<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031</id><updated>2012-01-29T06:00:04.962+07:00</updated><category term='story'/><category term='กาย-ใจ'/><category term='movie'/><category term='reflection'/><category term='Twitter'/><category term='นพลักษณ์'/><category term='jitcinema'/><category term='สุนทรียสนทนา'/><category term='การเมือง'/><category term='จิตตปัญญา'/><category term='event'/><category term='จิตตปัญญาศึกษา'/><category term='book'/><category term='leadership'/><category term='management'/><title type='text'>K n o o m 's p l a y g r o u n d</title><subtitle type='html'>Remember remember and never forget,&lt;br&gt; 
All of your life has all been a test.&lt;br&gt;
You will find the gate that's open,&lt;br&gt;
Even though your spirit's broken.</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>70</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-6213663776962489230</id><published>2012-01-29T06:00:00.000+07:00</published><updated>2012-01-29T06:00:04.992+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>เรียนชีวิต</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-_EDmNT7Swrk/Tx48_j9UHhI/AAAAAAAADN8/Io3fbcqDk-4/s1600/G.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 234px;" src="http://3.bp.blogspot.com/-_EDmNT7Swrk/Tx48_j9UHhI/AAAAAAAADN8/Io3fbcqDk-4/s320/G.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5701061240979463698" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 29 มกราคม 2555&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่า นักศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ผ่านการแข่งขันสอบเข้าเรียนในระดับประเทศมาแล้ว น่าจะเป็นคนที่เพียบพร้อมในคุณสมบัติ มีความเข้าใจและใช้หลักเหตุผลในการดำเนินชีวิต รวมทั้งมีโอกาสดีในการเลือกประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ความจริงที่เราพบในชั้นเรียนหนึ่งของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ในคณะและภาควิชาทางสายวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของประเทศไทยเรานั้น กลับสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดไว้นั้น สามารถเป็นจริงได้เพียงแค่ครึ่ง หรืออาจจะเพียงส่วนเดียว ส่วนที่วัดผลและแสดงได้ด้วยค่าคะแนนเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักศึกษาเหล่านี้เกือบทั้งหมดล้วนเป็นผู้ที่มีสติปัญญา ต่เป็นความจริงอีกเช่นกันว่า เขาสามารถทำได้ดีเพียงการสอบผ่านไปตามระบบห้องเรียนเท่านั้น  ส่วนการเรียนรู้ชีวิตนั้นกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งนี้อาจเป็นสภาพการณ์จริงที่เรารู้กันดี หรือว่าเราตกอยู่ในสภาพจำยอมเสียด้วยซ้ำ เพราะไม่เห็นว่าการเรียนที่ดีกว่านั้นจะเป็นไปได้อย่างไร แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในชั้นเรียนหนึ่ง ได้บอกเราว่ามันเป็นไปได้ อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ทว่ายิ่งใหญ่สำหรับการใช้ชีวิต &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังเช่นนักศึกษาหญิงคนหนึ่ง เธอมีเกรดเฉลี่ยสะสมในระดับดีใช้ได้ ความประพฤติสุภาพเรียบร้อย แต่เธอพบว่า แม้ตัวเองจะจากบ้านต่างจังหวัดมาเรียนได้ไม่กี่ปี แต่กลับรู้สึกผูกพันกับถิ่นฐานบ้านเกิดน้อยลง ถึงแม้กลับบ้านเกิดก็ให้เวลาคุยกับคุณตาคุณยายเท่าที่จำเป็นเพราะที่ผ่านมาคุยกันไม่รู้เรื่องบ้าง รำคาญบ้าง  ชั้นเรียนนี้ทำให้เธอกลับไปใช้เวลาฟังท่านทั้งสองอย่างเต็มใจและเต็มที่  เธอได้ความรักความเข้าใจกลับมา เพิ่งรู้และเข้าใจด้วยหัวใจ ว่าทั้งตาและยายได้ใช้ความพยายามมากเพียงไรในตลอดเวลาที่ผ่านมาเพื่อจะได้เข้าใกล้ และเข้าใจในตัวหลานสาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักศึกษาชายอีกคนหนึ่ง เขาเพิ่งค้นพบความสามารถพิเศษในตัวเอง ว่าความสัมพันธ์กับครอบครัวและคนรักนั้นดีขึ้น เบาสบายขึ้น และทำให้คนอื่นเข้าใจเขามากขึ้นได้  เพียงแค่เขากล้าเปิดเผยความรู้สึก และยอมให้ผู้อื่นรับรู้  จากเดิมที่ใช้เหตุผลยกมาอธิบาย แต่กลับปิดบังความรู้สึกเอาไว้  หลายครั้งที่ผ่านมา คนรักยอมรับในเหตุผลที่เขาใช้ แต่ไม่ได้ทำให้ทั้งคู่เข้าใจกันจริงๆ  เมื่อเขาเผยความรู้สึกให้รับรู้นั้น เธอบอกเขาว่า การคุยกันครั้งล่าสุดแค่ชั่วโมงกว่าแต่เธอกลับได้รู้จักและเข้าใจเขาขึ้นอีกมากกว่าที่เคยเป็นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกกรณีหนึ่ง นักศึกษาชายผู้กำลังจะสำเร็จการศึกษา แต่ตัวเองกลับหมดความกระตือรือร้นสนใจในการศึกษาต่อระดับปริญญาโท ทั้งที่เคยชอบและศรัทธาในวิทยาศาสตร์มาตลอด ตอนนี้รู้สึกผิดหวังและเห็นว่ามันไม่สามารถให้ความเข้าใจในชีวิตของเขาได้  เขาเปิดเผยเรื่องนี้ในชั้นเรียน และเลือกเริ่มต้นใหม่ในเส้นทางที่แตกต่างเพื่อค้นหาตัวเองให้พบ รวมทั้งเสาะหาแรงบันดาลใจและศรัทธาที่หายไปให้กลับคืนมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สามกรณีนี้กำลังบอกเราว่า ลำพังสถาบันการศึกษาหรือผลคะแนนไม่สามารถประกันได้เลยว่าจะทำให้คนๆ หนึ่งรู้จักและเข้าใจชีวิตของตนเอง  การเรียนรู้ที่ยึดเกณฑ์วัดประเมิน มันไม่อาจสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างความรู้กับความรักได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่เกิดขึ้นกับทั้งสามคนนี้มิได้เป็นความมหัศจรรย์  แต่ต้องใช้ความเข้าใจของทั้งผู้สอนและผู้เรียนร่วมกัน ว่ากล้าที่จะเรียนในแบบที่แตกต่างจากการทำตามๆ กันไป  รวมถึงการใช้ทั้งสมองและหัวใจในการเรียนรู้ชีวิตไหม&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-6213663776962489230?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/6213663776962489230/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2012/01/blog-post_29.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/6213663776962489230'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/6213663776962489230'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2012/01/blog-post_29.html' title='เรียนชีวิต'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-_EDmNT7Swrk/Tx48_j9UHhI/AAAAAAAADN8/Io3fbcqDk-4/s72-c/G.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-1604781548080607964</id><published>2012-01-22T06:00:00.000+07:00</published><updated>2012-01-22T06:00:02.012+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>เล่นสี</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-BtoCerEgSHA/Twqh39Hpy0I/AAAAAAAADLk/uYjQA3Oih4Y/s1600/I.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 243px;" src="http://1.bp.blogspot.com/-BtoCerEgSHA/Twqh39Hpy0I/AAAAAAAADLk/uYjQA3Oih4Y/s320/I.