว่าไอ้หมอนั่นมันทำงานที่ไหนแล้ว ทีนี้ คนเราก็มีเรื่องเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เยอะแยะไปหมด จะมา email บอกทีละคน โทรหาทีละราย งานการไม่ต้องทำพอดี ฉะนั้น Twitter จึงกำเนิดขึ้น

เริ่มไม่ยาก แค่เรา Login เข้าไปเวบ http://www.twitter.com แล้วสร้าง account ชื่อเราขึ้นมา จากนั้นเราก็ใส่ข้อความ update ของเราลงไป เรื่องอะไรก็ได้ (ทำอะไรอยู่/กินอะไร/อารมณ์ไหน/อยากบ่นอะไร/มีอะไรจะปล่อยข่าว) ไม่ต้องยาวมาก ให้แค่ 160 คำ (เทียบเท่าๆ กับ sms มือถือ) แล้วหลังจากนั้น เราก็เพิ่มชื่อคนที่เราติดต่อด้วย เหมือน Hi5 (แต่ไม่น่ารำคาญเท่า) ให้ระบบเช็คดูว่าเพื่อนที่อยู่ใน address ของ Gmail Yahoo Hotmail มีใครใช้ Twitter อยู่บ้างก็ยังได้

คนที่เราติดต่อด้วยเนี่ยจะมีทั้งแบบ เราติดตามข่าวเขา (following เขา) หรือเขามาติดตามเรา (เป็น follower เรา) แต่ทั้งนี้ บางคนเป็นคนดังก็อาจจะมี follower มากกว่าจะไปตามข่าวใครก็ได้ ไม่แปลก

ต่างคนใครอยากจะ update อะไรก็ทำไปเลย ถี่ห่างยังไงก็ได้ เช่น กินข้าวอะไรมา / วันนี้ไปเจอคนๆ นึงงามโคตร / ดูหนังเรื่องxxxมา เน้นเลยว่าน่าดูมาก / เปลี่ยนงานแล้วได้งานที่บ.aaa / เป็นต้น เขียนภาษาไทยได้ อ่านได้ ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้

ส่วนการ update ก็แสนสะดวกแสนสบาย จะกระทำโดยเข้าเน็ตบนเวบ หรือว่าผ่าน sms มือถือก็ได้ (แต่เสียเงินค่าส่ง sms นะ) หรือว่าจะออนไลน์บนมือถือเข้า mobileweb ก็ได้ ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้อง online ตลอดเวลา login เข้าเมื่อไหร่ค่อยเห็นความเคลื่อนไหวของเพื่อนๆ ครอบครัว ญาติ ดาราคนโปรด ค่ายข่าว (บรรดาคนที่เรา following อยู่)

อนึ่ง หากเราต้องการความเป็นส่วนตัว เราจะ lock โปรไฟล์ของเราไว้ก็ได้ นั่นหมายถึงว่า ใครที่ไม่ได้รับอนุมัติจากเราให้ติดตามข่าวเรา (ไม่ได้เป็น follower ของเรา) เขาก็จะไม่มีทางเห็นได้เลยว่าเรา update อะไรไว้บ้าง

งงปะ อิอิ ลองดูละกัน http://www.twitter.com

เสรีที่จะเลือก



เราให้คุณค่ากับเสรีภาพและอิสรภาพกันอยู่เสมอ เราเห็นพ้องต้องกันโดยไร้ข้อกังขา ว่ามนุษย์พึงมีสิทธิที่จะเลือกกระทำสิ่งต่างๆ ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น เรายินดีที่ได้เกิดและใช้ชีวิตในผืนแผ่นดินประเทศที่ให้เสรีภาพในการประกอบอาชีพและถือครองทรัพย์สิน

