เป็นเพื่อน
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม 2555
เชื่อไหมว่าความตั้งใจดีๆ ของเราที่มักจะล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า สามารถลุล่วงและเป็นไปได้ เพียงแค่เรามีใครสักคนเป็นเพื่อน
เมื่อปีกลาย หนุ่มสาวสามคนได้ตกปากรับคำพระท่านว่าจะนั่งสมาธิภาวนาเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงทุกวัน ตลอดช่วงเข้าพรรษาเป็นเวลาสามเดือน
ก่อนหน้านี้ อย่าว่าแต่ครึ่งชั่วโมงเลย แค่สิบนาทีก็ไม่มีทางจะทำสำเร็จ แต่ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทั้งสามคนจะทำได้ทุกวัน บางคนยังคงนั่งภาวนาเป็นประจำต่อเนื่องมากระทั่งทุกวันนี้
หญิงสาวคนเดียวในกลุ่มบอกว่า บางวันเหนื่อยมาก อยากหลับไปเลย แต่พอนึกขึ้นว่า เพื่อนอีกสองคนคงกำลังปฏิบัติภาวนากันอย่างแข็งขันอยู่เป็นแน่ จึงทำให้มีกำลังใจ ในเมื่อคนอื่นยังรักษาสัญญาและยังพยายาม ทำไมเธอจะละทิ้งมันไปเสีย
การมีคนที่ตั้งใจทำอะไรดีๆ เหมือนๆ กัน เป็นเสมือนเพื่อนร่วมเดินทางไกล ทำให้เรามีกำลังใจที่ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่ล้มเลิกง่ายๆ
ในบรรดาแนวทางวิธีที่มีประสิทธิภาพสำหรับการเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ จึงมักมีวิธีว่าด้วยการมีคนใกล้ตัวสนับสนุน ให้กำลังใจ และยิ่งมีผลมากถ้าเป็นคนที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน อยู่ในระหว่างพยายามต่อสู้เอาชนะในเรื่องเดียวกัน
เพราะระหว่างที่เราได้รับกำลังใจจากเพื่อน เขาก็ได้รับสิ่งเดียวกันนี้จากเราเช่นเดียวกัน การเป็นเพื่อนคือต่างฝ่ายได้ช่วยเสริมแรงให้กัน เมื่อคนหนึ่งทำได้ อีกคนก็ทำได้ กลายเป็นทั้งกลุ่มก็ทำได้ทุกคน
ไม่น่าแปลกไจที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่าทำไมอาสาสมัครจึงชวนกันไปเป็นกลุ่ม เช่นเดียวกับเรื่องจิตตปัญญาหรือการเรียนรู้เข้าใจตัวเองเพื่อพัฒนาจิต ยิ่งต้องการเพื่อนร่วมทางผู้ร่วมเรียนรู้ไปพร้อมกัน แม้ในบางรูปแบบเป็นการอยู่วิเวก เช่น นิเวศน์ภาวนา ก็ยังต้องการกลุ่มแลกเปลี่ยน แบ่งปันประสบการณ์ที่แต่ละคนได้พบในใจ หรือประสบการณ์ในมิติความคิดความรู้สึกที่หลากหลายต่างกันไป ยิ่งได้ฟังจากเพื่อน ยิ่งเป็นการเสริมแรงของการเรียนรู้
แนวคิดหรือความรู้บางเรื่องในจิตตปัญญาศึกษานั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้เรียนจะเข้าใจและเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของการเรียนรู้ถ้าเขาไม่ได้เรียนไปพร้อมกับคนอื่นๆ ในฐานะเพื่อนร่วมเดินทาง เช่น เรื่องนพลักษณ์ ซึ่งว่าด้วยคุณลักษณะพื้นฐานและพฤติกรรมเก้าแบบที่แต่ละบุคคลมีและแสดงออกต่างกัน ลำพังการเรียนโดยลำพังย่อมจดจำเนื้อหาโครงสร้างความรู้นั้นได้ แต่ความเข้าใจในบุคคลอื่นที่เข้าถึงหัวใจของเราและเขา จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเพื่อนร่วมเรียนรู้ ผู้วางใจและเปิดใจให้เราศึกษาจากชีวิตและความรู้สึกจริงของเขา ในเวลาเดียวกัน ขณะที่เขาเป็นเพื่อนผู้ให้ เขาก็กำลังได้รับความรู้และความเข้าใจจากเราเช่นกัน
ความเป็นเพื่อนในการเรียนรู้นั้นไม่จำกัดอยู่เพียงการส่งเสริมสนับสนุน ในการเรียนรู้ชีวิต ยิ่งต้องการความเป็นเพื่อนที่มากกว่านั้น เป็นเพื่อนที่กล้าท้วงติง ตักเตือนเรา แม้ว่าในเรื่องที่ขัดใจ หรือทำให้เราไม่สบายใจ เช่น บางครั้งเราความเชื่อที่ยึดมั่นถือมั่นมาก หากไม่มีเพื่อนทำหน้าที่ชี้ให้เห็นว่าเรากำลังติดกับในสิ่งใดอยู่ เราอาจจะไม่มีวันได้แก้โจทย์นี้ในชีวิตตัวเองได้
ความเป็นเพื่อนจึงเป็นหน้าที่สำคัญและยิ่งใหญ่ เป็นเพื่อนที่เหมือนน้ำเปล่าไว้ดับกระหายและให้กำลัง ไม่ต้องมีสีสัน และไม่ทำให้เสพติดเหมือนน้ำหวาน ไม่ใช่แค่อยู่ข้างๆ ทางกายภาพ แต่เป็นผู้ที่ยืนหยัดเคียงคู่กันทั้งในทางจิตใจ และอยู่เคียงข้างประคับประคองกันทางจิตวิญญาณ
หลบตัวเอง
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 20 พฤษภาคม 2555
การอบรมครั้งล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ในช่วงเวลาสุดท้ายของงานที่ไมโครโฟนค่อยๆ ถูกส่งผ่านมือทีละคน แต่ละคนต่างทยอยพูดออกมา ได้บอกขอบคุณกัน เล่าบทเรียนที่ตนเองประทับใจ หรืออะไรก็ตามที่อยากฝากไว้ก่อนจากกัน เป็นช่วงเวลา “เช็คเอาท์” ที่เราจะได้ฟังทุกๆ คน
ช่วงขณะนั้นเอง ผู้ประสานงานจัดอบรมคนหนึ่งรีบลุกผลุนผลันขึ้นออกจากที่นั่งซึ่งอยู่ด้านหลังห้อง เขาหายไปสักพักหนึ่ง และมันอาจใช้เวลานานพอที่ไมโครโฟนนั้นจะถูกส่งต่อให้พูดกันรายคน จนเลยตำแหน่งที่นั่งของเขาไป และหากเขากลับมาหลังจากไมโครโฟนถูกส่งวนจนครบวง เขาคงไม่ต้องพูด เพราะนั่นคือถึงเวลาสรุปของการอบรมครั้งนี้แล้ว
แต่บทสรุปนี้จะสมบูรณ์และภาคภูมิ สำหรับการเดินทางร่วมกันมาได้อย่างไร หากยังไม่ได้มีเราทั้งหมดทุกคนดำรงอยู่ในห้วงเวลานี้ร่วมกัน