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5695542661434952514" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 22 มกราคม 2555&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ใครไม่ได้จับสีมานานกว่าหนึ่งปีแล้วบ้าง?” นี่เป็นคำถามที่เรามักตั้งขึ้นหลังจบกิจกรรมวาดภาพศิลปะในการอบรมการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาศึกษา และเรามักพบว่าผู้เข้าร่วมจำนวนราว 30 คนนั้น มีเกินกว่าครึ่งที่ยกมืออย่างพร้อมเพรียงกัน ยิ่งกว่านั้นเมื่อถามว่า “แล้วคนที่ไม่ได้จับสีมานานเกินสิบปีล่ะ?” จำนวนมือที่ชูอยู่ก็ดูจะไม่ได้ลดลงสักเท่าไรเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เข้าร่วมหลายต่อหลายกลุ่มนี้ แม้อาจอยู่กันคนละแวดวง เช่น ราชการ เอกชน หรือกระทั่งเป็นครูอาจารย์ ต่างมีคุณลักษณะบางอย่างคล้ายกัน นั่นคือเป็นผู้มีวัยวุฒิ มีตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบสูง ยิ่งเป็นระดับผู้บริหารยิ่งมีโอกาสยกมือตอบรับต่อคำถามนี้มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อชวนซักถามพูดคุยกันต่อก็มักจะพบว่า สาเหตุที่ทำให้ไม่ได้หยิบสีมาระบายหรือวาดภาพอะไรเลยมาอย่างยาวนาน เป็นเพราะไม่มีเวลา และงานที่ทำอยู่ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลยกับศิลปะ  น่าแปลกใจว่า แม้กระทั่งคนที่มีลูกวัยอนุบาลที่ได้จับสีขีดเขียนตลอดเวลา แต่ตัวเองกลับไม่เคยได้ลงไปวาดอะไรเล่นกับลูกเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งสอบถามค้นกันให้ลึกลงไปอีก ยิ่งได้คำตอบที่ออกมาจากความคิดความรู้สึกภายในของแต่ละคนมากขึ้น จากคำตอบเดิมคือเรื่องเงื่อนไขเวลาและงานไม่เอื้ออำนวย มาเป็นความไม่ชอบส่วนตัว รู้สึกว่าตัวเองทำงานศิลปะได้ไม่ดี หรือแม้แต่เป็นคนวาดรูปไม่สวย  ความรู้สึกเหล่านี้มักมีที่มาจากการเรียนในวัยเด็ก มีที่มาจากการถูกให้คะแนน ถูกประเมินฝีมือศิลปะโดยมีเกณฑ์สำหรับให้เกรด ถูกสอนจนเข้าใจไปว่าศิลปะเป็นงานขั้นสูงสำหรับผู้เชี่ยวชาญและมีพรสวรรค์เท่านั้น  โดยไม่รู้ตัว เราจึงค่อยๆ ซึมซับรับเอาเรื่องในอดีตนี้มาสร้างเป็นตัวตนในปัจจุบันของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลายเป็นเราประเภทที่เชื่อว่า “เมื่อฉันวาดรูปไม่เก่งไม่สวย ฉันจึงไม่วาด ฉันจึงไม่ชอบศิลปะ และฉันถนัดทำอย่างอื่นได้ดีกว่า เก่งกว่า” &lt;br /&gt;ความจริงแล้วมันไม่ผิดเลยที่เราจะคิดอย่างนี้ หรือเชื่ออย่างนี้  เพราะเราแบบนี้ก็ยังเติบโตมาและมีการมีงานอันมั่นคง ประสบความสำเร็จในชีวิตได้  เพียงแต่การตัดศิลปะออกจากชีวิต มันจะทำให้เราเสียโอกาสการได้เข้าใจตัวเองไป และพลาดการใช้มันในฐานะเครื่องมือหรือวิธีการในการเรียนรู้ตัวเองไปอย่างน่าเสียดาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยมากแล้วพวกเราที่มีตำแหน่งความรับผิดชอบสูง ต้องทำงานบริหาร เราต้องใช้การคิด การจดจำ และการวิเคราะห์ เป็นทักษะหลักในการทำงานและการเรียนรู้  อีกทั้งทักษะเหล่านี้ เราก็ได้ฝึกมามากแล้วในโรงเรียน ยิ่งระบบกวดวิชายิ่งหนัก ออกจะมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ  ศิลปะจึงมาช่วยเปิดความสามารถอีกด้านของเรา  ไม่ใช่เรื่องของความเก่งหรือเหนือกว่า  แต่มันสร้างจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ การเปิดเผยอารมณ์  การเข้าใจและยอมรับความรู้สึก&lt;br /&gt;บางคนพอมาเจอกิจกรรมให้จับสีเขียนภาพตามใจชอบ จึงรู้สึกเกร็ง กดดัน เพราะมีความคาดหวังในใจ  พลอยไม่ได้พบอะไรนอกจากนี้  แต่บางคนได้ทำไปตามใจจริงๆ ก็สนุกไปกับสีได้โดยไม่รู้ตัว พร้อมกับเห็นว่าภาพที่วาดมันบอกอะไรในตัวเองออกมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเราเองนั้น ต่างจากเรียนเฉพาะเรื่องที่มุ่งสู่ความชำนาญเฉพาะด้าน  เพราะตัวเราไม่ได้มีมิติเดียวฉันใด การรู้จักเข้าใจตัวเองอย่างแท้จริงยิ่งต้องอาศัยทักษะที่สมดุลรอบด้านฉันนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองปล่อยวางความเชื่อเดิม และความคาดหวังเก่า ว่าศิลปะเป็นงานของศิลปิน หรือว่าศิลปะที่ดีจะต้องสวยแบบไหน ปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ออกไปจากใจเสียก่อน  แล้วอนุญาตให้เราได้สนุกเพลิดเพลินและเอาใจใส่กับสีและเส้น เหมือนเช่นที่เราเพลินในความคิด หรือสนุกในการวิเคราะห์ข้อมูล  &lt;br /&gt;เริ่มต้นด้วยการเปิดประตูที่เราเคยปิดไปแล้วในอดีตขึ้นมาใหม่  หมั่นสังเกตตัวเอง แล้วลองดูว่าประตูที่ชื่อศิลปะแบบเราสำหรับเราจะเปิดให้เราไปพบอะไรในตัวเราเองอีกบ้าง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-1604781548080607964?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/1604781548080607964/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2012/01/blog-post_22.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/1604781548080607964'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/1604781548080607964'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2012/01/blog-post_22.html' title='เล่นสี'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-BtoCerEgSHA/Twqh39Hpy0I/AAAAAAAADLk/uYjQA3Oih4Y/s72-c/I.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-104008654697463261</id><published>2012-01-08T14:00:00.002+07:00</published><updated>2012-01-09T15:09:05.124+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>โอกาสการเรียนรู้</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/-_oLsDvyV6So/Tvl1cNoouHI/AAAAAAAADIE/_7vjQ4Bw7Ls/s1600/B.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://4.bp.blogspot.com/-_oLsDvyV6So/Tvl1cNoouHI/AAAAAAAADIE/_7vjQ4Bw7Ls/s320/B.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5690708731716221042" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 8 มกราคม 2555&lt;br /&gt;&lt;font color=red&gt;***ฉบับตีพิมพ์ได้ระบุชื่อผู้เขียนผิดพลาด***&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในการจัดอบรมหลายครั้ง มักมีเรื่องมาเล่ากันขำๆ ว่า บรรดาผู้บริหารองค์กรทั้งหลายอาจได้ชื่อว่าเป็นผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา ด้วยว่าแต่ละท่านต่างมีภารกิจการงานมาก กระทั่งไม่สามารถมาเข้าการฝึกอบรมในเรื่องที่ตนเองสนใจได้ บางคนถึงจะมาได้ ก็ต้องเดินเข้าเดินออกไปรับโทรศัพท์ ถึงปิดเครื่องไว้ยังมิวายมีเจ้าหน้าที่หอบเอกสารเป็นตั้งจากสำนักงานมาให้ลงนามถึงในห้องอบรมจนได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;เวลา&lt;/span&gt;จึงเป็นปัจจัยจำกัดสำคัญประการแรกที่เราทุกคนมีเท่ากัน สุดแท้แต่ใครจะจัดสรรโอกาสการเรียนรู้ให้แก่ตนเองได้มากน้อย แต่ลงท้ายเวลาที่ว่าก็ยังไม่เคยมาถึง งานอบรมหลายหลักสูตรหลายหนที่ได้ไป จึงมักเป็นงานที่จำเป็นต้องไป เพราะหัวหน้าสั่ง เพราะเป็นนโยบาย เพราะฝ่ายบริหารบุคคลจัดให้ หรือไม่ก็เพราะเป็นขั้นตอนวิธีทำงานใหม่ กลายเป็นว่าจำใจไป การเรียนรู้ที่ดีที่ย่อมเกิดขึ้นจากความสมัครใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ความตั้งใจ&lt;/span&gt;จึงเป็นปัจจัยสำคัญประการที่สอง  เป็นการตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพียงแค่พยายามตั้งใจเรียน เมื่อเริ่มที่ใจ ส่วนอื่นๆ ก็ตามมา สมองก็เปิดรับ ความคิดก็โลดแล่น ความตั้งใจนี้ยังอาจเรียกในชื่ออื่น หรือมีอีกหลายมิติ ในแง่หนึ่งคือความศรัทธาในการเรียน ความศรัทธาต่อตัวผู้สอน การตั้งใจมั่นที่จะแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง  หากมีความตั้งใจเป็นฐานพลัง เราอาจเพิ่มโอกาสข้ามเงื่อนไขข้อจำกัดที่บอกตัวเองว่าเราไม่มีเวลาก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งสำคัญประการที่สามคือ &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;กัลยาณมิตร&lt;/span&gt; อันเป็นบุคคลแวดล้อมเรา  เขาควรเป็นกำลังหลักคอยตักเตือนให้เราไม่หลงทางสู่การทำลายทำร้ายตัวเอง กล้าสะท้อนให้เราเห็นตัวเองที่แท้เหมือนกระจกเงา  และเขาควรทำหน้าที่ประหนึ่งน้ำเปล่าที่ดับกระหาย แต่ไม่ทำให้เราเสพติด ใครที่เอาแต่เยินยอหรือสอพลอเรา เขานั้นเป็นเหมือนน้ำหวานหรือสุรา ขาดเมื่อไหร่ก็กระวนกระวายใจไม่เป็นสุข ทั้งไม่ช่วยถนอมรักษาสุขภาพของตัวเราเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจัยช่วยให้เราได้มีโอกาสการเรียนรู้เข้าใจตัวเอง เท่าทันต่ออคติในใจ ละวางอัตตาและลดละกิเลสได้ ย่อมไม่ได้มีเพียงสามสิ่งนี้เท่านั้น  แต่มักจะพบว่าการอบรมใดก็ตามที่ผู้เข้าร่วมต่างมาด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ พร้อมให้เวลาเต็มที่ และมีเพื่อนร่วมอบรมที่สนับสนุนการเรียนรู้ไปด้วยกันนั้น มักเป็นการอบรมที่รับประกันได้ว่าจะเกิดประโยชน์อันสูงสุดต่อทุกคน  แต่โอกาสดังว่าก็ใช่จะจำกัดแค่ในห้องอบรมหรือห้องเรียน แม้ในชีวิตประจำวัน เราก็หมั่นหาโอกาสของการเรียนรู้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งการให้เวลา มีความตั้งใจ และได้กัลยาณมิตร สามสิ่งนี้ทำให้เราเปิดโอกาสการเรียนรู้ได้ในทุกๆ วัน เหมือนการตั้งเข็มทิศให้ถูกทาง มีคนคอยประคับประคองหรือช่วยชี้นำทางบ้าง และให้เวลาแก่การเดินทางนี้อย่างเต็มที่  เราก็จะมีสายตาใหม่ให้แก่เหตุการณ์ที่เหมือนจะซ้ำๆ คล้ายๆ กัน ว่ามันย้อนกลับมาให้เราได้เห็นตัวเอง เห็นรูปแบบความคิดการกระทำเดิมๆ ที่เราทำจนเป็นนิสัย และมันได้ปิดกั้นเราจากการไปให้ไกลกว่าที่เป็นอยู่อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักศึกษาชายคนหนึ่งไม่เคยสนใจหมาแมว และเลี่ยงหนีทันทีที่พบ แต่เมื่อได้แลกเปลี่ยนกับเพื่อนจึงเห็นว่านี่ต้องมีประเด็นอะไรสักอย่างแน่  เขาจึงให้เวลาตัวเอง หาโอกาสยอมไปเป็นอาสาสมัครดูแลสุนัขและแมวจรจัด จนกระทั่งพบว่าตัวเองยื่นมือไปลูบหัว และยิ้มให้มันโดยเขาไม่ทันคิด เหมือนได้มิตรภาพใหม่ ได้เห็นโลกอีกใบ และเพิ่มความเป็นไปได้ใหม่ให้ตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเรียนรู้เกิดขึ้นกับเราได้ทุกขณะ และสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้ ขึ้นอยู่ที่ว่าเราพร้อมเปิดโอกาสให้แก่ตัวเองเพียงไร&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-104008654697463261?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/104008654697463261/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2012/01/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/104008654697463261'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/104008654697463261'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2012/01/blog-post.html' title='โอกาสการเรียนรู้'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-_oLsDvyV6So/Tvl1cNoouHI/AAAAAAAADIE/_7vjQ4Bw7Ls/s72-c/B.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-1013728706044907447</id><published>2011-12-25T07:00:00.002+07:00</published><updated>2011-12-26T16:11:35.824+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>งานนอกงานใน</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-4EN_cb-XQGg/Tvg6Oe72zQI/AAAAAAAADG0/GoqKpWi2Yh4/s1600/A.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 228px;" src="http://2.bp.blogspot.com/-4EN_cb-XQGg/Tvg6Oe72zQI/AAAAAAAADG0/GoqKpWi2Yh4/s320/A.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5690362149679320322" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 25 ธันวาคม 2554&lt;br /&gt;&lt;font color=red&gt;***ฉบับตีพิมพ์ได้ระบุชื่อผู้เขียนผิดพลาด***&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานอาสาสมัครสามารถเป็นหนึ่งในกระบวนการพัฒนาจิตใจได้ ในเวลาเดียวกันยังเป็นทั้งการฝึกทักษะการทำงานและการสื่อสารอีกด้วย  แต่โดยมากเรามักมองผิวเผินและเห็นแต่เพียงเรื่องการลงแรงทำงาน การระดมพลในงานที่เร่งด่วนและขาดแคลนคนทำงาน หรือเป็นเพียงเรื่องงานเฉพาะหน้าตามความสนใจของคนที่พอจะปลีกเวลาจากภารกิจหลักของชีวิตได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในจิตตปัญญาศึกษาใช้คำเรียกขานที่ขับเน้นประเด็นมากขึ้นว่า 'จิตอาสา' เพื่อย้ำว่ากิจกรรมอาสาสมัครสามารถเป็นกระบวนการเรียนรู้ตนเองสู่การพัฒนาจิตวิญญาณ ได้มากเทียบเท่ากับกระบวนการอื่น ไม่ว่าจะเป็นจิตตศิลป์ สุนทรียสนทนา หรือการบริหารกายบริหารจิต ซึ่งต่างเป็นเครื่องมือหรือการปฏิบัติ (Practices) อันมีจุดเน้นและคุณลักษณะที่เหมาะสมสอดคล้องกับบุคคลและสถานการณ์เงื่อนไขต่างกันไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนที่เห็นได้ชัดเจนจากรูปแบบกิจกรรมคือ มีการจัดเตรียมความพร้อมของใจก่อนทำงาน ให้มีความคาดหวังที่ถูกต้อง ไม่มุ่งเพียงผลลัพธ์ของงาน และเปิดใจรับไม่ว่าจะเกิดอะไรที่ขัดใจหรือกระทบกระเทือนใจในระหว่างงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสะท้อนประสบการณ์หลังเสร็จสิ้นงานแล้วก็สำคัญเทียบเท่ากัน โดยดำเนินไปอย่างผ่อนคลาย ไม่ยึดถือคำตอบอะไรในใจเอาไว้ล่วงหน้า  สิ่งที่สะท้อนนั้นเป็นได้ทั้งการเล่าเรื่อง การเผยความรู้สึก และบทเรียนจากการตกผลึกในใจของแต่ละคน ช่วงของการสะท้อนบทเรียนอาสาสมัครเป็นเสมือนการเสริมแรงการเรียนรู้ให้แก่กันและกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางคนมีฐานการเรียนรู้ทางกายที่เด่น พร่องในทางอารมณ์จิตใจ ก็จะได้เปิดการเรียนรู้ของตนมากจากประสบการณ์ภายในจิตใจของเพื่อนที่เผยมาเป็นอารมณ์ความรู้สึก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;องค์ประกอบสำคัญอีกส่วนคือผู้ดูแลกระบวนการ นอกจากจะเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในเนื้องาน สามารถให้คำแนะนำในทางเทคนิควิธีทำงาน รวมทั้งจัดการให้งานเสร็จลุล่วงแล้ว  ยังเป็นผู้มีความคาดหวังที่ไปไกลกว่าเพียงผลลัพธ์ของงาน หากรวมถึงทำให้อาสาสมัครได้ชื่นชมตนเองและชื่นชมกันแม้ว่างานนั้นอาจจะไม่เกิดผลลัพธ์ตามตั้งใจ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ดูแลกระบวนการในมิติหนึ่งคือเป็นกัลยาณมิตรในการเรียนรู้ของอาสาสมัคร เป็นผู้ดูแลสมดุลของกระบวนการ ไม่ให้เป็นเพียงกิจกรรมสนุกสนาน ไม่ประคบประหงมจนไม่เกิดประสบการณ์ และไม่เข้มงวดจนมุ่งที่ความสำเร็จของผลงานจนละเลยคนทำงาน  ตัวผู้ดูแลกระบวนการเองยังต้องดูแลสมดุลในใจตนด้วย และนี่อาจเป็นบทบาทที่ยากที่สุดของการจัดกระบวนการจิตอาสา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ทั้งตัวกระบวนการและกัลยาณมิตรนั้นยังเป็นเพียงส่วนประกอบภายนอกของการเรียนรู้งานอาสา  ตัวเราเองในฐานะอาสาสมัครจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุด  อาสาสมัครเกือบทั้งหมดมีจุดตั้งต้นที่ความตั้งใจดี มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าจะช่วยคนอื่น  ทว่าแรงแห่งความตั้งใจดีนี้มักจะมาพร้อมกับความเชื่อของเรา ความคิด และวิธีการของเรา  หากไม่เท่าทันมันเสียแล้ว เราจะมาทำงานอาสาด้วยวิธีการของเราเอง แม้ว่ามันจะเป็นวิธีการที่ดีมีประสิทธิภาพกว่า  แต่ว่ามันคือกำแพงที่ปิดกั้นไม่ให้เราได้เข้าถึงงานอาสาสมัครในฐานะกระบวนการจิตอาสา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังมีผู้กล่าวไว้มากมายหลายแห่งและหลายครั้งว่า งานอาสายิ่งทำยิ่งได้ลดละอัตตา ลดความเป็นตัวตน ลดความเชื่อที่ตัวเรายึดถือ  แต่ลำพังตัวกระบวนการที่ออกแบบและจัดการมาเป็นอย่างดี รวมทั้งผู้ดูแลกระบวนการที่มีประสบการณ์ ก็ยังไม่สามารถเอื้อให้เราได้ไปพบคุณค่าภายในของงานอาสาสมัครได้  &lt;br /&gt;องค์ประกอบส่วนสำคัญยังต้องเป็นการทำงานภายใน จัดการดูแลใจไปพร้อมกับทำงานภายนอก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-style:italic;"&gt;ซึ่งยากจะมีใครจัดให้ได้ ถ้าไม่เริ่มที่ตัวเอง&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-1013728706044907447?