แต่คำถามหนึ่งซึ่งยังไม่ชัดเจนนักคือ เสรีภาพควรมีเท่าใด

หนังฮอลลีวู้ดเรื่อง Eagle Eye ตั้งคำถามต่อเรื่องดังกล่าวได้น่าสนใจ แต่แน่นอน คำตอบไม่ได้อยู่ที่หนังเรื่องนี้ แต่อยู่ที่คนดูทุกคน หรือพูดอีกนัยก็คือ ใครจะไปรู้ได้ เสรีภาพของใครจะเป็นเท่าใดจะมีใครตัดสินให้กันแทนได้

เนื้อหาของหนังซึ่งถ้ารู้ก่อนคงจะไปชมแล้วขาดอรรถรสแน่นอน เพราะว่าส่วนสำคัญที่ทำให้คนดูติดตามหนังเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ ก็คือประเด็นปัญหาว่าใครกันหนอซึ่งเป็นคนบังคับตัวเอกทั้งสอง ช่างมีข้อมูลและสามารถเข้าถึงได้แทบจะทุกช่องทาง พอได้ทราบเฉลยแล้วบางคนก็อาจจะเชื่อ บางคนก็อาจจะยังลังเลว่าเป็นไปได้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ

ครับ สมัยก่อนไม่นานนัก ถ้าจะบอกว่าเอาของดิบใส่ตู้สี่เหลี่ยมที่ไร้ไฟแค่นาทีเดียวมันก็จะสุกได้ ก็คงไม่มีใครเชื่อเช่นเดียวกัน

เรื่องของเรื่องใน Eagle Eye เริ่มต้นจากการซุ่มสังหารผู้นำกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอเมริกา (ที่ถูกเรียกว่ากลุ่มกอการร้ายนั่นล่ะ) และรัฐมนตรีกลาโหมจะต้องตัดสินใจว่าจะออกคำสั่งสังหารหรือไม่ ทั้งที่ข้อมูลที่ได้ยังไม่สามารถยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เขาก็สั่งการไป เพราะประธานาธิบดีป็นผู้ออกคำสั่งให้ดำเนินการ นับจากนั้นมาความโกลาหลและการก่อประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สินชาวอเมริกันก็ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้น พร้อมกันกับภารกิจที่ไม่คาดฝันถูกส่งและสั่งการมายังหนึ่งหนุ่มวัยรุ่นผู้หนีโลกกระแสหลัก และหนึ่งสาว single parent วัยทำงานตัวเป็นเกลียวเบื้องหลังความสำเร็จของทนายค่าตัวแพง

เขาทั้งสองไม่ยินยอมพร้อมใจทำในสิ่งที่พวกเขาเลือกแน่นอน ตลอดทั้งเรื่องเราเห็นเขาพยายามหลีกเลี่ยง และแก้เงื่อนไขที่ผูกมัดบังคับให้เขาต้องทำตาม ฝ่ายชายถูกบังคับจากการไล่ล่าของอำนาจกระแสหลัก ฝ่ายหญิงถูกบังคับด้วยชีวิตของลูกชายตัวน้อย (ช่างเป็นเงื่อนไขที่สะท้อนด้านตรงข้ามของหยางและหยินอะไรเช่นนี้)

แต่สุดท้ายเราก็คงเดากันได้ ทั้งสองรอด เพราะทั้งสองได้เลือกที่จะทำตามความรู้สึกและใจของตัวเอง โดยไม่หวั่นเกรงต่อเงื่อนไขข้อบังคับของผู้ที่มองไม่เห็นอีกต่อไป แม้ว่าการละเมิดฝ่าฝืนนั้นอาจถึงแก่ชีวิตของตนและคนที่รัก แต่เขาก็ได้เลือกแล้วที่จะรักษาไว้ซึ่งสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น (และไม่ต้องเดาด้วยหยินหยางก็รู้ได้ว่า ...) ฝ่ายชายเลือกฝ่าฝืนเพื่อรักษาความสงบสุขของชาติ เป็นการกระทำที่พึงทำตามหน้าที่ของชายชาติทหาร (ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้เป็นทหาร และอยู่ใต้เงาของพี่ชายผู้เป็นทหารมาโดยตลอด) ฝ่ายหญิงเลือกฝ่าฝืนเพื่อความรัก ความรักที่เธอจะไม่ทำร้ายชีวิตคนๆ หนึ่งซึ่งเป็นชายที่เธอรัก