เหล่าพี่ๆ ผู้ร่วมดูแลการอบรมครั้งนี้ รีบกวักมือเรียกผู้ประสานงานอีกคน กระซิบกำชับวานให้ออกไปตามตัวเขาให้เจอ และรีบพาเข้าห้องมาให้ทันให้จงได้ สุดท้ายเราก็ได้เขาเข้ามาในห้อง และได้ถือไมโครโฟนนั้นพูดกับทุกคน ชั่วโมงถัดมาหลังการอบรม เป็นเวลาของการสะท้อนหลังจัดกิจกรรม เรานั่งล้อมวงคุยทบทวนถึงการอบรมที่ผ่านมา มีอะไรน่าประทับใจ มีอะไรที่เป็นตัวอย่างดีๆ มีอะไรที่น่าจะปรับพัฒนาอีกได้บ้าง และรวมทั้งสะท้อนประสบการณ์เรียนรู้ที่เกิดขึ้นในตัวเราของเราเอง
ผมใช้โอกาสนี้ถามเขาว่า สาเหตุที่รีบร้อนลุกออกไปก่อนไมโครโฟนมาถึง นั่นเพราะต้องการหลบ จะได้ไม่ต้องพูดช่วงเช็คเอาท์ใช่หรือไม่ เขาก็กล้าหาญเพียงพอที่จะตอบว่า “ใช่” พร้อมอธิบายว่า ด้วยภาระงานจัดการอาหารการกินและอุปกรณ์ประกอบการอบรม ทำให้เขาไม่ได้อยู่ในห้องตั้งแต่ต้น ไม่ได้บอกความคาดหวังในตอนเริ่มงาน เมื่อจะต้องเช็คเอาท์ เขาจึงไม่รู้ว่าจะพูดอะไร
เหล่าพี่ๆ ถึงต้องช่วยเตือนความจำให้ว่าโอกาสของการเช็คเอาท์ คือ เผยอะไรก็ได้ในใจ บอกอะไรก็ได้ที่กำลังคิด หรือกระทั่งบอกสภาวะร่างกาย มีเรื่องให้พูดมากมายในโอกาสนั้น และเป็นพื้นที่แห่งการรับฟังที่ทุกคนสร้างขึ้น การลุกออกไปในตอนนี้ก็เท่ากับการหลบเลี่ยงและไม่ให้เกียรติ
จริงอยู่ว่าเขากล้าหาญพอที่จะยอมรับว่าหลบ แต่นั่นยังไม่มากพอ ความกล้าที่แท้ต้องกล้าเผชิญกับใจตัวเองว่าไม่ได้หลบไมโครโฟน แต่หลบการยอมรับและให้เกียรติตัวเองว่างานสวัสดิการและจัดอุปกรณ์ที่ได้ทำไปนั้นเป็นบทบาทหน้าที่อันทรงคุณค่า เป็นภารกิจที่มีความหมายทำให้การฝึกอบรมนี้ดำเนินไปได้ และการเป็นผู้ประสานงานมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้เข้าร่วมอบรมและวิทยากร
พี่ๆ บอกน้องผู้ประสานงานคนนี้ว่า เราไม่ได้จัดเช็คเอาท์ให้เป็นแค่สัญลักษณ์สื่อถึงความเท่าเทียมและให้เกียรติกัน การเช็คเอาท์จะสมบูรณ์พร้อมก็ต่อเมื่อเราทุกๆ คน ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว ได้แสดงตนในฐานะสมาชิกคนหนึ่งซึ่งมีศักดิ์และมีสิทธิ ที่จะได้รับคำชื่นชม คำขอบคุณ และได้รับการจดจำถึงความสำคัญในการมีอยู่ของเขา
การหลบออกไปนอกวง จึงเท่ากับว่า เราบอกปัดการขอบคุณตัวเอง เท่ากับการปฏิเสธคุณค่าที่เราได้กระทำ และไม่ให้เกียรติกับศักดิ์ศรีที่เรามี เมื่อเราเองละทิ้งมันไปเสียแล้ว เราจะมองเห็นความชื่นชมและจะได้ยินคำขอบคุณจากผู้อื่นได้อย่างไร หากจะหลบครั้งนี้ได้ ครั้งหน้าก็ต้องหลบอยู่ร่ำไป
เรามีคุณค่า ไม่ใช่เพราะตำแหน่ง แต่เรามีคุณค่า เมื่อตัวเรานี่แหละกล้ายอมรับในคุณค่าของงาน และคุณค่าของเราเอง
ตั้งโจทย์ผิด ?