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/1013728706044907447/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/12/blog-post_25.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/1013728706044907447'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/1013728706044907447'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/12/blog-post_25.html' title='งานนอกงานใน'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-4EN_cb-XQGg/Tvg6Oe72zQI/AAAAAAAADG0/GoqKpWi2Yh4/s72-c/A.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-2761360483775124551</id><published>2011-12-18T07:00:00.000+07:00</published><updated>2011-12-19T11:38:35.237+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>สื่อสารสองคม</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-B7aRN9h7E9c/Tu6_WUsxJsI/AAAAAAAADFs/hnH_R9jVzcU/s1600/CD.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://3.bp.blogspot.com/-B7aRN9h7E9c/Tu6_WUsxJsI/AAAAAAAADFs/hnH_R9jVzcU/s320/CD.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5687693769650022082" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 18 ธันวาคม 2554&lt;br /&gt;&lt;font color=red&gt;***ฉบับตีพิมพ์ได้ระบุชื่อผู้เขียนผิดพลาด***&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;i&gt;“บางครั้งรู้สึกว่า Facebook เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนขัดแย้งกันมากขึ้นหรือเปล่า  ด้านหนึ่ง ก็ดี ทำให้ได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างเสรี ได้พูดได้บอกสิ่งที่อยากบอกแต่ไม่เคยได้บอกในชีวิตจริง (ซึ่งนี่คือ เสน่ห์ของ FB) แต่อีกด้าน ก็ส่งผลให้กระตุ้นอารมณ์กันไปกันมา (ง่ายๆ) เหมือนกัน โดยเฉพาะอารมณ์ที่เรียกว่า น้ำโห (ซึ่งน่ากลัวกว่าน้ำท่วม) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝั่งที่คิดไปในทางเดียวกัน ก็จะกระตุ้นน้ำโห ทางเดียวกัน แต่ถ้าคิดไม่เหมือนกัน ก็จะกระตุ้นน้ำโห ต่อกัน ใส่กัน เพราะข้อมูลมาเร็ว ง่าย และเยอะมาก จังหวะที่จะกระตุ้นอารมณ์กัน ก็เร็ว ง่าย และเยอะขึ้นมาก เช่นกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น อย่าว่าแต่คนไม่รู้จักจะหมางใจกันได้เลย คนที่เป็นเพื่อนรักกัน ยังเกิดความรู้สึกแหม่งๆ ต่อกัน และกลายเป็นหมางใจกันไปได้ก็มี Facebook เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ และมีเสน่ห์มาก (ได้ทั้งข้อมูล ความสัมพันธ์ และความสนุก) แต่อีกด้าน อย่างที่บอกไปแล้วค่ะ ว่าทำให้เกิดความรู้สึก ร้าวราน ร้าวฉาน ได้ง่ายๆเหมือนกันค่ะ”&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนคนหนึ่งในเครือข่ายสังคมออนไลน์เขียนข้อความนี้ไว้  ในระหว่างสถานการณ์อุทกภัยใหญ่ของประเทศ  เป็นช่วงเวลาที่ทัศนคติหลากหลายปรากฏให้ได้อ่านกันจนลายตา  เช่นเดียวกับคนไทยจำนวนมากที่หันเข้าหาอินเตอร์เน็ต ใช้เป็นแหล่งข่าวและเป็นช่องทางติดต่อสื่อสารส่งข่าวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะเดียวกันก็กลายเป็นพื้นที่ปะทะกันได้อย่างง่ายดาย นอกจากความเครียดที่สะสมกันมา ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะผู้ประสบภัย หรือกำลังตกใจว่าภัยจะมาถึงบ้านตนหรือเปล่า  ยังมีเรื่องความเห็นต่างทางการเมืองซึ่งถูกจุดประเด็นขึ้นมาเมื่อไหร่ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาเมื่อนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนหลายคนเลยเข้ามาเขียนปลอบใจ ให้กำลังใจ หลายคนก็เห็นด้วยว่าลำพังการพูดคุยแบบเห็นหน้าเห็นตาแม้ในเรื่องที่เห็นแตกต่างก็ยังไม่ใช่ง่าย  พอกลายเป็นการคุยผ่านตัวอักษร มิหนำซ้ำยังผ่านหน้าจอที่พิมพ์ข้อความไม่กี่คำก็สามารถไปปรากฏให้คนอีกจำนวนมากได้เห็นกันอย่างทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสื่อสารที่ผู้คนไม่อยู่ในภาวะผ่อนคลายและเปิดรับความเห็น จึงเป็นอันตรายก่อให้เกิดความเครียดได้มากพอกับให้ความบันเทิงใจ  อีกทั้งเงื่อนไขกติกาการสื่อสารแบบออนไลน์เองก็จำกัด เราไม่สามารถเห็นสีหน้าแววตา และมักไม่อาจรู้เรื่องราวแวดล้อมในข้อความที่เขาเขียนได้  การสื่อสารนี้จึงมีทั้งความเร็วและความแรง ไม่แตกต่างจากละครที่ดึงอารมณ์ของเราให้ไปสุดทาง ทำให้ชอบมาก ทำให้เกลียดมาก ยิ่งกว่านั้นคือเราแต่ละคนต่างกำลังเล่นเป็นตัวละครในเรื่องเสียเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความพอเหมาะพอดีของการสนทนาที่เอื้อให้เกิดบรรยากาศของความเข้าใจ มากกว่ามุ่งไปหาข้อสรุป จึงเป็นลักษณะกติกาพื้นฐานที่ควรให้ความสำคัญ  ดังในทุกกิจกรรมของการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาศึกษา ไม่ว่าจะสุนทรียสนทนา หรือการสื่อสารอย่างสันติ  การพูดคุยต้องอยู่ในภาวะที่ทุกคนมีเวลาให้กันและกันอย่างเพียงพอ และใกล้กันถึงขั้นมองเห็นสีหน้าแววตา ตลอดจนน้ำเสียงของเพื่อนร่วมวงได้  ยิ่งเราไม่มุ่งไปสู่การหาข้อสรุป ความเห็นของแต่ละคนยิ่งถูกเปิดเผย และถูกได้ยินมากขึ้น เป็นการจัดสภาพแวดล้อมของการพูดคุยที่เอื้อให้เรามีสมดุลของการสื่อสาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ส่วนสำคัญนั้นยังเป็นคุณภาพข้างในตัวของผู้ร่วมวงคุย  เพราะแม้จะมีผู้ดูแลการสนทนา คอยเตือนหรือแนะนำวิธีการ ก็ยังไม่ได้ผลเท่ากับที่ต่างคนต่างพยายามฝึกฝนตนเอง  ฝึกให้ไวต่ออารมณ์ที่แกว่ง ไวต่อความพอใจความขัดใจ  บรรยากาศหรือใครภายนอกที่เอื้อให้เกิดความสมดุลไหนก็ยังไม่เท่ากับสมดุลภายในที่ใจของเราเอง ใครฝึกมากก็กลับไปหาตรงกลางที่พอเหมาะพองามได้ไว  เห็นใจที่ไหวไปของตนง่ายขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Facebook อาจเป็นของมีคมดังว่า เป็นมีดดาบประหัตประหารกัน แต่ถ้ามือที่ถือไว้มีใจใสกระจ่างและหนักแน่น มันก็เป็นได้ทั้งวัชระที่ตัดฝ่ามายาการ ให้เราเข้าถึงความเป็นธรรมดาธรรมชาติของตัวเรา&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-2761360483775124551?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/2761360483775124551/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/12/blog-post_18.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/2761360483775124551'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/2761360483775124551'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/12/blog-post_18.html' title='สื่อสารสองคม'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-B7aRN9h7E9c/Tu6_WUsxJsI/AAAAAAAADFs/hnH_R9jVzcU/s72-c/CD.