ส่วนผู้ที่มองไม่เห็นนั้นเล่า คือระบบคอมพิวเตอร์ขนาดมหึมา ผู้มีพลานุภาพมหาศาลในการเข้าถึงและสั่งการระบบอิเล็คทรอนิกส์ทั้งประเทศ เมื่อคำแนะนำของเธอ (ใช่แล้วครับ ระบบคอมพิวเตอร์ในเรื่องนี้เป็นเพศหญิงอีกแล้ว ใจร้ายมาก สังเกตไหมว่าพอหุ่นหรือระบบคอมพ์ที่เล่นบทดีประเสริฐมักเป็นเพศชาย) ถูกเพิกเฉย และเธอเห็นว่าการไม่ทำตามคำสั่งของเธอนำมาซึ่งความเสียหายมากมาย ทางที่จะรอดคือ ยึดอำนาจ ซะเลย (โฮ่ๆ) จัดการสังหารและกำจัดมนุษย์ผู้เป็นรัฐบาลเดิมออกไปให้หมด เธอมีเสรีภาพเต็มเปี่ยมที่ได้เลือกทางเส้นนี้ และเธอเชื่อว่ามันดีต่อทุกคน

ขณะเดียวกัน ความทุกข์ทรมานของตัวเอกและการบีบบังคับโดยเธอ มันก็เป็นผลมาจากการที่เธอไม่สามารถจะทำได้ตามเจตจำนงของตัวเองนั่นเอง

ผมขอสรุปง่ายๆ โดยละทิ้งประเด็นปลีกย่อยมากมายที่น่าเอามาพูดถึง ว่าประเด็นอันเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่อง Eagle Eye หาได้มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนเหมือนการลุ้นว่าใครหนอบังคับให้ตัวเอกวิ่งพล่าไปทั่วประเทศอเมริกา แต่ประเด็นดังว่าเป็นเพียงการได้มี "เสรีที่จะเลือก" และไม่มีทางเลือกไหนที่ไม่เกิดผลกระทบต่อคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นตัวเอกฝ่ายชายที่เลือกใช้ชีวิตขบถ ตัวเอกฝ่ายหญิงที่เลือกใช้ชีวิตแม่แต่ผู้เดียว และเธอผู้ที่เรามองไม่เห็นผู้นั้น ตลอดจนรัฐมนตรีและผู้นำทั้งหลาย คำถามที่ทิ้งไว้ให้ใคร่ครวญหลังหนังจบก็คือ "เราควรมีเสรีแค่ไหน" อีกด้วย

นพลักษณ์กับการปฏิบัติธรรม

สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทองขอเชิญร่วมอบรม
นพลักษณ์กับการปฏิบัติธรรม
วันพุธที่ 19 - วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2551
ณ ชะเมาชาเล่ต์ จ.จันทบุรี


ค่าใช้จ่ายรวมที่พัก อาหาร และพาหนะ 4,200 บาท 
(จัดอาหารเช้า เที่ยง และอาหารว่างแทนอาหารมื้อเย็น)

กิจกรรมแต่ละวัน
05.00 น. ตื่นนอน
05.30 น. ชี่กง และภาวนายามเช้า นำโดยอ.สันติกโร
07.30 น. รับประทานอาหารเช้า
09.00 น. วิธีการและแบบฝึกหัดในการดำรงสติ
12.00 น. รับประทานอาหารเที่ยง
14.00 น. สัมภาษณ์ตามศูนย์ (Centers Panel )
17.30 น. รับอาหารว่าง/เครื่องดื่ม
19.00 น. ฟังธรรมบรรยาย
20.00 น. ภาวนาภาคค่ำ
21.00 น. แยกย้ายกลับที่พัก