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 29 เมษายน 2555
ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวหลายชิ้นที่น่าสนใจในแวดวงการศึกษา ชวนให้เราฉุกคิดอย่างยิ่งว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นในแวดวงการเรียนรู้ของบ้านเรา ข่าวแรกคือ การประกาศผลคะแนนสอบโอเน็ตในปีนี้ พร้อมรายงานอันดับโรงเรียนที่มีนักเรียนทำคะแนนสอบได้สูงสุด 10 อันดับแรก ซึ่งเป็นที่น่ายินดีและชื่นชมในความสามารถทั้งของนักเรียนและอาจารย์ของโรงเรียนเหล่านั้น แต่ในข่าวเดียวกันนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าตกใจว่า ผลคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั่วประเทศ พากันได้แค่ไม่ถึงครึ่งในทุกวิชา วิชาหลักที่สำคัญเช่นภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ ยิ่งแล้วใหญ่ มีคะแนนเฉลี่ยราวๆ ยี่สิบถึงสามสิบกว่าคะแนนเท่านั้น
ข่าวชิ้นต่อมา เป็นภาพสะท้อนของข่าวแรก มีข้อความพาดหัวข่าวว่า “หอพักโกยเละ !!! เด็กกวดวิชาอื้อ เต็มทุกห้อง รอบอุ๊แลนด์ ค่าเช่าพุ่งทะลุหมื่นบาท” ย่านหอพักที่ว่านี้อยู่บริเวณพญาไท นัยว่าเป็นแหล่งรวมโรงเรียนกวดวิชาสารพัดแห่งในยุคปัจจุบัน ช่วงเสาร์อาทิตย์ใครใช้บริการรถไฟฟ้าคงจะเคยเห็นเด็กวัยรุ่นอายุอานามตั้งแต่ชั้นประถมถึงมัธยม พากันขึ้นลงในสถานีอย่างหนาแน่น ต่างคนต่างหอบหนังสือตำราติดตัวมาทั้งนั้น และอย่างที่ข่าวรายงาน ความต้องการเรียนเสริมเรียนกวดวิชามีมากจนกระทั่งค่าเช่าห้องหอพักแพงขึ้นพรวดพราด
ถ้าไม่อ่านแค่ผ่านๆ หรือปลงไปแล้วว่าโลกก็ต้องดำเนินไปเช่นนี้ล่ะก็ มันก็น่าขบคิดว่าข่าวสองชิ้นนี้กำลังบอกอะไรแก่เรา? บอกว่าการเรียนในยุคปัจจุบันต้องแข่งขันกันสูง หรือบอกว่าประเทศไทยไม่สามารถเปิดโอกาสให้เข้าถึงการศึกษาที่ดีได้ทั้งหมด โรงเรียนดีๆ มีจำนวนน้อยมาก หรือสิ่งที่จะบอกคือ ความรู้ที่นักเรียนไทยได้มาจากโรงเรียนนั้นมันยังไม่เพียงพอสำหรับการเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา
คำตอบอาจจะเป็น “ถูกทุกข้อ” เพราะมันเป็นความจริงที่ทุกคนรับรู้กันอยู่แล้ว ว่าโรงเรียนดีๆ กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ พร้อมกันนั้นก็ดึงดูดเด็กเก่งๆ เข้าไปรวมกัน การศึกษาทุกวันนี้เป็นระบบแพ้คัดออก นักเรียนจึงต้องแข่งขันกันด้วยคะแนน การกวดวิชาจึงเป็นการลงทุนที่ได้ผลสำหรับการแข่งขัน เพื่อช่วยรับประกันให้ได้มากขึ้นว่าจะได้การศึกษาที่ดีในลำดับขั้นต่อไป
แต่ถ้าหากว่าเราตั้งคำถามที่ลึกลงไปในหัวใจของเราอย่างตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ต่อสัญชาตญาณของเราเอง เราอาจพบคำถามในใจว่า “ทำอย่างไร เด็กๆ ทุกคนจะได้เรียนในโรงเรียนดีๆ” หรือ “เด็กที่สอบเข้าไม่ได้ล่ะจะเป็นอย่างไร” และ “เราปล่อยให้สภาพแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร สภาพการเรียนที่เน้นวิชา และการแข่งขันไปทีละระดับขั้น โดยมีความเชื่อหรือความหวังว่า คนที่มีคุณภาพคือคนที่ผ่านการสอบคัดเลือกไปได้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ดูเหมือนจะไม่ดีไปกว่าเดิม ยังคงมีผลคะแนนน้อย และด้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น
เด็กๆ ของเรากำลังเรียนที่จะ “ใช้ชีวิต” แบบไหนกัน? นี่เป็นชีวิตดีๆ อันปกติสุขที่เราจะสอนให้เขาเรียนรู้และยอมรับที่จะอยู่กับมันแล้วใช่ไหม? เราจะต้องจำยอมและปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ใช่ไหม?
ท้ายข่าว ยังมีบทสัมภาษณ์นักเรียนสองคนที่เรียนกวดวิชา คนแรกเรียนพิเศษทุกวัน วันละ 5 ชั่วโมง อีกคนมาจากต่างจังหวัด เข้ามากรุงเทพฯ เพื่อเรียนเสริมทุกปีในช่วงปิดภาคเรียน ทั้งคู่ตอบเหมือนกันว่า ถ้าไม่เรียนจะไม่ทันเพื่อน และเห็นว่าการเรียนกวดวิชาเป็นเรื่องปกติ เพื่อนที่โรงเรียนและใครๆ ก็เรียนกันทุกคน
ส่วนเราที่ดูแลให้เขาเติบโตล่ะ มีใครไม่คิดว่ามันเป็น “เรื่องปกติ” บ้าง?