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-852653444221682963</id><published>2011-12-11T20:04:00.001+07:00</published><updated>2011-12-19T11:39:03.128+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>เด็กทำแผนที่</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/-_X8GrXSDW0U/TuSqB1E7q1I/AAAAAAAADD8/wnqsA95hZQI/s1600/C.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 215px;" src="http://1.bp.blogspot.com/-_X8GrXSDW0U/TuSqB1E7q1I/AAAAAAAADD8/wnqsA95hZQI/s320/C.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5684855578052766546" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 11 ธันวาคม 2554&lt;br /&gt;&lt;font color=red&gt;***ฉบับตีพิมพ์ได้ระบุชื่อผู้เขียนผิดพลาด***&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อราวแปดปีก่อน ในการประชุมกลุ่มจิตวิวัฒน์ อาจารย์ประเวศ วะสี ท่านย้ำนักย้ำหนาว่างานสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาจิตใจคนไทยทั้งชาติได้ คืองานแผนที่คนดี  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานนี้เป็นภารกิจที่ไปสำรวจสืบค้นพร้อมทั้งบันทึกเรื่องราวของบุคคลทั้งหลาย ผู้ที่กำลังกระทำสิ่งดีงามอยู่ทั่วแผ่นดินไทย และนำมาบันทึกเผยแพร่คุณความดีนั้นทั่วทั้งแผนที่ประเทศ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความดีและคนดีที่ว่าก็ไม่ใช่ต้องเป็นอะไรใหญ่โต  เขาอาจเป็นบัณฑิตปริญญา แต่ยอมอยู่ในท้องถิ่นทุรกันดานทำงานเพื่อคนด้อยโอกาส  หรือเธออาจเป็นคุณยายในตลาดผู้รู้วิชาทำขนมต้มตามตำรับโบราณได้อย่างเอร็ดอร่อย เหล่านี้ล้วนเป็นคนดีผู้กระทำการดีทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งพวกเราหลายคนเล่าในภายหลังให้อาจารย์ฟังว่า เราได้จัดโครงการลักษณะดังกล่าว แต่ชักชวนให้เยาวชนวัยประถมเป็นผู้ไปเก็บรวบรวมข้อมูล เดินสอบถาม และสัมภาษณ์ผู้คนในชุมชนของตัวเอง  อาจารย์ได้ยินยิ่งยิ้มแย้มยินดี และกล่าวว่าดีแล้ว เหมาะทีเดียว เพราะเจตนาของแผนที่คนดี คือได้เผยแพร่เรื่องราวดีๆ ให้สังคมได้รู้ ให้ทุกคนได้ตระหนักว่าความดีไม่ได้อยู่ไกลตัว และมีคนทำดีอยู่มากมาย แทนที่เราจะรับรู้แต่ข่าวสารร้ายๆ จากสื่อรายวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยเฉพาะเมื่อเราให้นักเรียนเป็นผู้ไปสืบเสาะเองแต่ต้น ยิ่งเป็นผลดีมาก เพราะเด็กๆ จะได้เรียนรู้จากชีวิตจริง ได้เห็นบุคคลทำดีที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เขา ทำให้เด็กๆ เห็นว่าในชุมชนของตนมีพลังความดีมากมายปรากฏขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้ยินคำอาจารย์แนะนำแล้วทำให้นึกขึ้นได้ว่า ในยามที่เรายังเป็นเด็ก  เรามักถูกปลูกฝังให้ชื่นชมความเป็นสากล และฐานะตำแหน่งภายนอก ได้ยินคำบอกให้ตั้งใจเรียน โตไปจะได้เป็นเจ้าคนนายคน ได้ทำงานนั่งห้องแอร์  หากเรียนเก่งมีแววดี ก็ขอให้ได้เป็นหมอ เป็นผู้นำ  สอดคล้องกันกับการเรียนในโรงเรียนที่เรียนเรื่องไกลตัว เรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เรียนเสมือนหนึ่งเป็นภารกิจอย่างหนึ่งที่ต้องทำให้สำเร็จเป็นลำดับขั้น เพื่อรับประกันอนาคต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บุคคลแบบอย่างของเราที่ต้องท่องจำเอาไว้ในยามนั้น ก็ช่างดูห่างไกลจากชีวิตเราเหลือเกิน โดยมากเป็นนักวิทยาศาสตร์ในต่างประเทศ หรือเป็นผู้นำในประวัติศาสตร์  แม้เมื่อเราจะได้พบตัวอย่างจริง ก็มักกลายเป็นการไปดูงานกิจการของบริษัท ไปชื่นชมความทันสมัยของเทคโนโยลีเครื่องจักร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยเราไม่รู้ตัว ค่านิยมบางอย่างค่อยๆ ซึมซาบเข้าไป ทำให้เราเชื่อว่าอนาคตที่ดีนั้นอยู่ข้างหน้า ไม่ใช่ปัจจุบัน ไม่ใช่ในถิ่นฐานที่เราอยู่อาศัย  ไม่แปลกใจเลยที่ภาวะการเรียนรู้เช่นนี้ได้นำพาให้เราทุ่มเททรัพยากรเพื่อไปให้พ้นจากรากของเราเอง  เราได้สูญเสียสมดุลของการเรียนรู้เพื่อจะอยู่กับปัจจุบันไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอกาสที่เด็กๆ จะได้เข้าไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ในชุมชนเพื่อสืบค้นหาความดีนี้ จึงเป็นโอกาสสร้างสมดุลของการเรียนรู้ขึ้นมา  ระหว่างกระบวนการของการไปสอบถาม นอกจากเด็กจะได้เรียนรู้การวางตัว การสนทนา และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนในชุมชน อันช่วยสร้างฐานมั่นคงทางพฤติกรรมแล้ว ผู้ใหญ่ยังได้รับเกียรติในฐานะครูผู้บอกเล่าบทเรียนชีวิตของตน เป็นเกียรติที่ทุกคนพึงได้รับจากการประกอบสัมมาชีพและการดำรงตนเป็นแบบอย่างแก่รุ่นลูกรุ่นหลาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานแผนที่คนดีที่ไปพ้นจากกรอบและรูปแบบตายตัวเท่านั้น จึงจะสร้างปรากฏการณ์การเรียนรู้เช่นนี้ได้  หากเราไปกำหนดนิยามความหมายของความดี และตัดสินใจให้เด็กๆ ไปเสีย แล้วสั่งการบ้านว่าต้องไปเก็บข้อมูลกับใครเรื่องอะไร นั่นก็เท่ากับว่าเราพลั้งไปปิดกั้นโอกาสการเรียนรู้สำคัญของเขาแล้ว โอกาสที่เด็กๆ จะได้ตั้งคำถามเองว่าความดีตามความเชื่อของเขาคืออะไร โอกาสที่เขาจะได้เลือกบทเรียนของตัวเอง และพร้อมเปิดใจรับเอาความมหัศจรรย์จากชีวิตของผู้คนรอบข้าง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-852653444221682963?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/852653444221682963/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/12/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/852653444221682963'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/852653444221682963'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/12/blog-post.html' title='เด็กทำแผนที่'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-_X8GrXSDW0U/TuSqB1E7q1I/AAAAAAAADD8/wnqsA95hZQI/s72-c/C.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-5425746930904974284</id><published>2011-11-27T06:00:00.000+07:00</published><updated>2011-11-28T16:15:46.161+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>ระยะทางและเวลา</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/-jpPRzn6kM-o/Tq6akAjdNbI/AAAAAAAAC9M/aYlMLtPo5tg/s1600/F.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 219px;" src="http://2.bp.blogspot.com/-jpPRzn6kM-o/Tq6akAjdNbI/AAAAAAAAC9M/aYlMLtPo5tg/s320/F.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5669638924320716210" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 27 พฤศจิกายน 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“หลังได้รับสัญญาณระฆังแล้ว ขอชวนให้ทุกคนค่อยๆ ลุกออกไปที่ไหนก็ได้ในบริเวณห้องประชุมนี้ เลือกตำแหน่งที่อยู่ แล้วค่อยๆ ดูสิ่งของรอบตัว อาจเป็นผนัง ม่าน พื้น หรือแจกัน อะไรก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อน ขอใช้เวลาพิจารณามันให้นานขึ้น เห็นห่างๆ แล้วก็ให้เข้าไปดูมันใกล้ๆ ลองดูว่าเราได้รับรู้อะไรเพิ่มขึ้นมาจากที่เราคิดว่าน่าจะรู้อยู่แล้วบ้าง?