คนละข้างเดียวกัน

หลายเดือนผ่านมาแล้ว บทสนทนาในครอบครัวหนึ่งต้องยุติลงกลางคัน เพราะว่าลูกสาวเอ่ยปากอย่างสุดจะทนว่าบ้านเราไม่มีใครชอบ"มัน"หรอก มีแต่พ่อคนเดียวนั่นแหละ นับตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา ฝ่ายพ่อก็ดูจะพูดเรื่องการเมืองน้อยลงกับลูกๆ ทีท่าในการโพล่งความเห็นขณะดูทีวีก็มีความระวังตัวมากขึ้น ลูกๆ ก็เกร็ง เกรงว่าตัวเองจะหลุดปากลุแก่โทสะขึ้นมาถ้าทนไม่ได้

หลายเดือนยิ่งขึ้นไปอีก ข่าวที่มีประปรายบนหน้าหนังสือพิมพ์ คือข่าวเพื่อนฝูงในวงเหล้าบันดาลโทสะ ทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ชีวิต สาเหตุเพราะโต้เถียงกันเรื่องการเมือง ต่างคนต่างยกข้อเสียของกลุ่มการเมืองที่ตนไม่เห็นด้วยมาตำหนิ ลงเอยด้วยการเสียเลือดเนื้อ

ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนกลับต้องระวังตัวในการคุยผ่านอีเมลมากขึ้น ที่มาของเรื่องเพราะผ่านการคุยเรื่องการเมืองมาหลายสัปดาห์ ส่วนที่เห็นต่างกันมีมากแต่ก็คุยได้บนฐานความเชื่อว่าเราหวังดีต่อกัน อยากให้เพื่อนได้ข้อมูล ได้รับรู้สิ่งที่เราเชื่อมั่น ทว่าไม่นานมานี้ก็เป็นอันต้องเลิกคุยกันชั่วคราว หาเรื่องอื่นมาคุยกันแทน เพราะเกิดความรู้สึกว่าเพื่อนคนอื่นดูหมิ่นดูแคลนตัวเองที่เห็นตรงกันข้าม

แตกแยกและแตกต่างกันได้ถึงเพียงนี้หนอ

อะไรทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและเพื่อนปริแยกไปจนถึงขั้นขาดจากกันได้
และในทางกลับกัน อะไรทำให้สายสัมพันธ์นั้นคงอยู่ร่วมกันต่อไปได้

ความรักและปรารถนาดีต่ออีกฝ่ายอาจจะไม่จำเป็นต้องให้เขาเชื่อเหมือนเรา
แต่แน่นอนเช่นกันว่า เราก็จะไม่เพิกเฉยละเลยการแสดงความเชื่อของเราเช่นกัน

ทีนี้ก็อาจจะเหลือแค่ ความเชื่อของต่างคนจะไม่ปักใจว่าความเชื่อที่มีดีกว่าความเชื่ออื่น

และอาจจะเหลือแค่ผู้นำที่แท้
ที่หมั่นชี้ให้เห็นถึงอนาคตซึ่งเรามีร่วมกัน
ที่เผยให้เราเห็นว่าทุกความเชื่อมีปลายทางเดียวกัน

ไม่ใช่ผู้นำที่ทำให้เราต้องเลือกข้าง

จากหนึ่งมุมมองและความห่วงใยนี้ที่มีต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน

แถลงการณ์คณะนักวิชาการ
เรื่อง เราควรมองวิกฤติการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันอย่างไร?


ปรากฏการณ์ที่มีประชาชนจำนวนมากนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้ายึดที่ทำการรัฐบาล และเรียกร้องให้ผู้นำรัฐบาลลาออก แต่ผู้นำรัฐบาลก็ยังคงยืนยันที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป และได้มีนักการเมืองในวงการรัฐบาลบางนายกล่าวในที่สาธารณะว่า "เป็นการกระทำของคนหยิบมือเดียว" หรือ "เป็นการใช้กฏหมู่อยู่เหนือกฎหมาย" หรือ "เป็นการแสดงออกที่ไม่เป็นประชาธิปไตย" และ "หากรัฐบาลลาออกก็จะเป็นตัวอย่างให้ผู้ไม่พอใจรัฐบาลเข้ายึดที่ทำการรัฐบาลอีก จึงตัดสินใจไม่ลาออก" นั้น

คณะนักวิชาการกลุ่มเล็ก ๆ จำนวนหนึ่งซึ่งได้ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองด้วยความห่วงไย จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของรัฐ ๘ แห่งได้ปรึกษาหารือกันเมื่อคืนวันที่ ๓๐ สิงหาคม และเห็นสมควรแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชนดังต่อไปนี้

๑. ความล้มเหลวของผู้นำรัฐบาล

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ พวกเราเห็นว่าเป็นผลจากความบกพร่อง และความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องของผู้นำในสถาบันทางการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาล ที่ได้ปฏิบัติงานการเมืองโดยขาดวิจารณญาณ และความระมัดระวังอันพึงมีตามมาตรฐานของวิญญูชน ดึงดันที่จะทำสิ่งที่ผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยอ้างการมีเสียงข้างมากในรัฐสภาเพื่ออ้างความชอบธรรมในการทำการต่าง ๆ ที่ขัดต่อเหตุผลตามสามัญสำนึก จนเป็นผลให้รัฐบาลไม่สามารถรักษาความเชื่อถือและความไว้วางใจอันสาธารณชนได้มอบให้ไว้ได้ต่อไป

ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นที่รับรู้กันทั่วไป และเป็นเหตุให้ความเสื่อมความเชื่อถือ และความไว้วางใจต่อรัฐบาลขยายตัวเป็นวงกว้าง นับตั้งแต่การที่นายกรัฐมนตรีประกาศตนเป็นตัวแทนผู้รับมอบอำนาจของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ศาลรัฐธรรมนูญได้พิพากษาว่ามีพฤติกรรมเป็นปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตย เรื่อยมาจนกระทั่งการประกาศแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียงเพื่อให้ตนเองพ้นผิดจากข้อกล่าวหาว่าฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและโกงการเลือกตั้ง ความพยายามรักษาประโยชน์ทางธุรกิจของพวกพ้อง จนก่อความเสียหายแก่บ้านเมืองในการดำเนินนโยบายต่างประเทศในกรณีปราสาทพระวิหาร และการใช้อำนาจตามอำเภอใจในการจัดสรรงบประมาณและโครงการต่าง ๆ อย่างฟุ่มเฟือย ปราศจากความยั้งคิดโดยไม่ฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง

๒. ความล้มเหลวของสภาผู้แทนราษฎร

ความเสื่อมความเชื่อถือและความไว้วางใจแก่ผู้นำรัฐบาลนี้ เห็นได้ชัดว่าเมื่อขยายตัวไปถึงขนาดก็กลายเป็นชนวนให้เกิดการวิจารณ์ คัดค้าน แต่เมื่อมีการหยิบยกขึ้นบอกกล่าว ในรูปของการอภิปรายกันในสภาผู้แทนราษฎร แทนที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนข้างมากจะทำหน้าที่ของตนในการรับฟังข้อเท็จจริง และถ่วงดุลอำนาจฝ่ายรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาอย่างที่ควรจะเป็นในระบอบประชาธิปไตย การณ์กลับเป็นตรงกันข้าม เมื่อเสียงข้างมากในสภากลับให้การรับรองและสนับสนุนการกระทำที่ปรากฏเห็นว่าผิดอย่างแจ้งชัด โดยปราศจากเหตุผลที่พอฟังได้ เป็นเหตุให้สาธารณชนพากันลงความเห็นว่ากลไกสภาผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตยได้ฟั่นเฟือนไป กลายสภาพจากสภาผู้แทนของราษฎรส่วนรวม ที่คอยรักษาความมั่นคง ความเชื่อถือไว้วางใจ และความสุจริตในสังคม กลายเป็นสภาพวกพ้อง ใช้เสียงข้างมากกดข่มความสำนึกผิดชอบชั่วดี และเจตจำนงในการรักษาประโยชน์ส่วนรวมไว้โดยไม่ชอบ และเป็นเหตุให้สภาไร้ความสามารถ และไม่ได้รับความเชื่อถือในฐานะที่เป็นผู้แทนของราษฎรในที่สุด เหตุการณ์ทำนองนี้ปรากฏให้เห็นซ้ำซากจำเจมาเป็นเวลานานมาก จนประชาชนสิ้นหวังต่อระบบผู้แทนราษฎรที่อาจเป็นปากเสียง และสะท้อนจิตสำนึกของตนได้

เมื่อสำนึกผิดชอบชั่วดี รู้จักแยกแยะผิดถูก และสำนึกในการรักษาประโยชน์ส่วนรวมที่มีอยู่ในหมู่ประชาชน อันเป็นสำนึกอันจำเป็น และเป็นปัจจัยแรกเริ่มในการจัดตั้งอำนาจการปกครองแผ่นดินถูกกดข่มไว้ด้วยวิธีฉ้อฉลต่าง ๆ ไม่ให้แสดงออกผ่านทางกลไกปกติที่วางไว้ตามรัฐธรรมนูญเช่นนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก นานเข้า ๆ ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่ประชาชนซึ่งทรงไว้ซึ่งสำนึกผิดชอบชั่วดีเหล่านั้น จะพากันต่อต้าน และหาทางขจัดข้อขัดข้องนี้เสียเอง และเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เขาย่อมหาทางแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของตนออกมาโดยตรงนอกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยการประท้วงรัฐบาลผ่านทางพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