เหนือความเคารพ

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 22 เมษายน 2555
ในวงพูดคุยกันอย่างเปิดเผยระหว่างอาจารย์และนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เราสนทนากันถึงสภาพการเรียนการสอนในปัจจุบันที่นักศึกษาถูกกดดันให้เรียนเยอะๆ มีเนื้อหามาก มีรายงานให้ทำมาก อีกทางหนึ่ง อาจารย์ก็ถูกกดดันให้สร้างงานวิจัยได้มากๆ และต้องจัดการกับสารพัดเอกสารกำกับมาตรฐานการสอนที่ให้กรอกกันได้ตลอดทั้งปี
แต่ที่นี่ เราไม่ได้มาบ่น ระบาย หรือถอดใจกับระบบการศึกษา เรากำลังช่วยกันค้นหาว่าจะทำให้ชั้นเรียนมีความสุข และเป็นการเรียนรู้ที่ดี ทั้งกับนักศึกษาผู้เรียน และอาจารย์ผู้สอนได้อย่างไร
มีคำถามน่าสนใจไม่น้อยออกมาจากเพื่อนอาจารย์ที่ร่วมวง บางคำถามเกี่ยวกับการจัดการเวลา เช่น “จะสอนให้สนุกและทันตามเวลาที่กำหนดได้อย่างไร ในเมื่อมีเนื้อหาเยอะมาก”, “นักศึกษามาสาย ควรจะทำอย่างไรดี” และ “จะพัฒนาทักษะการสอนแบบ Team Teaching ได้อย่างไร” แต่มีคำถามหนึ่งซึ่งสะกิดใจพวกเราทุกคนคือ “ทำอย่างไรนักศึกษาถึงจะมี Respect ต่ออาจารย์”
น่าสนใจ! เราต่างสบตากัน หลายคนคิดไปถึงเรื่องของท่าที สีหน้า การพูดจา ความแตกต่างระหว่างวัย การแสดงพฤติกรรมที่มีความคาดหวังต่างกัน เหมือนจะเป็นเรื่องที่รู้ๆ กันอยู่ว่านักศึกษาในรุ่นหลังๆ มานี้มีท่าทีพฤติกรรมผิดแผกไปจากเดิมมาก จะว่าอ่อนโยนนอบน้อมน้อยลงก็ว่าได้
ผู้ดำเนินการสนทนาหันไปทางนักศึกษาหญิงชายสี่ห้าชีวิตในวงสนทนา ถามพวกเขาว่า ได้ยินคำถามนี้แล้วมีอะไรอยากจะตอบหรือบอกอาจารย์ไหม? ปรากฏว่านักศึกษาก็ไม่รีรอที่จะเอ่ยปากพูด เพียงยังไม่ตอบ แต่กลับจะขอถามอาจารย์ก่อนว่า เห็นนักศึกษาไม่เคารพนั้น เป็นอาการหรือกริยาแบบไหน อยากให้อาจารย์ยกตัวอย่าง เพราะตนเองเชื่อว่าโดยพื้นฐานแล้วพวกเรารักและเคารพอาจารย์ทุกคนเสมอ ถึงตรงนี้ทุกคนยังคิดว่าเป็นเรื่องท่าทีในการแสดงออก
อาจารย์คนหนึ่งยกมือขอตอบ พร้อมเฉลยว่าตนเป็นเจ้าของคำถาม และอยากอธิบายให้ชัดเจนถึงคำว่า Respect ที่เราเปลี่ยนมาใช้คำว่า “เคารพกัน” นั้น เธอไม่ได้นึกถึงเรื่องของการไหว้ หรือการแสดงคำทักทายอย่างนอบน้อมต่ออาจารย์ สิ่งที่เธอนึกถึงจริงๆ คือ การทำงานของนักศึกษา การที่ส่งรายงานมาให้แล้วเต็มไปด้วยคำสะกดผิด การใช้อีเมลส่งงานให้อาจารย์ แต่ไม่มีคำขึ้นต้นลงท้าย ยิ่งกว่านั้นบางรายส่งอีเมลโดยแนบมาแต่ไฟล์มา ไม่เขียนข้อความใดๆ มาในเมลนั้นเลย
ทุกคนในวงทั้งเพื่อนอาจารย์และลูกศิษย์เมื่อได้ยินแล้วต่างก็นิ่งไป เพราะความหมายของคำว่าเคารพในที่นี้ ไม่ใช่แค่มารยาทการแสดงออกทางสังคมแล้ว แต่เป็นเรื่องการมีความประณีตและเอาใจใส่พิถีพิถันในรายละเอียดของการกระทำของตนเอง สิ่งที่เรารักและตั้งใจ เรายิ่งต้องใส่ใจทำให้ดี ไม่ใช่สักแต่ว่าทำใช่ไหม กรณีที่นักศึกษาทำงานแบบนี้มาส่งหมายถึงเขาไม่เคารพอาจารย์หรือเปล่า?