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ้นเสียงระฆัง ผู้เข้าร่วมการอบรมหลายคนกระวีกระวาดลุกขึ้นไปยังตำแหน่งที่ได้หมายตาเอาไว้แต่ต้น บางคนเหลียวซ้ายแลขวาดูทำเลว่าที่ไหนยังว่าง และคนจำนวนไม่น้อยก็ยังงงๆ เลือกไม่ได้ว่าจะไปไหน หรือในใจกำลังมีความคิดมากมายในหัว สงสัยอยากรู้ ว่ากิจกรรมนี้จะทำไปเพื่ออะไร ฝึกการสังเกตใช่ไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระบวนการนี้สำคัญและมีประโยชน์มากในช่วงเริ่มการเรียนรู้ในแนวจิตตปัญญาศึกษา เพราะช่วยให้เราได้ลองเปิดความสามารถการรับรู้ที่เราอาจลืมไปแล้วว่ามี หรือรื้อฟื้นศักยภาพเดิมที่มันถูกละเลยมานาน  หากผู้เข้าร่วมการอบรมได้ลองไปสังเกตตามคำแนะนำข้างต้นนี้ แล้วปักใจเชื่อว่าเป็นการทดสอบการจำรายละเอียด ก็นับว่าพลาดโอกาสการได้ค้นพบความสามารถใหม่ของตนเองไปอย่างน่าเสียดาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เฉพาะแค่การมองหาและจดจำข้อมูลได้นั้น ยังเป็นเพียงทักษะความสามารถทั่วไปที่เราส่วนใหญ่ใช้อยู่แล้ว อาจเรียกได้ว่าเป็นความสามารถที่ถูกฝึกฝนมาอย่างยาวนานในระบบโรงเรียนตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม ด้วยซ้ำไป  ดังที่เรารู้จักกันดีว่ามันคือการท่องจำเพื่อนำไปสอบนั่นเอง  ฉะนั้น ในระบบโรงเรียนของเรา คนที่จำได้มากจึงได้คะแนนการเรียนรู้มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงเป็นอย่างที่เราเห็นกันแล้วว่า แม้เราจะเรียนมามาก ใช่ว่าเราจะรู้จักรู้ใจตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระบวนการแนวจิตตปัญญานี้ จะเปิดศักยภาพการเรียนรู้ของเราออกมาด้วยเครื่องมือสองสิ่ง หนึ่งคือระยะทาง สองคือเวลา และผู้ที่เป็นคนเปิดก็มิใช่กระบวนกรผู้จัดการเรียนรู้ แต่คือตัวเราเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เข้าร่วมคนหนึ่งมองดูแจกันจากระยะปกติทั่วไป แล้วค่อยๆ ขยับเข้าไปดูใกล้ๆ เพ่งดูเฉพาะจุด หรือมองแจกันจากมุมที่ต่างออกไปบ้าง  ระยะทางที่ต่างนี้เอง เปิดให้เขาเห็นข้อมูลอีกมากมาย ได้เห็นว่าลวดลายของแจกันมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เห็นพื้นผิวว่ามันเป็นเซรามิกจากที่คิดว่ามันคงเป็นแก้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางคนจ้องดูพื้นเสื่ออยู่เนิ่นนาน จนเวลาได้เผยให้เขาพบข้อมูลอีกไม่น้อย ได้เห็นว่ามีมดตัวเล็กๆ ที่ไต่ตามกันมาบนขอบเสื่อ ทะยอยมาเป็นขบวนเพราะมีห่อลูกอมเป็นตัวล่อ  เห็นว่าตะเข็บที่เย็บเสื่อนั้นประณีตเพียงไร  หากใช้เวลาแค่แวบเดียวในการมอง เสื่อก็ยังเป็นเสื่อผืนเดิม มีสีสัน ลวดลาย ขนาด และวัสดุเช่นเดิม  แต่ด้วยเวลาที่นานขึ้น เสื่อผืนเดิมกลับมีเรื่องราวอีกมากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระยะทางและเวลานี้เองคือเครื่องมือที่ดึงเราสู่การเรียนรู้ใหม่ ให้เราใช้เวลามากขึ้นกับของที่เราเชื่อว่าชำเลืองดูแค่ประเดี๋ยวก็รู้ว่ามันคืออะไร ความเชื่อนี้อาจทำให้เราคาดเดาสรุปได้รวดเร็ว แต่มันเป็นร่องความเคยชินเดิมๆ ของการเรียนรู้ ไม่ช่วยให้เราได้พบอะไรใหม่ และทำให้เราไม่กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ เพียงเพราะว่าเราเชื่อว่าเรารู้จักและเข้าใจสิ่งนั้นแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งใช้ระยะในการสังเกตต่างไปจากเดิม ใช้เวลาที่มากขึ้นกว่าเดิม สองสิ่งนี้จะช่วยให้เราพบข้อมูลมากขึ้น และไม่ใช่แค่ข้อมูลนอกตัว แต่เป็นข้อมูลในตัวเรา  ทำให้เราได้ค้นพบบทเรียนสำคัญของตนว่า การด่วนตัดสินด้วยสายตาและท่าทีแบบเดิมนั้น จะทำให้เราพลาดอะไรไปบ้าง ประเมินอะไรผิดไปบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสังเกตที่ใช้เวลาและระยะทาต่างไปจึงไม่ใช่แค่หามุมใหม่ของข้อมูล แต่เป็นการฝึกให้เราออกจากร่องเคยชินของการเรียนรู้  ระหว่างสังเกตก็ได้สะท้อนตัวเอง ให้ได้พบว่ามีความคิดความเชื่อเดิมที่เรายึดถือ และมันไม่จำเป็นว่าจะต้องถูกต้องเสมอไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โลกใหม่แห่งการเรียนรู้ได้เปิดออกแล้วทั้งใบ เมื่อเราก้าวข้ามความเคยชินเก่าๆ และใช้ใจออกไปสัมผัสกับทุกบทเรียนประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-5425746930904974284?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/5425746930904974284/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/11/blog-post_20.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/5425746930904974284'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/5425746930904974284'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/11/blog-post_20.html' title='ระยะทางและเวลา'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-jpPRzn6kM-o/Tq6akAjdNbI/AAAAAAAAC9M/aYlMLtPo5tg/s72-c/F.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-6506852512089079369</id><published>2011-11-20T07:00:00.000+07:00</published><updated>2011-11-24T20:31:51.555+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>จิตแห่งการอาสา</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/-kVWaWLBngZE/Ts5G5sd2kAI/AAAAAAAAC_Q/XlAS4Vgnh0c/s1600/H.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 243px;" src="http://1.bp.blogspot.com/-kVWaWLBngZE/Ts5G5sd2kAI/AAAAAAAAC_Q/XlAS4Vgnh0c/s320/H.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5678554137163632642" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 27 พฤศจิกายน 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ตลอดช่วงเวลาแห่งมหาอุทกภัยได้มาเยือน เราร่วมกันสร้างสายธารแห่งน้ำใจให้ไหลหลั่งชะโลมหัวใจ ใช้สายใยแห่งความเมตตาเยียวยากันและกัน ระหว่างที่ผู้คนทนทุกข์กับการสูญเสีย หลายคนลุกขึ้นและยื่นมือออกไปกอบกู้ แม้กระทั่งบางคนซึ่งประสบภัย ยังไม่ยอมจำนนสภาพ กลับเป็นผู้ร่วมช่วยเหลือเพื่อนร่วมทุกข์ด้วย เป็นปรากฏการณ์อัศจรรย์แห่งจิตอาสาที่งอกงามทั่วทั้งแผ่นดิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; แม้หลายครั้งหลายครา ภารกิจที่เหล่าอาสาหาญกล้าไปเผชิญ ลงท้ายกลายว่าล้มเหลว ไม่อาจบรรลุเป้าหมาย หรือไร้ผลในการแก้ไขป้องกันแรงน้ำอันมีมวลมหาศาลได้ แต่เราไม่เคยยินเสียงทดท้อส่อถึงกำลังใจอันถดถอยเลยแม้แต่น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เป็นการงานที่ไม่สามัญธรรมดา ด้วยว่ารางวัลจูงใจมิใช่ผลสุดท้ายของการดำเนินงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt; งานอาสาสมัครเป็นกิจกรรมซึ่งมีความลึกซึ้งเกินกว่าภาพที่เห็น เป็นกิจกรรมที่เกิดกระบวนการขึ้นภายในจิตใจของทุกผู้คนที่เกี่ยวข้อง และเป็นกิจกรรมที่เชื่อมร้อยทุกหัวใจให้เกี่ยวพันโยงถึงกัน &lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt; สาระสำคัญของจิตอาสาหาได้เป็นการบริหารจัดให้คนได้ทำหน้าที่เหมาะสมกับงาน หรือการปลุกเร้าประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนได้เห็นความสำคัญของการทำงานเพื่อสังคม สองสิ่งนี้เป็นส่วนสำคัญจริง ทว่ายังเป็นเพียงงานเสริมสร้างฐานรากด้านนอก เพื่อให้เมล็ดพันธุ์แห่งโพธิได้งอกงามออกจากด้านใน เพราะจิตอาสาเป็นแนวปฏิบัติอันโดดเด่นดุจดั่งหัตถ์แห่งพระโพธิสัตว์ผู้ร่วมทุกข์และโอบอุ้มสรรพชีวิตด้วยมหากรุณา อีกทั้งยังหลอมรวมแนวทางหลากหลายเข้าไว้ในหนทางสายเดียวนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ผู้ฝึกฝนตนบนหนทางจิตอาสา ย่อมต้องฝึกปรือพัฒนาคุณภาพของการรับฟังอย่างลึกซึ้งและห้อยแขวนการตัดสินของตนเช่นเดียวกับสุนทรียสนทนา ยิ่งต้องหมั่นดูแลกายและใจให้แกร่งกล้าเพื่อเผชิญหน้าอย่างมั่นคง รวมทั้งดูแลภาวะภายใน เฝ้าสังเกตจิตและใจที่มักหวั่นไหวจากสิ่งกระทบ เฉกเช่นกันกับการภาวนาที่การกู้ภัยนั้นสำคัญเทียบเท่ากับการวางใจ และโลกที่ดำเนินไปภายในคือสิ่งที่สะท้อนความเป็นไปของโลกภายนอก&lt;br /&gt; การจัดการเพื่อบริหารทักษะกำลังพลและเรียกระดมอาสาสมัครให้เพียงพอต่อภารกิจ อาจจะพลาดห้วงโอกาสสำคัญไปเมื่อให้ค่าทั้งหมดของกระบวนการที่ผลลัพธ์และปริมาณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; การสร้างฐานความเข้าใจก่อนได้ลงมือ และการแบ่งปันประสบการณ์หลังได้บรรลุงาน เป็นองค์ประกอบหลักที่เอื้อให้พลังงานหล่อเลี้ยงจิตใจได้ไหลผ่านสู่โลกภายในของอาสาแต่ละคน เมื่อตั้งต้นจากหัวใจอันห่วงใยและเมตตา จากใจดวงหนึ่งส่งถึงใจแต่ละดวง พลังและศรัทธาภายในก็จะเดินหน้าไปพร้อมกับการงานภายนอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ในกระบวนการนี้ อาสาแต่ละคนต่างปฏิบัติภารกิจสำคัญในฐานะกัลยาณมิตรสำหรับการเดินทางเพื่อพัฒนาตนไปด้วยกัน ต้องอาศัยคุณภาพของการรับฟังที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเนื้อหาเรื่องราว แต่ไปให้ถึงซึ่งความรู้สึกและความสั่นไหวในใจ ต้องการความวางใจเพื่อกล้าเปิดเผยถึงความคิดความเชื่อเดิมของตน ต้องการความอุ่นใจให้กล้าออกไปเผชิญกับสถานการณ์และความท้าทายใหม่ที่ไม่เคยก้าวล่วงมาก่อน ผู้หนึ่งอาจถึงซึ่งทักษะวิธีการทำงานมากกว่า แต่ก็ต้องการการเยียวยาและพื้นที่ของความเข้าใจเมื่อความรู้สึกและจิตใจของเขาหวั่นไหวเปราะบางเช่นกัน ในงานจิตอาสา ทุกคนยืนอยู่บนสถานะที่เท่าเทียม เป็นสถานะแห่งการเกื้อกูลและสนับสนุนกันทางจิตวิญญาณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt; จิตอาสาคือภารกิจแห่งการเผชิญทุกข์ภายนอกด้วยใจอันเมตตากรุณา คือการนำวิกฤตตรงหน้ามาขัดเกลาลดละอัตตาอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ภายใน และไปสู่คุณภาพใหม่ร่วมกัน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-6506852512089079369?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/6506852512089079369/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/11/blog-post_2620.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/6506852512089079369'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/6506852512089079369'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/11/blog-post_2620.html' title='จิตแห่งการอาสา'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-kVWaWLBngZE/Ts5G5sd2kAI/AAAAAAAAC_Q/XlAS4Vgnh0c/s72-c/H.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-1651198448771152584</id><published>2011-11-06T07:00:00.004+07:00</published><updated>2011-11-15T23:11:52.358+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>ทำไมไม่ย้าย ?</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/-6ZT9jqVaCv4/Tq6ZZK4zS3I/AAAAAAAAC9A/ALB0c488eiQ/s1600/G.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 254px;" src="http://4.bp.blogspot.com/-6ZT9jqVaCv4/Tq6ZZK4zS3I/AAAAAAAAC9A/ALB0c488eiQ/s320/G.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5669637638604409714" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 13 พฤศจิกายน 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงตอนนี้คงเจอกับอุทกภัยกันไปถ้วนหน้า  คนที่เจอหนักถึงขั้นต้องทิ้งบ้าน คงยืนยันได้ว่าการเตรียมตัวเก็บของ หรือหาที่อยู่ใหม่ แม้จะเป็นภารกิจยุ่งยาก แต่ก็ยังพอจัดการได้ โดยเฉพาะถ้ามีเวลาพอรับมือ  แต่เรื่องยากมากยิ่งกว่าหรืออาจจะยากที่สุด คือการขอให้ผู้ใหญ่ในบ้านยอมย้ายออกไปด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ใหญ่เหล่านี้สำหรับเราก็อาจเป็นได้ทั้งปู่ย่าตายาย คุณพ่อคุณแม่ คุณลุงคุณป้า บ้างอายุมากแล้ว บางท่านสุขภาพโดยรวมไม่ใคร่จะดีเป็นทุนเดิมด้วยซ้ำ  ดูเผินๆ ท่านน่าจะยอมขยับขยายตามเราลูกหลานไปง่ายๆ  แต่ทำไมมีหลายกรณีมากทั้งที่ปรากฏเป็นข่าวว่าผู้สูงอายุจำนวนมากไม่ยอมอพยพโยกย้าย บางกรณีลูกๆ ให้สัมภาษณ์ทั้งน้ำตาว่าขอให้แม่ย้ายออกมาแต่เนิ่นๆ ก่อนน้ำจะมา แต่แม่ก็ยืนกรานไม่ยอม จนสถานการณ์เจียนตัว ต้องรอหน่วยกู้ภัยมาช่วยออกไปด้วยเรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน Facebook ก็คุยเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง  หลายคนตกอยู่ในภาวะเดียวกัน คือ ต้องขอร้องผู้ใหญ่ในบ้านให้ท่านยอมย้ายไปด้วย  เรื่องนี้เป็นประเด็นจนถึงได้ตั้งหัวเรื่องคุยกันเลย ว่ามาแลกเปลี่ยนวิธีการกันเถอะ ใครใช้แนวทางไหน กลวิธีใด ในการชักจูงให้ท่านเหล่านั้นเห็นว่าปัญหามันร้ายแรงจริงๆ และจะต้องย้ายออกในทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายวิธีที่เสนอกันไว้ก็น่าสนใจมาก ทั้งการค่อยๆ อธิบายอย่างใจเย็น ทั้งการหาคนที่น่าเชื่อถือให้โทรมาเกลี้ยกล่อม  แต่บางวิธีก็ค่อนข้างจะแรง เช่น ขู่ว่าถ้าตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดจะเป็นยังไง เรียกง่ายๆ ว่าขู่ให้ท่านกลัวจะได้ยอม บางวิธีก็น่าสนใจเพราะใช้ไม้อ่อนและลูกอ้อนเข้ารับมือ ให้กอดท่านแน่นๆ และก้มกราบ ขอร้องว่าให้ยอมตามการตัดสินใจของเราบ้าง  จนกระทั่งถึงกับมีคำแนะนำจากจิตแพทย์ว่าด้วยวิธีการชักจูงใจผู้สูงอายุ ซึ่งก็ได้รับการส่งต่อใน facebook อย่างแพร่หลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จิตตปัญญาศึกษาถือว่านี่เป็นเรื่องของการสื่อสารและความเข้าใจกัน ไม่ว่าจะเป็น สุนทรียสนทนา (Dialogue) ซึ่งเน้นเรื่องการเปิดโอกาสการรับฟังกันอย่างลึกซึ้ง หรือการสื่อสารอย่างสันติ (Non-Violent Communication) ซึ่งทำให้เราตระหนักว่า ทุกคนก็มีความต้องการความปลอดภัย ความรัก และความเข้าใจเหมือนเรา เพียงแต่ผู้ใหญ่ท่านจะมีวิธีการในการแสดงออกแตกต่างจากเราเท่านั้น เราต้องบอกความรู้สึกในใจ และบอกความต้องการที่แท้จริงที่ไม่ใช่แค่วิธีการออกไป  เพราะโดยมากเรามักจะขอให้ท่านทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ ซึ่งนั่นเป็นวิธีการแก้ปัญหาจากมุมมองและวิธีของเราอย่างเดียว ไม่ใช่ของผู้ใหญ่ที่เรารักและห่วงใย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีแนวจิตตปัญญาไม่ใช่การมุ่งเอาชนะ และมิได้เป็นเครื่องมือสำหรับเราผู้เหนือกว่ารู้ดีกว่า  ถ้าหากว่าปัญหาเฉพาะหน้าตรงนี้คือการย้ายหนีน้ำไปหาที่ปลอดภัย  สิ่งที่จิตตปัญญาศึกษาจะให้ได้คือโอกาสของการทบทวนว่า เราได้ละเลยหลงลืมอะไรที่สำคัญยิ่งไปกว่าการหนีน้ำบ้างไหม  เราได้ดูแลจิตใจและจิตวิญญาณของคนอันเป็นที่รักของเราหรือยัง  ท่านให้คุณค่ากับบ้านอันเป็นสถานที่แห่งความทรงจำ หรือว่ามันมีความสัมพันธ์อะไรที่แตกหักมานาน และไม่เคยได้รับการเยียวยา ก่อนจะมาถึงเรื่องวันนี้หรือเปล่า?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;คำตอบของเรื่องอาจไม่ใช่ทำอย่างไรจะให้เขาย้าย  แต่อาจเป็นโอกาสของการเผยถึงความรักความห่วงใย โอกาสของการให้อภัย และยอมรับในการตัดสินใจของกันและกัน  สำหรับจิตตปัญญาศึกษานั้น การอยู่ร่วมกันอย่างมีความหมาย และการเข้าใจในตัวเราเอง เป็นหัวใจสำคัญยิ่งกว่าการจัดการควบคุมให้ทุกอย่างได้ตามใจเรา&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-1651198448771152584?