๓. ความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อระบอบประชาธิปไตย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นพยานของความล้มเหลวของรัฐบาล และสภาผู้แทนราษฎร ที่สมควรได้รับการพิจารณาแก้ไขเสียโดยเร็ว การปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น ที่เป็นสิ่งพึงปรารถนา ก็เพราะความเชื่อกันว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองโดยเหตุผล ไม่ใช่การปกครองโดยเสียงข้างมากตามอำเภอใจ การที่เรายอมรับเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ก็เพราะความเชื่อว่า เสียงข้างมากย่อมสะท้อนเหตุผลของคนหมู่มาก หรือสะท้อนเหตุผลสามัญสำนึกของส่วนรวมได้ดีที่สุดเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ การอ้างเสียงข้างมากที่ขัดต่อเหตุผล ขัดต่อสามัญสำนึก ขัดต่อสำนึกถูกผิดอันบุคคลทั่วไปพึงมี ย่อมไม่ชอบด้วยระบอบประชาธิปไตย และอันที่จริง การที่ระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยต้องอาศัยกลไกตรวจสอบ และถ่วงดุลอำนาจ ก็เพื่อถ่วงดุลเสียงข้างมากนั่นเอง และการที่มีกลไกตัดสินข้อพิพาทโดยศาลซึ่งเป็นผู้รู้จำนวนน้อยที่เชื่อว่า เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งมาตรฐานผิดชอบชั่วดี สามัญสำนึกของสังคม และหลักวิชาอันพึงยอมรับ ก็เพื่อคุ้มครองให้เสียงข้างมากตั้งอยู่ในกรอบแห่งความมีเหตุผล สอดคล้องกับสำนึกถูกผิดนั่นเอง

๔. อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย

การที่ประชาชนจำนวนหลายแสนคนเข้าร่วมประท้วงรัฐบาล โดยเข้ากันเป็นหมู่พวกที่ชัดเจนภายใต้การนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงไม่ใช่เป็นแต่เพียงประชาชนกลุ่มหนึ่งมาชุมนุมคัดค้านรัฐบาล ดังที่มีนักการเมืองบางนายกล่าวว่าเป็นคนหยิบมือเดียว แต่เป็นการแสดงออกของประชาชนส่วนรวมในฐานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การแสดงออกเช่นนี้เป็นการแสดงออกซึ่งอำนาจอธิปไตยโดยตรงของประชาชน ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วมอันพึงได้รับความเคารพ อย่างน้อยในระดับเดียวกันกับการแสดงออกของสภาผู้แทนราษฎร

๕. ข้อเรียกร้องต่อผู้นำรัฐบาล

พวกเราเห็นว่าในเมื่อรัฐบาลไม่สามารถรักษาความเชื่อถือและความไว้วางใจจากสาธารณชนไว้ได้ โดยล้มเหลวในการให้เหตุผลอธิบายความชอบธรรมในการกระทำของตนอย่างสิ้นเชิง ได้แต่เพียงอ้างว่าตนได้รับเลือกมาด้วยเสียงข้างมากเช่นนี้ หากรัฐบาลยังจะยืนยันที่จะบริหารราชการแผ่นดินต่อไป โดยปราศจากความเชื่อถือและความไว้วางใจในความสุจริต และความสามารถของผู้นำว่าจะวินิจฉัยและตกลงใจอย่างมีเหตุผล การปฏิบัติงานก็ย่อมจะเต็มไปด้วยอุปสรรคนานับประการ และจะก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ และความไม่มั่นคงในบ้านเมืองอย่างรุนแรงต่อไปอย่างต่อเนื่อง

พวกเราขอเรียกร้องมายังผู้นำรัฐบาลด้วยความเคารพ ขอท่านได้โปรดใช้สามัญสำนึกใตร่ตรองดูว่า การที่ประชาชนจำนวนมากพากันแสดงออกทางการเมืองด้วยการเข้ายึดที่ทำการของรัฐนั้น มีเหตุผลประการใด และพวกเราใคร่ขอวิงวอนมายังผู้นำในรัฐบาลให้พิจารณาเหตุผลข้างต้นนี้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมในระยะยาวอย่างจริงจัง และหากเห็นชอบด้วยก็ขอท่านได้โปรดพิจารณาตนเองให้พ้นจากตำแหน่งไปโดยเร็ว เพื่อจะได้มีการดำเนินการคัดเลือกผู้นำทางการเมืองที่เหมาะสมยิ่งขึ้นต่อไป

๖. ข้อเรียกร้องต่อพันธมัตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

พวกเราขอเรียกร้องมายังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยใคร่เรียนมาด้วยความนับถือว่า แม้ข้อเท็จจริงทางสังคมที่ประชาชนจำนวนมากจากทั่วประเทศ ได้แสดงออกโดยปริยายว่ายอมรับให้ท่านเป็นผู้แสดงออกซึ่งเจตจำนงของปวงชนชาวไทยผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และท่านย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะแสดงออกซี่งสำนึกผิดชอบชั่วดี และสำนึกต่อประโยชน์ส่วนรวมให้ปรากฏแก่สังคมโดยรวม และมีสิทธิโดยชอบในการกำหนดเจตจำนงทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยก็ตาม การแสดงออกของท่านทั้งหลายย่อมต้องจำกัดอยู่ในขอบเขตแห่งความเคารพในสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของบุคคลอื่นทั้งปวง

และแม้พวกเราเชื่อโดยสุจริตใจว่า การที่ท่านเข้ายึดครองที่ทำการรัฐบาล เป็นแต่เพียงการแสดงออกซึ่งสัญญลักษณ์ทางการเมืองเพื่อคัดค้านการใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลก็ตาม แต่การกระทำเช่นนั้นย่อมจำกัดให้กระทำได้เพียงชั่วคราว ตามสมควรแก่เหตุเท่านั้น