ยิ่งเราแต่ละคนถามตัวเองกลับ ยิ่งทำให้เราได้คำตอบร่วมกันว่า นั่นไม่ใช่ใช่เพียงแค่การเคารพกัน ไม่ใช่แค่การเคารพอาจารย์ แต่มันเป็นการแสดงถึงความเคารพในตนเอง การให้เกียรติกับผลงานของตัวเอง เป็นความภาคภูมิใจในผลงานของตน และเป็นความพิถีพิถันในการใช้ชีวิต
การคุยเรื่องนี้ ได้เผยให้เราเห็นความรักและความงามในการเรียน ทำให้นักศึกษาได้เห็นว่าเขาไม่ได้ถูกสอนแค่เนื้อหาวิชา แต่อาจารย์ยังพยายามสอนให้เขาเชื่อมั่นและเคารพนับถือในตัวเอง สอนให้เขาประณีตใส่ใจในชีวิต หากเรามองอย่างด่วนตัดสินกันโดยผิวเผิน ก็จะเห็นแค่วิธีการที่ต่างกันของคนต่างวัย มองข้ามความหมายที่แท้จริงไปอย่างง่ายดาย และน่าเสียดาย
จิตอาสามืออาชีพ

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 1 เมษายน 2555
วันที่ 1 เมษายน 2555 อาจจะมีความหมายต่างกันไปสำหรับแต่ละคน มันอาจจะเป็นวันแรกของเดือนที่ยังมีเงินอยู่เต็มกระเป๋า เป็นวันที่ห้างสรรพสินค้าจัดโปรโมชั่นลดราคา หรือเป็นวันเล่นโกหกอำกันในระดับสากล (April Fools Day) กระทั่งมันอาจเป็นเพียงแค่อีกวันทั่วไป ไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไร
แต่สำหรับคนกลุ่มหนึ่ง วันนี้เป็นโอกาสที่พวกเขาได้บอกกับสังคมไทยว่า จงอย่าได้ลืมเลือนคุณค่าของน้ำใจและพลังความตั้งใจที่พวกเรามอบให้แก่กันในตลอดช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยาก ช่วงเวลาแห่งพิบัติภัย ทั้งสึนามิ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหาอุทกภัยที่ผ่านมา
วันนี้ พวกเขาชักชวนให้เราออกจากบ้านไปยังอุทยานเบญจสิริ เพื่อร่วมงาน “ตลาดนัดอาสาสมัคร” (Volunteer Street Fair) เป็นงานที่รำลึกถึงความตั้งใจและน้ำใจที่พวกเราเคยให้กันและกัน จนผ่านวันเวลาทุกข์นั้นมาถึงวันนี้
เราอาจคิดว่าเป็นเพราะมีภัยมา เราจึงต้องช่วยเหลือกันไปตามสภาพ จะหวังพึ่งความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐก็คงไม่ทันการณ์เป็นแน่ เราอาจแค่คิดว่าเพราะเผชิญทุกข์ด้วยกัน ใจของพวกเราส่วนใหญ่จึงถูกปลุกเร้าให้เกิดเมตตาและกรุณา เป็นจิตอาสา ถึงแม้จะตกเป็นผู้ประสบภัยแต่ก็ยังพาตัวเองออกไปกู้ภัย ไปทำอาหารกล่อง ไปแพ็คกระสอบทราย ไปบรรจุถุงยังชีพ และไปช่วยสุนัข
แต่มันยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่มากกว่านั้น แม้วันนี้จะไม่มีภัยใดๆ เราก็ยังสามารถหยิบยื่นน้ำใจให้กันได้ และควรอย่างยิ่งที่จะเตรียมตัวเองให้พร้อมทั้งกายทั้งใจ การช่วยเหลือดูแลกันจึงจะเกิดประโยชน์ถ้าเรา “พร้อม”