สนใจติดต่อสำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง
โทร 02-412-0744 , 02-866-1557 โทรสาร 02-848-9756
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม www.komol.com

คนละข้างเดียวกัน

หลายเดือนผ่านมาแล้ว บทสนทนาในครอบครัวหนึ่งต้องยุติลงกลางคัน เพราะว่าลูกสาวเอ่ยปากอย่างสุดจะทนว่าบ้านเราไม่มีใครชอบ"มัน"หรอก มีแต่พ่อคนเดียวนั่นแหละ นับตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา ฝ่ายพ่อก็ดูจะพูดเรื่องการเมืองน้อยลงกับลูกๆ ทีท่าในการโพล่งความเห็นขณะดูทีวีก็มีความระวังตัวมากขึ้น ลูกๆ ก็เกร็ง เกรงว่าตัวเองจะหลุดปากลุแก่โทสะขึ้นมาถ้าทนไม่ได้

หลายเดือนยิ่งขึ้นไปอีก ข่าวที่มีประปรายบนหน้าหนังสือพิมพ์ คือข่าวเพื่อนฝูงในวงเหล้าบันดาลโทสะ ทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ชีวิต สาเหตุเพราะโต้เถียงกันเรื่องการเมือง ต่างคนต่างยกข้อเสียของกลุ่มการเมืองที่ตนไม่เห็นด้วยมาตำหนิ ลงเอยด้วยการเสียเลือดเนื้อ

ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนกลับต้องระวังตัวในการคุยผ่านอีเมลมากขึ้น ที่มาของเรื่องเพราะผ่านการคุยเรื่องการเมืองมาหลายสัปดาห์ ส่วนที่เห็นต่างกันมีมากแต่ก็คุยได้บนฐานความเชื่อว่าเราหวังดีต่อกัน อยากให้เพื่อนได้ข้อมูล ได้รับรู้สิ่งที่เราเชื่อมั่น ทว่าไม่นานมานี้ก็เป็นอันต้องเลิกคุยกันชั่วคราว หาเรื่องอื่นมาคุยกันแทน เพราะเกิดความรู้สึกว่าเพื่อนคนอื่นดูหมิ่นดูแคลนตัวเองที่เห็นตรงกันข้าม

แตกแยกและแตกต่างกันได้ถึงเพียงนี้หนอ

อะไรทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและเพื่อนปริแยกไปจนถึงขั้นขาดจากกันได้
และในทางกลับกัน อะไรทำให้สายสัมพันธ์นั้นคงอยู่ร่วมกันต่อไปได้

ความรักและปรารถนาดีต่ออีกฝ่ายอาจจะไม่จำเป็นต้องให้เขาเชื่อเหมือนเรา
แต่แน่นอนเช่นกันว่า เราก็จะไม่เพิกเฉยละเลยการแสดงความเชื่อของเราเช่นกัน

ทีนี้ก็อาจจะเหลือแค่ ความเชื่อของต่างคนจะไม่ปักใจว่าความเชื่อที่มีดีกว่าความเชื่ออื่น

และอาจจะเหลือแค่ผู้นำที่แท้
ที่หมั่นชี้ให้เห็นถึงอนาคตซึ่งเรามีร่วมกัน
ที่เผยให้เราเห็นว่าทุกความเชื่อมีปลายทางเดียวกัน

ไม่ใช่ผู้นำที่ทำให้เราต้องเลือกข้าง

จากหนึ่งมุมมองและความห่วงใยนี้ที่มีต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน

แถลงการณ์คณะนักวิชาการ
เรื่อง เราควรมองวิกฤติการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันอย่างไร?