พวกเราเห็นว่า บัดนี้การกระทำของท่านทั้งหลายได้ดำเนินมาจนใกล้ถึงจุดสูงสุดที่พึงกระทำแล้ว ดังนั้นเราใคร่ขอเรียกร้องให้ท่านหันมาให้น้ำหนักแก่การทำหน้าที่สื่อสารมวลชน และจัดให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและให้การศึกษาทางการเมืองซึ่งท่านได้ทำมาอย่างดีเยี่ยมต่อไป โดยเปิดช่วงเวลาให้รัฐบาลได้ทบทวนและพิจารณาตนเองตามสมควร ปล่อยให้สาธารณชนเข้ามีส่วนร่วมในการกำหนดเจตจำนงทางการเมืองโดยวิถีทางปกติ และกระบวนการยุติธรรมดำเนินกระบวนการวินิจฉัยผิดถูกต่อไป หากท่านเห็นมีข้อขัดข้องสำคัญเกิดแก่บ้านเมืองอีกจึงค่อยกลับมารวมตัวกันเพื่อกำหนดเจตจำนงทางการเมืองรว่วมกับปวงชนอีกครั้งหนึ่ง

๗. ข้อเรียกร้องต่อสังคมโดยรวม

พวกเราใคร่ขอเรียนมายังสังคมโดยส่วนรวมด้วยความเป็นห่วงว่า ปรากฏการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในเขตจังหวัดภาคใต้ กรณีที่ฝูงชนเข้าประทุษร้ายผู้ชุมนุมสาธารณะที่อุดรธานี และวิกฤติการณ์ทางการเมืองจากการเข้ายึดที่ทำการรัฐบาลในกรุงเทพมหานครซึ่งลุกลามไปเป็นการลุกฮือของสาธารณชนนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากเหตุทำนองเดียวกัน และแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสังคมครั้งใหญ่ ซึ่งสถาบันทางการเมือง และสถาบันทางสังคม รวมทั้งสถาบันทางการศึกษายังปรับตัวได้ไม่ทัน

เป็นที่เห็นได้ชัดว่า ในสังคมของเรานั้น วัฒนธรรมการโต้แย้งกันอย่างจริงจัง ด้วยเหตุผล ด้วยความสุภาพ ด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน และการรับฟังและการไตร่ตรองชั่งน้ำหนักเหตุผลและประโยชน์ได้เสียที่แตกต่างกันก่อนการตกลงใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ยังนับว่าอ่อนแออย่างยิ่ง การแสดงความคิดเห็นเต็มไปด้วยการกล่าวอ้างฝ่ายเดียว การประนามผู้อื่นโดยไม่เปิดโอกาสให้มีการโต้แย้งด้วยเหตุผลอย่างจริงจัง และอย่างเป็นระบบติดต่อกันจนเพียงพอที่จะให้เกิดความเปลี่ยนแปลงระดับความรู้ และความสำนึกในวงกว้าง แม้สื่อสารมวลชนก็ได้แต่สื่อข่าวสารบันเทิง และเน้นประโยชน์เชิงธุรกิจการค้า ล้มเหลวในการสื่อสารสิ่งที่สำคัญและจำเป็นแก่สังคม วงวิชาการขาดการค้นคว้า และส่งเสริมนวัตกรรม กลไก สถาบันทางสังคม และกิจกรรมในการเสริมสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ขจัดข้อขัดแย้งด้วยความฉลาด และสมประโยชน์แก่ผู้เกี่ยวข้องโดยเร็ว เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นเร่งด่วนซึ่งสังคมจะต้องลงทุนสร้างเสริมให้มีขึ้นยิ่งกว่าการสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ หรือการซื้อฝูงบินหรือกองรถถัง หรือ การลงทุนสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินหรือลอยฟ้าใด ๆ

ด้วยความคารวะและไมตรีจิต

จาก email ของคุณ Kittisak Prokati

ข้ามผ่านความตายในเชิงสัญญะ



อาจจะเป็นเพียงแค่หนังสยองขวัญธรรมดาทั่วไปของไทยอีกเรื่องหนึ่ง "โลงต่อตาย" เล่าเรื่องหลอนที่ตามมาหลังจากตัวละครตัดสินใจเข้าพิธีนี้ นอนในโลงศพเพื่อต่ออายุให้กับตนเอง หรือคนที่ตนเองรัก ภาพประชาสัมพันธ์และตัวอย่างภาพยนตร์ไม่มีอะไรทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความแตกต่างจากหนังผีเรื่องอื่นๆ แต่หลายคนตัดสินใจดูเพราะเชื่อมือของผู้กำกับเอกชัย เอื้อครองธรรม ว่าคงไม่ทำหนังผีดาดๆ แน่นอน บางคนก็อาจจะตัดสินใจจากข้อมูลที่ว่าเป็นผลิตผลจากการร่วมทุนหลายชาติ