จิตอาสาอาจถูกกระตุ้นขึ้นเมื่อประสบภัย แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เราต้องรอ เราบ่มเพาะใจและพัฒนาตัวเองให้พร้อมอยู่เสมอได้
ดังนี้ นอกจากพื้นที่ในอุทยานเบญจสิริจะมีนิทรรศการเล่าเรื่อง ให้ความรู้ บันทึกความทรงจำที่ผ่านมาแล้ว ยังเปิดโอกาสให้อาสาสมัครได้พบปะกัน ทั้งคนที่ทำงานอยู่ในองค์กรพัฒนาสังคมด้านต่างๆ และคนที่รวมกลุ่มกันขึ้นมาเองเป็นอาสาด้วยใจ ที่สำคัญคือมีพื้นที่ให้ลงมือเพื่อเตรียมตัวเองให้พร้อมใน 3 ฐาน คือ 1.ฐานหัว พร้อมในทักษะเนื้อหาความรู้ของการเผชิญหน้าปัญหาและการกู้ภัย 2. ฐานใจ ฝึกการรับฟัง "ด้วย" ใจ และ 3.ฐานกาย คือพร้อมในการได้ฝึกลงมือทำ
อาสาสมัครที่เตรียมความพร้อมในฐานหัว จะได้ทำความเข้าใจในแนวทางการปฐมพยาบาล ได้รู้ทักษะการเอาตัวรอด การรับมือกับอันตราย วิธีการพายเรือ และการทำงานร่วมกันกับผู้อื่น ส่วนความพร้อมในฐานใจ จะได้รู้จักโยคะที่ปรับสมดุลใจกับกาย ฝึกการรับฟังด้วยใจ และการใช้สุนทรียสนทนา รวมทั้งกระบวนการศิลปะในการสะท้อนสภาวะใจ ส่วนความพร้อมฐานกาย เราจะได้ฝึกปฏิบัติการลงมือทดลองทำข้าวของเครื่องใช้ที่จะสู้กับภัยพิบัติ เช่น เสื้อชูชีพที่ทำจากขวดพลาสติก อุปกรณ์กันหนาว การคัดแยกรีไซเคิลขยะ และทำน้ำหมักชีวภาพ
หากจะมีใครบอกว่า การเตรียมอาสาสมัครให้พร้อมรับมือกับมหาภัยทั้งหลายที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ นั้นไม่สามารถจะทำเพียงแค่นี้ได้ พวกเขาก็คงจะยิ้มให้ และตอบอย่างมั่นใจและภาคภูมิใจว่า ความพร้อม เป็นเรื่องที่สมควรเริ่มเดี๋ยวนี้ ได้รู้เดี๋ยวนี้ ถึงจะทำได้เล็กๆ แต่ก็ได้จุดประกายว่า เราจะเป็นอาสาสมัครที่ไม่ใช่มือสมัครเล่น เราจะเตรียมพร้อมกันเพื่อรับมือกับภัย
วันนี้จึงเป็นวันที่มีความหมาย เป็นวันของความมุ่งมั่นตั้งใจโดยคนกลุ่มเล็กๆ ที่มองไกลไปถึงวันที่สังคมไทยฝ่าฟันจนพ้นภัยไปด้วยกันในงาน 'ตลาดนัดอาสาสมัคร' www.volunteerspirit.org
Subscribe to:
Posts (Atom)
Blog Archive
Labels
- กาย-ใจ (37)
- จิตตปัญญา (32)
- จิตตปัญญาศึกษา (20)
- reflection (9)
- movie (8)
- สุนทรียสนทนา (6)
- นพลักษณ์ (4)
- book (3)
- การเมือง (3)
- jitcinema (2)
- leadership (2)
- Twitter (1)
- event (1)
- management (1)
- story (1)