ปรากฏการณ์ที่มีประชาชนจำนวนมากนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้ายึดที่ทำการรัฐบาล และเรียกร้องให้ผู้นำรัฐบาลลาออก แต่ผู้นำรัฐบาลก็ยังคงยืนยันที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป และได้มีนักการเมืองในวงการรัฐบาลบางนายกล่าวในที่สาธารณะว่า "เป็นการกระทำของคนหยิบมือเดียว" หรือ "เป็นการใช้กฏหมู่อยู่เหนือกฎหมาย" หรือ "เป็นการแสดงออกที่ไม่เป็นประชาธิปไตย" และ "หากรัฐบาลลาออกก็จะเป็นตัวอย่างให้ผู้ไม่พอใจรัฐบาลเข้ายึดที่ทำการรัฐบาลอีก จึงตัดสินใจไม่ลาออก" นั้น

คณะนักวิชาการกลุ่มเล็ก ๆ จำนวนหนึ่งซึ่งได้ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองด้วยความห่วงไย จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของรัฐ ๘ แห่งได้ปรึกษาหารือกันเมื่อคืนวันที่ ๓๐ สิงหาคม และเห็นสมควรแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชนดังต่อไปนี้

๑. ความล้มเหลวของผู้นำรัฐบาล

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ พวกเราเห็นว่าเป็นผลจากความบกพร่อง และความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องของผู้นำในสถาบันทางการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาล ที่ได้ปฏิบัติงานการเมืองโดยขาดวิจารณญาณ และความระมัดระวังอันพึงมีตามมาตรฐานของวิญญูชน ดึงดันที่จะทำสิ่งที่ผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยอ้างการมีเสียงข้างมากในรัฐสภาเพื่ออ้างความชอบธรรมในการทำการต่าง ๆ ที่ขัดต่อเหตุผลตามสามัญสำนึก จนเป็นผลให้รัฐบาลไม่สามารถรักษาความเชื่อถือและความไว้วางใจอันสาธารณชนได้มอบให้ไว้ได้ต่อไป

ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นที่รับรู้กันทั่วไป และเป็นเหตุให้ความเสื่อมความเชื่อถือ และความไว้วางใจต่อรัฐบาลขยายตัวเป็นวงกว้าง นับตั้งแต่การที่นายกรัฐมนตรีประกาศตนเป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ศาลรัฐธรรมนูญได้พิพากษาว่ามีพฤติกรรมเป็นปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตย เรื่อยมาจนกระทั่งการประกาศแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียงเพื่อให้ตนเองพ้นผิดจากข้อกล่าวหาว่าฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและโกงการเลือกตั้ง ความพยายามรักษาประโยชน์ทางธุรกิจของพวกพ้อง จนก่อความเสียหายแก่บ้านเมืองในการดำเนินนโยบายต่างประเทศในกรณีปราสาทพระวิหาร และการใช้อำนาจตามอำเภอใจในการจัดสรรงบประมาณและโครงการต่าง ๆ อย่างฟุ่มเฟือย ปราศจากความยั้งคิดโดยไม่ฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง

๒. ความล้มเหลวของสภาผู้แทนราษฎร

ความเสื่อมความเชื่อถือและความไว้วางใจแก่ผู้นำรัฐบาลนี้ เห็นได้ชัดว่าเมื่อขยายตัวไปถึงขนาดก็กลายเป็นชนวนให้เกิดการวิจารณ์ คัดค้าน แต่เมื่อมีการหยิบยกขึ้นบอกกล่าว ในรูปของการอภิปรายกันในสภาผู้แทนราษฎร แทนที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนข้างมากจะทำหน้าที่ของตนในการรับฟังข้อเท็จจริง และถ่วงดุลอำนาจฝ่ายรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาอย่างที่ควรจะเป็นในระบอบประชาธิปไตย การณ์กลับเป็นตรงกันข้าม เมื่อเสียงข้างมากในสภากลับให้การรับรองและสนับสนุนการกระทำที่ปรากฏเห็นว่าผิดอย่างแจ้งชัด โดยปราศจากเหตุผลที่พอฟังได้ เป็นเหตุให้สาธารณชนพากันลงความเห็นว่ากลไกสภาผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตยได้ฟั่นเฟือนไป กลายสภาพจากสภาผู้แทนของราษฎรส่วนรวม ที่คอยรักษาความมั่นคง ความเชื่อถือไว้วางใจ และความสุจริตในสังคม กลายเป็นสภาพวกพ้อง ใช้เสียงข้างมากกดข่มความสำนึกผิดชอบชั่วดี และเจตจำนงในการรักษาประโยชน์ส่วนรวมไว้โดยไม่ชอบ และเป็นเหตุให้สภาไร้ความสามารถ และไม่ได้รับความเชื่อถือในฐานะที่เป็นผู้แทนของราษฎรในที่สุด เหตุการณ์ทำนองนี้ปรากฏให้เห็นซ้ำซากจำเจมาเป็นเวลานานมาก จนประชาชนสิ้นหวังต่อระบบผู้แทนราษฎรที่อาจเป็นปากเสียง และสะท้อนจิตสำนึกของตนได้

เมื่อสำนึกผิดชอบชั่วดี รู้จักแยกแยะผิดถูก และสำนึกในการรักษาประโยชน์ส่วนรวมที่มีอยู่ในหมู่ประชาชน อันเป็นสำนึกอันจำเป็น และเป็นปัจจัยแรกเริ่มในการจัดตั้งอำนาจการปกครองแผ่นดินถูกกดข่มไว้ด้วยวิธีฉ้อฉลต่าง ๆ ไม่ให้แสดงออกผ่านทางกลไกปกติที่วางไว้ตามรัฐธรรมนูญเช่นนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก นานเข้า ๆ ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่ประชาชนซึ่งทรงไว้ซึ่งสำนึกผิดชอบชั่วดีเหล่านั้น จะพากันต่อต้าน และหาทางขจัดข้อขัดข้องนี้เสียเอง และเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เขาย่อมหาทางแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของตนออกมาโดยตรงนอกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยการประท้วงรัฐบาลผ่านทางพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

๓. ความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อระบอบประชาธิปไตย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นพยานของความล้มเหลวของรัฐบาล และสภาผู้แทนราษฎร ที่สมควรได้รับการพิจารณาแก้ไขเสียโดยเร็ว การปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น ที่เป็นสิ่งพึงปรารถนา ก็เพราะความเชื่อกันว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองโดยเหตุผล ไม่ใช่การปกครองโดยเสียงข้างมากตามอำเภอใจ การที่เรายอมรับเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ก็เพราะความเชื่อว่า เสียงข้างมากย่อมสะท้อนเหตุผลของคนหมู่มาก หรือสะท้อนเหตุผลสามัญสำนึกของส่วนรวมได้ดีที่สุดเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ การอ้างเสียงข้างมากที่ขัดต่อเหตุผล ขัดต่อสามัญสำนึก ขัดต่อสำนึกถูกผิดอันบุคคลทั่วไปพึงมี ย่อมไม่ชอบด้วยระบอบประชาธิปไตย และอันที่จริง การที่ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยต้องอาศัยกลไกตรวจสอบ และถ่วงดุลอำนาจ ก็เพื่อถ่วงดุลเสียงข้างมากนั่นเอง และการที่มีกลไกตัดสินข้อพิพาทโดยศาลซึ่งเป็นผู้รู้จำนวนน้อยที่เชื่อว่า เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งมาตรฐานผิดชอบชั่วดี สามัญสำนึกของสังคม และหลักวิชาอันพึงยอมรับ ก็เพื่อคุ้มครองให้เสียงข้างมากตั้งอยู่ในกรอบแห่งความมีเหตุผล สอดคล้องกับสำนึกถูกผิดนั่นเอง