*** ข้อความต่อไปจะเปิดเผยเรื่องราวของหนัง ***

ตัวละครนำในเรื่องทั้งสองคน ต่างต้องพบกับวิญญาณติดตามมาหลังจากทำพิธีแล้วเสร็จ ผิดแผกกันที่ฝ่ายชายหวังจะให้แฟนสาวซึ่งกำลังป่วยหนักได้รอด และฝ่ายหญิงขอให้ตัวเองหายจากโรคร้าย เรื่องของทั้งสองดำเนินไปคู่ขนานกัน แต่ว่าไม่ได้เป็นในระนาบเวลาเดียวกัน บทเรียนของฝ่ายชายทำให้เธอเข้าใจกรณีของตัวเองมากขึ้น และเผชิญกับปัญหาในที่สุด

สิ่งที่ประทับใจผมมากคือ หนังเรื่องนี้คือเรื่องว่าด้วย "การเผชิญความตายอย่างสงบ" ที่หลวงพี่ไพศาล และเครือข่ายพุทธิกา จัดฝึกอบรมมานานปี แม้หน้าหนังจะเต็มไปด้วยภาพสยองน่ากลัว สถานการณ์ที่บีบคั้นบังคับ แต่การที่ตัวละครข้ามพ้นเหตุวิกฤตทั้งหลายมาได้ ไม่ใช่ด้วยพระสงฆ์มาสวดปัดเป่า เหมือนดังขนบธรรมเนียมของหนังผีไทยทั้งหลาย และไม่ใช่ด้วยการขอโทษขออภัยขอขมาสารพัดขอต่อผีร้ายอีกด้วย

ภาพของผีในตอนท้ายเรื่องเป็นผีที่มีความเป็นมนุษย์สูงมาก สิ่งที่เป็นสาระสำคัญคือ ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหากเรายอมรับและเผชิญหน้ากับความตายได้ ไม่ใช่ด้วยการหลบเลี่ยงใช้กลโกงซึ่งไม่เคยได้ผลอย่างแท้จริง เมื่อเขาและเธอกล้าที่จะลงไปนอนในโลงอีกครั้ง เผชิญหน้ากับวิญญาณร้ายโดยไม่ต่อต้านขัดขืน ยอมรับและน้อมทำไปตามเหตุปัจจัยที่เกิด มากกว่าการพยายามเอาชนะธรรมชาติ

ผลที่ได้? แม้โรคร้ายจะกลับมา แม้คนที่รักจะจากไป แต่ความสงบเย็นในใจของทั้งสองเกิดขึ้นอย่างชัดแจ้ง เหตุการณ์ร้ายที่เกิดกับตัวของทั้งสองและคนรอบข้างไม่มีปรากฏอีก

หรือวิญญาณและภูตผีคือมายาการในจิตใจของตนเองที่หลอกหลอน ทำให้คนเราต้องดิ้นรนต่อสู้ เพราะยึดมั่นยึดถือว่าตนมีความสามารถเอาชนะทุกสิ่ง และพยายามจะยื้อร่างกายและชีวิตที่ไม่จีรังยั่งยืนนี้ไว้ กลับกลายเป็นแบกทุกข์ติดตัวตามไปทุกที่

มิน่าล่ะ .. ถึงได้ตั้งชื่อเรื่องว่า โลงต่อตาย

ความเข้าใจ ความกล้าหาญ และสถานการณ์ในร้านตัดผม

หลายเดือนที่แล้วผมไปร้านตัดผมเจ้าประจำ พบว่ามีลูกค้ารายอื่นรออยู่ก่อนหน้าก็ไม่น้อย ช่างที่ตัดให้กันเป็นประจำบอกว่านอกจากจะมีลูกค้าที่กำลังให้บริการอยู่ ยังมีอีกคน เป็นคิวต่อไป หลังจากผมตกลงใจนั่งรออยู่พักใหญ่จนคิวแรกตัดผมเสร็จ ช่างก็เรียกน้องนักเรียนม.ปลายที่เป็นคิวก่อนหน้าด้วยท่าทางสนิทสนม เข้าใจว่าคงเป็นเพื่อนบ้านที่คุนเคยกันดี แต่แทนที่หนุ่มน้อยคนนี้จะไปนั่งที่เก้าอี้ เขากลับบอกปฏิเสธเบาๆ ทำท่าบุ้ยใบ้มาที่ผม ช่างบอกว่า "งั้นให้พี่เขาก่อนนะ" พร้อมพยักเพยิดเชิญผมเข้าประจำที่

ผมรู้สึกดีใจขึ้นมาก่อนความรู้สึกอื่นใด แล้วค่อยคิดว่าอยากจะขอบคุณน้องผู้เสียสละคิวให้ด้วย ในเวลานั้น เขาก็หยิบโทรศัพท์ออกมารับสายและเดินไปมาเข้าออกบริเวณประตูหน้าร้าน ระหว่างที่ผมนั่งรับบริการตัดผมอย่างเพลิดเพลินไปแล้วสักพัก หญิงคนหนึ่งก็เดินเข้าร้านมาอย่างคุ้นเคยสถานที่ พร้อมเอ่ยปากพูดกับน้องม.ปลายว่า "มึงไปมัวทำอะไรอยู่ แทนที่จะรีบมาตัดผม เอาเวลาไปทำอะไร"