๔. อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย

การที่ประชาชนจำนวนหลายแสนคนเข้าร่วมประท้วงรัฐบาล โดยเข้ากันเป็นหมู่พวกที่ชัดเจนภายใต้การนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงไม่ใช่เป็นแต่เพียงประชาชนกลุ่มหนึ่งมาชุมนุมคัดค้านรัฐบาล ดังที่มีนักการเมืองบางนายกล่าวว่าเป็นคนหยิบมือเดียว แต่เป็นการแสดงออกของประชาชนส่วนรวมในฐานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การแสดงออกเช่นนี้เป็นการแสดงออกซึ่งอำนาจอธิปไตยโดยตรงของประชาชน ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วมอันพึงได้รับความเคารพ อย่างน้อยในระดับเดียวกันกับการแสดงออกของสภาผู้แทนราษฎร

๕. ข้อเรียกร้องต่อผู้นำรัฐบาล

พวกเราเห็นว่าในเมื่อรัฐบาลไม่สามารถรักษาความเชื่อถือและความไว้วางใจจากสาธารณชนไว้ได้ โดยล้มเหลวในการให้เหตุผลอธิบายความชอบธรรมในการกระทำของตนอย่างสิ้นเชิง ได้แต่เพียงอ้างว่าตนได้รับเลือกมาด้วยเสียงข้างมากเช่นนี้ หากรัฐบาลยังจะยืนยันที่จะบริหารราชการแผ่นดินต่อไป โดยปราศจากความเชื่อถือและความไว้วางใจในความสุจริต และความสามารถของผู้นำว่าจะวินิจฉัยและตกลงใจอย่างมีเหตุผล การปฏิบัติงานก็ย่อมจะเต็มไปด้วยอุปสรรคนานับประการ และจะก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ และความไม่มั่นคงในบ้านเมืองอย่างรุนแรงต่อไปอย่างต่อเนื่อง

พวกเราขอเรียกร้องมายังผู้นำรัฐบาลด้วยความเคารพ ขอท่านได้โปรดใช้สามัญสำนึกใตร่ตรองดูว่า การที่ประชาชนจำนวนมากพากันแสดงออกทางการเมืองด้วยการเข้ายึดที่ทำการของรัฐนั้น มีเหตุผลประการใด และพวกเราใคร่ขอวิงวอนมายังผู้นำในรัฐบาลให้พิจารณาเหตุผลข้างต้นนี้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมในระยะยาวอย่างจริงจัง และหากเห็นชอบด้วยก็ขอท่านได้โปรดพิจารณาตนเองให้พ้นจากตำแหน่งไปโดยเร็ว เพื่อจะได้มีการดำเนินการคัดเลือกผู้นำทางการเมืองที่เหมาะสมยิ่งขึ้นต่อไป

๖. ข้อเรียกร้องต่อพันธมัตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

พวกเราขอเรียกร้องมายังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยใคร่เรียนมาด้วยความนับถือว่า แม้ข้อเท็จจริงทางสังคมที่ประชาชนจำนวนมากจากทั่วประเทศ ได้แสดงออกโดยปริยายว่ายอมรับให้ท่านเป็นผู้แสดงออกซึ่งเจตจำนงของปวงชนชาวไทยผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และท่านย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะแสดงออกซี่งสำนึกผิดชอบชั่วดี และสำนึกต่อประโยชน์ส่วนรวมให้ปรากฏแก่สังคมโดยรวม และมีสิทธิโดยชอบในการกำหนดเจตจำนงทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยก็ตาม การแสดงออกของท่านทั้งหลายย่อมต้องจำกัดอยู่ในขอบเขตแห่งความเคารพในสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของบุคคลอื่นทั้งปวง

และแม้พวกเราเชื่อโดยสุจริตใจว่า การที่ท่านเข้ายึดครองที่ทำการรัฐบาล เป็นแต่เพียงการแสดงออกซึ่งสัญญลักษณ์ทางการเมืองเพื่อคัดค้านการใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลก็ตาม แต่การกระทำเช่นนั้นย่อมจำกัดให้กระทำได้เพียงชั่วคราว ตามสมควรแก่เหตุเท่านั้น