ผมสรุปจากบทสนทนาได้ว่าเขาเป็นแม่ลูกกัน เพราะจากสรรพนามที่เธอใช้และท่าทีที่โต้ตอบแต่น้อยของเขา "กูเห็นไอ้พวกนั้นมันไปป้อผู้หญิงอยู่ วันๆ ไม่ทำห่าอะไร" เธอติอย่างไม่ไว้หน้า "เพื่อนก็ส่วนเพื่อนดิ คนละคนกัน" เขาแย้งไมเต็มเสียง "มึงไม่ต้องมาเถียงเลย มีหน้าที่ฟังก็ฟัง กูพูดอะไรึงต้องเชื่อ" คราวนี้การสนทนาส่วนใหญ่ออกมาจากเธอฝ่ายเดียว พร้อมกับท่าทีที่ดูเบื่อโลกมากขึ้นไปอีกของเขา ผมคิดขึ้นมาทันทีว่าเยาวชนจะเติบโตอย่างสมบูรณ์และงดงามได้อย่างไรถ้าได้รับการเพาะชำอย่างรุนแรงและขาดความเข้าอกเข้าใจอย่างนี้

เวลานั้นผมก็เสร็จธุระบนเก้าอี้ตัดผมพอดี ระหว่างที่ส่งเงินให้ช่าง ตาก็อดเหลือบมองสองคนนี้ไม่ได้ ส่วนใจนั้นดิ่งไปที่ทั้งคู่แล้ว อยากเข้าไปบอกพี่สาวคนนั้นเหลือเกินว่า "พี่ครับ ลูกชายของพี่เป็นคนมีน้ำใจมากครับ เขาสละคิวให้ผมได้ตัดก่อน พี่ภูมิในตัวเขาได้เลยครับ" แต่ผมกลับยืนรอรับเงินทอน เก็บกระเป๋าแล้วเดินออกจากร้านไป ไม่มีแม้คำขอบคุณที่อยากจะเอ่ยบอกน้องเขา

ระหว่างเดินมาขึ้นรถ ความคิดมันแวบตั้งคำถามขึ้นมาว่า อะไรนะที่มายับยั้งไม่ให้ผมทำในสิ่งที่ผมคิด ผมกลัวหรือเปล่า? ผมกลัวว่าผลที่ได้รับจากการพูดจะออกมาไม่สวยงาม กลัวจะเจอใบหน้าบึ้งตึงแทนรอยยิ้มใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นผมคาดหวังผลที่จะได้รับจากการทำของตัวเองน่ะสิ ไม่เพียงคาดหวังแค่นั้น ผมยังทำให้สิ่งที่คาดเอาไว้เป็นจริงขึ้นมา เป็นจริงเป็นจังว่ามันจะเกิดขึ้นแน่ๆ ผมถึงเลือกที่จะไม่พูด แม้ใจจะคิด

ถ้าอย่างนั้นจะต่างอะไรกันกับผู้เป็นแม่ที่เห็นและเชื่ออย่างสนิทใจว่าลูกชายวัยมัธยมปลายของตนทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพาย แม้ใจธอจะอยากให้เขาเป็นคนดีและเชื่อฟัง แต่เพราะเธอเชื่ออย่างนั้นจนมันเป็นจริงขึ้นในความคิด สิ่งที่เกิดขึ้นคือเธอได้ตัดสินโทษและปิดกั้นโอกาสที่เขาจะได้ให้ความจริงด้านอื่นๆ ของชีวิตปรากฏแก่สายตาเธอ

บางทีเขาอาจจะต้องการความกล้าหาญในการสื่อสารอย่างเหมาะสม บางทีผมอาจจะต้องการความกล้าหาญในการสื่อสารสิ่งที่มั่นใจว่าดี บางทีเราต่างก็ต้องการความเข้าใจจากกันและกันว่าเราล้วนแล้วแต่ปรารถนาดีต่อกัน บางทีหรือว่าทุกที? ที่เราต่างต้องการจากกันและกัน

สะพานกระดานสะพรึง



คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ฉบับวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๑

สองสัปดาห์ก่อน นักศึกษาในชั้นเรียนวิชาสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพศึกษาของคณะวิทยาศาสตร์ มหิดล ล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากภาพและข้อมูลเกี่ยวกับบ้านขุนสมุทรจีน จ.สมุทรปราการ ที่ได้ผ่านตา เห็นสภาพของโบสถ์ที่ถูกคลื่นทะเลซัด ได้รู้ว่าชาวบ้านที่นั่นต้องย้ายบ้านมากกว่า ๔-๕ ครั้งในชั่วเวลาไม่กี่ปีเพราะพื้นที่ชายฝั่งหดหายไปอย่างรวดเร็ว สัปดาห์ต่อมา นักศึกษาทุกคนต่างช่วยกันติดต่อประสานและลงขันสมทบทุนกันให้ได้ไปเยือนยังชุมชนนั้น ส่วนหนึ่งเขาก็อยากจะเรียนรู้จากของจริงนอกห้องเรียน ส่วนบางคนก็มุ่งมั่นต้องการไปช่วยเหลือปลูกป่าชายเลนด้วยรู้สึกว่าชาวบ้านช่างเจอทุกข์หนักเหลือเกิน