พวกเราเห็นว่า บัดนี้การกระทำของท่านทั้งหลายได้ดำเนินมาจนใกล้ถึงจุดสูงสุดที่พึงกระทำแล้ว ดังนั้นเราใคร่ขอเรียกร้องให้ท่านหันมาให้น้ำหนักแก่การทำหน้าที่สื่อสารมวลชน และจัดให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและให้การศึกษาทางการเมืองซึ่งท่านได้ทำมาอย่างดีเยี่ยมต่อไป โดยเปิดช่วงเวลาให้รัฐบาลได้ทบทวนและพิจารณาตนเองตามสมควร ปล่อยให้สาธารณชนเข้ามีส่วนร่วมในการกำหนดเจตจำนงทางการเมืองโดยวิถีทางปกติ และกระบวนการยุติธรรมดำเนินกระบวนการวินิจฉัยผิดถูกต่อไป หากท่านเห็นมีข้อขัดข้องสำคัญเกิดแก่บ้านเมืองอีกจึงค่อยกลับมารวมตัวกันเพื่อกำหนดเจตจำนงทางการเมืองรว่วมกับปวงชนอีกครั้งหนึ่ง

๗. ข้อเรียกร้องต่อสังคมโดยรวม

พวกเราใคร่ขอเรียนมายังสังคมโดยส่วนรวมด้วยความเป็นห่วงว่า ปรากฏการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในเขตจังหวัดภาคใต้ กรณีที่ฝูงชนเข้าประทุษร้ายผู้ชุมนุมสาธารณะที่อุดรธานี และวิกฤติการณ์ทางการเมืองจากการเข้ายึดที่ทำการรัฐบาลในกรุงเทพมหานครซึ่งลุกลามไปเป็นการลุกฮือของสาธารณชนนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากเหตุทำนองเดียวกัน และแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสังคมครั้งใหญ่ ซึ่งสถาบันทางการเมือง และสถาบันทางสังคม รวมทั้งสถาบันทางการศึกษายังปรับตัวได้ไม่ทัน

เป็นที่เห็นได้ชัดว่า ในสังคมของเรานั้น วัฒนธรรมการโต้แย้งกันอย่างจริงจัง ด้วยเหตุผล ด้วยความสุภาพ ด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน และการรับฟังและการไตร่ตรองชั่งน้ำหนักเหตุผลและประโยชน์ได้เสียที่แตกต่างกันก่อนการตกลงใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ยังนับว่าอ่อนแออย่างยิ่ง การแสดงความคิดเห็นเต็มไปด้วยการกล่าวอ้างฝ่ายเดียว การประนามผู้อื่นโดยไม่เปิดโอกาสให้มีการโต้แย้งด้วยเหตุผลอย่างจริงจัง และอย่างเป็นระบบติดต่อกันจนเพียงพอที่จะให้เกิดความเปลี่ยนแปลงระดับความรู้ และความสำนึกในวงกว้าง แม้สื่อสารมวลชนก็ได้แต่สื่อข่าวสารบันเทิง และเน้นประโยชน์เชิงธุรกิจการค้า ล้มเหลวในการสื่อสารสิ่งที่สำคัญและจำเป็นแก่สังคม วงวิชาการขาดการค้นคว้า และส่งเสริมนวัตกรรม กลไก สถาบันทางสังคม และกิจกรรมในการเสริมสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ขจัดข้อขัดแย้งด้วยความฉลาด และสมประโยชน์แก่ผู้เกี่ยวข้องโดยเร็ว เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นเร่งด่วนซึ่งสังคมจะต้องลงทุนสร้างเสริมให้มีขึ้นยิ่งกว่าการสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ หรือการซื้อฝูงบินหรือกองรถถัง หรือ การลงทุนสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินหรือลอยฟ้าใด ๆ

ด้วยความคารวะและไมตรีจิต

จาก email ของคุณ Kittisak Prokati