เช้าวันนั้นป้าสมรผู้ใหญ่บ้านได้บรรยายบอกเล่าความเป็นมาของหมู่บ้านและสถานการณ์สิ่งแวดล้อมอย่างเรียบง่าย พร้อมชี้ชวนให้เราดูภาพถ่ายและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เราทุกคนรับรู้ได้ถึงพลังของความมุ่งมั่นตั้งใจจากหญิงแกร่งคนนี้ที่ไม่ได้ทำเพื่อให้อยู่รอดเฉพาะหน้า แต่เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าคืออดีตแห่งความภาคภูมิของบรรพบุรุษ อนาคตความมั่นคงของลูกหลาน และภารกิจสำคัญของการพิทักษ์ผืนแผ่นดิน

ต่อเมื่อเช้าของการรับฟังและท่องชมสถานที่ต่างๆ ในหมู่บ้านผ่านไป หลังจากผู้มาเยือนได้เห็นความเป็นอยู่ของสมาชิกในชุมชน ได้ยินคำบอกเล่าชีวิตจริงของการต่อสู้ และได้สัมผัสบรรยากาศจริงของโรงเรียนและวัดขุนสมุทรจีนซึ่งคงอยู่คู่กับชุมชนได้ด้วยพลังแห่งศรัทธาและความมุ่งมั่นแล้ว เมื่อย่างเข้ายามบ่ายได้เวลาที่พวกเราผู้มาเยือนเป็นฝ่ายมอบแรงกายช่วยปลูกป่าชายเลนบ้าง ต่างคนต่างตื่นเต้นและดิ่งเดินตรงไปบนสะพานคอนกรีตกว้างแค่พอสวนกันได้ เบื้องล่างลงไปร่วมสามเมตรนั้นเป็นผืนน้ำและโคลนเลน แหล่งเลี้ยงเพาะกุ้ง หอย ปลา ที่ทำกินของชาวบ้าน

ผู้เขียนในฐานะผู้ช่วยสอนซึ่งเดินรั้งท้าย ระหว่างที่ก้าวขึ้นไปบนสะพานยังได้ยินเสียงคุณป้าคุณลุงร้องบอกให้คณะถ่ายทำรายการโทรทัศน์ที่บังเอิญมาในวันเดียวกันรีบตามไปเก็บภาพการปลูกป่า ครั้นหันความสนใจกลับมาที่สะพานคอนกรีตตรงหน้า และก้าวเดินไปพักเดียวก็ต้องใจหาย เมื่อเห็นว่าทางคอนกรีตเบื้องหน้าหาได้เชื่อมต่อกันตลอด ช่องขาดหลายช่วงนั้นมีกระดานไม้วางเป็นสะพานพาดเชื่อมอยู่เป็นระยะ

แม้สะพานแรกๆ จะเป็นกระดานสี่แผ่นก็ตาม ยามที่เดินไปแล้วไม้ยวบยุบตัวตามน้ำหนัก ผู้เขียนก็เกิดกังวลวิตกต่างๆ นานา ห่วงสิ่งของสัมภาระในเป้สะพายหากเผลอพลัดหล่นไป แม้จะข้ามมาแล้ว ๔ สะพานก็ยังรู้ได้ว่าใจไม่ปกติ จังหวะที่ได้เดินบนสะพานคอนกรีตก็เหลียวไปสังเกตคณะถ่ายทำรายการซึ่งอยู่แต่ไกล หันหน้าชะเง้อไปดูนักศึกษาที่เดินไปแล้วก่อนหน้า พร้อมกลับมาปลุกปลอบใจตัวเองว่าอีกไม่นานหรอกคงจะถึงที่หมายแล้ว แต่สะพานกระดานไม้ก็ยังมีอยู่ต่อไป สะพานแล้วสะพานเล่า พร้อมกับขนาดที่เล็กลง จากสี่แผ่น เหลือสอง บ้างเหลือแค่หนึ่ง ซ้ำร้ายบางแห่งไม่มีราวไม้ไผ่ให้จับด้วย ถึงกระนั้นทุกคนก็ผ่านพ้นไปได้ ทั้งขาไปและขากลับ

เราจากลาผู้ใหญ่บ้านและชาวชุมชนมาเมื่อยามเย็น และใช้โอกาสระหว่างเวลาเดินทางบนรถบัสมาสะท้อนบทเรียนจากบ้านขุนสมุทรจีนในยามค่ำ ประเด็นแลกเปลี่ยนดำเนินไปอย่างออกรส ครอบคลุมทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม โลกทัศน์และความเชื่อ ผู้เขียนตั้งประเด็นถามขึ้นว่าใครรู้สึกกลัวบ้างเมื่อต้องข้ามสะพานนั้น พร้อมเผยตรงไปตรงมาว่าสำหรับตนเองแล้วนั่นเป็นสถานการณ์น่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง แม้จะไม่แสดงออกให้คนอื่นเห็นก็ตาม ปรากฏว่าเพื่อนร่วมทางเกือบทั้งหมดยกมือยอมรับว่ารู้สึกกลัว

ความกลัวเป็นสิ่งที่เรามีร่วมกันต่อสะพานกระดานไม้นั้น หลายเสียงสะท้อนบอกตรงกันว่าชั่วขณะก่อนที่จะก้าวลงบนกระดานไม้ ความกลัวช่างมีอำนาจมากมายนัก มันทำให้เราจินตนาการล่วงหน้าว่าเราอาจได้รับบาดเจ็บ ต้องเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ไปจนถึงละอายขายขี้หน้าคนอื่น มายาภาพเหล่านี้แม้ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่ทำให้เราชะงักและลังเลขึ้นทุกครั้งได้

สำหรับผู้เขียนยิ่งประหลาดใจเมื่อย้อนมองกลับไปเห็นตัวเองว่า ยามที่กำลังลังเลว่าจะข้ามกระดานต่อไป ในใจก็เกิดเหตุผลขึ้นมาอ้างสารพัดว่าเพราะอะไรจึงควรจะไม่ไปต่อ ยิ่งได้เห็นคณะถ่ายทำรายการโทรทัศน์ล้มเลิกความตั้งใจและเดินกลับกลางคัน อาจเพราะต้องแบกกล้องตัวใหญ่หรืออะไรก็ตาม ยิ่งคิดเข้าข้างตัวเองมากขึ้น ทั้งที่จริงแล้วมีความกลัวเท่านั้นที่เป็นตัวผลักดันไม่ให้ทำในสิ่งที่ได้ตั้งใจไว้ และยับยั้งไม่ให้เดินไปถึงจุดหมาย

พวกเราพบว่าสิ่งที่ควรกระทำในเวลานั้นไม่ใช่การระงับความกลัว แต่แค่ตระหนักและรู้ว่าเกิดความกลัว ไม่จมจ่อมอยู่กับมันจนหวั่นหวาดไปกับมายาภาพ หรือยกอ้างเหตุผลนานา เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ความกลัวหายไป มันเกิดเพราะเหตุต้องเดินบนทางที่ไม่คุ้นเคย เมื่อเราเดินข้ามกระดานไม้แต่ละช่วงมาได้เราก็พบว่าความกลัวมันหายไป แม้มันจะกลับมาใหม่เมื่อต้องข้ามอีก แต่เราก็ไม่ถูกมันควบคุมบงการโดยไม่รู้ตัวอีก

เช่นเดียวกันกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต ดังเช่นการพูดในที่สาธารณะ ถ้าถูกความกลัวครอบงำจนขาดสติระลึกรู้เสียแล้ว เราก็จะขาดโอกาสได้ลองเป็นคนใหม่ เป็นคนซึ่งสามารถพูดในที่สาธารณะได้ แม้จะไม่ใช่นักพูดที่ดีเลิศ แต่สิ่งนี้จะไม่เป็นอุปสรรคในชีวิตที่เป็นดินแดนต้องห้ามของเราอีก เมื่อข้ามผ่านความกลัวไป ย่อมได้เปิดโอกาสไว้ที่ปลายทางนั้น

อาจารย์ประจำวิชาเล่าให้นักศึกษาและสมาชิกบนรถบัสฟังว่า “คนกล้าหาญไม่ใช่ว่าเขาไม่กลัว ทุกคนต่างก็มีความกลัวไม่มากก็น้อย การที่เราทำในสิ่งที่เรารู้สึกเฉยๆ การลงมือทำในสิ่งที่เราเองก็รู้สึกเกรงกลัวต่างหากที่เป็นความกล้าหาญ”

ผู้เขียนนึกถึงคำถามของตนที่ตั้งไว้ก่อนไปเยือนบ้านขุนสมุทรจีนว่า ทำไมพวกเขาถึงไม่ย้าย ซ้ำยังยืนหยัดต่อสู้ธรรมชาติแม้จะดูไม่มีความหวังนัก แล้วก็ได้คำตอบหนึ่งให้แก่ตัวเองว่า ชาวชุมชนก็คงหวาดกลัวต่อความเปลี่ยนแปลงที่พลิกวิถีชีวิตของตนเช่นกันกับเราที่หวาดหวั่นการเดินข้ามสะพานกระดานไม้ แต่แทนที่เขาจะย้ายถิ่นฐานเลี่ยงไปประกอบอาชีพอื่น เขากลับปลุกความกล้าหาญขึ้นพร้อมเผชิญภัยเบื้องหน้า และก้าวต่อไปเขียนประวัติศาสตร์ให้ตนเอง

จากเดิมชั้นเรียนวิชาสิ่งแวดล้อมฯ ของเราตั้งใจจะไปเรียน ไปช่วย และให้กำลังใจชาวบ้าน แต่กลับพบว่าเราเป็นฝ่ายได้รับแรงบันดาลใจอย่างมาก เราได้เดินทางไปรับรู้และเข้าใจเขาอย่างที่เขาเป็น เราได้เข้าใจตนเองจากการเดินทางเข้าสู่ชีวิตด้านใน และเราได้ข้ามสะพานกระดานที่สอนว่า เรานั่นเองคือผู้เลือกข้ามความสะพรึงกลัวที่ตัวเราเองสร้างขึ้นเพื่อไปเปิดโอกาสใหม่ให้ชีวิตของเราได้