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/1651198448771152584/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/11/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/1651198448771152584'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/1651198448771152584'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/11/blog-post.html' title='ทำไมไม่ย้าย ?'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-6ZT9jqVaCv4/Tq6ZZK4zS3I/AAAAAAAAC9A/ALB0c488eiQ/s72-c/G.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-429755779059760145</id><published>2011-10-30T07:00:00.000+07:00</published><updated>2011-10-31T19:35:15.682+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>ใช่แค่ความต่าง</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/-XE9P5d1KxJI/TpEGh5d5acI/AAAAAAAAC8c/mzoc3qzV3Q4/s1600/D.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 251px;" src="http://4.bp.blogspot.com/-XE9P5d1KxJI/TpEGh5d5acI/AAAAAAAAC8c/mzoc3qzV3Q4/s320/D.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5661313386013092290" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชุดความรู้กลุ่มหนึ่งในแนวจิตตปัญญาศึกษาที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมการอบรมอยู่เสมอ คือเรื่องลักษณะของคนต่างแบบ และการให้คำอธิบายจัดแบ่งคนออกเป็นกลุ่ม ซึ่งมีอุปนิสัย พฤติกรรม และความคิด แตกต่างกัน  ได้แก่ ความรู้เรื่องนพลักษณ์ อันเป็นศาสตร์ที่พัฒนามาจากภูมิความรู้เก่าแก่ในศาสนาอิสลามนิกายซูฟี  และความรู้เรื่องสัตว์ 4 ทิศ จากมหาวิทยาลัยนาโรปะที่พัฒนาจากวัฒนธรรมความเชื่อในชนเผ่าอินเดียนแดง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยรูปแบบของการเรียนรู้ที่มีชุดความรู้ชัดเจน อธิบายถึงลักษณะนิสัยของคนที่ต่างกัน มันชวนให้เราสนใจใคร่รู้ว่า สำหรับตัวเราเองนั้นจะถูกจัดให้เข้าข่ายไหน ยิ่งไปกว่านั้นคือ จะได้รู้ด้วยว่าคนรัก เพื่อน หัวหน้า และสมาชิกในครอบครัว น่าจะเป็นคนแบบไหนกันบ้าง การเรียนรู้จึงมีความกระตือรือร้น ซักถาม และหลายครั้งก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานขำๆ เมื่อได้รู้ว่าคนอื่นที่ดูจะคล้ายเรานั้น แท้จริงเขาอาจคิดหรือทำอะไรที่เกินความคาดหมายของเราได้มากเหลือเกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงเวลาของการเรียนรู้ คนส่วนใหญ่จะดิ่งจมสนใจอยู่แต่ว่าตนเองเป็นคนประเภทไหน มีพื้นฐานลักษณะอะไร พร้อมไปกับเทียบเคียงถึงคนรู้จักใกล้ตัว  ตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันและกัน รวมทั้งยกตัวอย่างคำพูด หรือสถานการณ์ในอดีตขึ้นมาประกอบ  เป็นช่วงเวลาที่เพลิดเพลินสนุกสนานกับการเรียนรู้ แต่ในทางกลับกัน มันอาจจะกลายเป็นช่วงแห่งความหลง จมลึกลงในหลุมพรางความเข้าใจที่เรามีต่อตัวเอง และเผลอไผลไหลไปตามร่องความคิดความเชื่อเดิมๆ ของเราโดยไม่รู้ตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระบวนการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาจึงต้องกระตุ้นเตือนทุกคนอยู่ตลอดเวลา ให้ตระหนักถึงหลุมพรางและร่องซึ่งมีอยู่ภายในตัวเรา  หาไม่แล้วการศึกษาเรื่องนพลักษณ์ และสัตว์ 4 ทิศ จะให้ผลลัพธ์ได้เพียงเท่ากับการดูดวงตามวันเกิด หรือตื้นเขินเพียงแค่ทำนายนิสัยง่ายๆ จากแบบสอบถาม  คุณค่าแท้ของความรู้จะถูกละเลยมองข้าม เราจึงไม่เห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะทึกทักเข้าใจไปเองว่า ชุดความรู้นี้แหละที่จะทำให้คนอื่นต้องพยายามเข้าใจและยอมรับเรา  หรือมิเช่นนั้น ก็กลับพาลเสียใจว่าเป็นเพราะกำเนิดมาเป็นคนแบบนี้แล้ว ชะรอยคงจะต้องก้มหน้ายอมรับชะตา ไม่สามารถจะไปเป็นคนแบบอื่นอีกได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสังเกตและทบทวนตนเองเพื่อให้เห็นว่าเรานั้นเป็นคนลักษณ์ไหนใน 9 แบบของนพลักษณ์ หรือมีนิสัยแบบสัตว์ 4 ทิศอะไร คือการเปิดโอกาสให้เราได้เท่าทัน มองเห็นหลุมพรางและร่องของตัวเราเอง เสมือนได้ชิมลองการละวางอัตตาตัวตนลง หันกลับมามองตัวเองด้วยมุมมองใหม่  ไม่ใช่เพื่อให้ชื่นชมหรือสมเพช แต่ให้ได้พบว่าเรามีความสามารถที่จะเป็นได้มากกว่าเดิม และเป็นคนที่แตกต่างจากเดิม เพื่อให้ได้รู้ว่าอะไรเป็นอุปสรรคขัดขวาง อะไรคือกิเลสครอบงำ ที่ทำให้เราไม่ได้เข้าถึงศักยภาพที่แท้ภายใน ศักยภาพที่เปิดความเป็นไปได้ของการเติบใหญ่ทางจิตวิญญาณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลำเพียงเนื้อหาอธิบายลักษณะของคน โดยไร้ความเข้าใจและไม่ได้ใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งในตนเอง ย่อมไม่อาจทำให้เราเข้าถึงแก่นแท้ของการเรียนรู้  แค่จดจำรำลึกได้ถึงรูปแบบนิสัยและพฤติกรรมต่างๆ อาจเป็นได้แค่ทักษะวิธีการบริหารงานบุคคล  ทั้งอาจเป็นเหตุผลข้ออ้างตามใจตน ใช้เพ่งโทษคนอื่น และแบ่งเขาแบ่งเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ความรู้จิตตปัญญาว่าด้วยคนต่างแบบ คือการเข้าถึงความรู้ที่อยู่ในตัวเรา ได้ให้เวลาพินิจพิจารณาสะท้อนตนเอง เห็นหลุมและร่องเก่าที่กักขังตัวเราไว้ ฝึกฝนสติเพื่อให้รู้เท่าทันใจ และได้พบศักยภาพที่เราจะเป็นได้มากกว่าเคย&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-429755779059760145?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/429755779059760145/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/10/blog-post_25.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/429755779059760145'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/429755779059760145'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/10/blog-post_25.html' title='ใช่แค่ความต่าง'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-XE9P5d1KxJI/TpEGh5d5acI/AAAAAAAAC8c/mzoc3qzV3Q4/s72-c/D.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-201082022319175585</id><published>2011-10-23T07:00:00.000+07:00</published><updated>2011-10-31T19:35:38.276+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>สัญญาณสติ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/-sIXQbOKNUco/ToCKliJPxYI/AAAAAAAAC8U/1yHF72JfaNM/s1600/M.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 195px; height: 151px;" src="http://4.bp.blogspot.com/-sIXQbOKNUco/ToCKliJPxYI/AAAAAAAAC8U/1yHF72JfaNM/s320/M.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5656673509402723714" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 23 ตุลาคม 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุปกรณ์ตัวเอกชิ้นหนึ่งซึ่งมักพบในการจัดอบรมแนวจิตตปัญญาศึกษาอยู่เสมอ นั่นคือ ระฆัง สำหรับตีให้สัญญาณเสียง เพียงแต่ลักษณะรูปทรงของเขานั้นต่างจากระฆังที่เราเข้าใจกันทั่วไป  ระฆังที่ว่านี้มีลักษณะคล้ายถ้วยใบเล็ก ทำจากโลหะ ขนาดพอวางบนฝ่ามือได้ มีไม้ตีประมาณเท่านิ้วนางไว้ใช้คู่กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ว่าเป็นตัวเอกเพราะเขาได้รับความสนใจไม่มากก็น้อยในงานทุกครั้ง เพราะนอกจากรูปร่างทรวดทรงจะแปลกตา มีเสียงดังกังวานใส และสะท้อนก้องอยู่นานกว่าจะเงียบลงแล้ว เหล่ากระบวนกรยังชอบวางเขาเอาไว้ตรงหน้า ยิ่งทำให้ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนตลอดงาน หากมีหนไหนคราวใดที่ผู้นำกิจกรรมหรือกระบวนกรไม่ได้กล่าวแนะนำอุปกรณ์ชิ้นนี้ ก็มักมีผู้เข้าร่วมอบรมมาเลียบเคียงถามทุกทีไปว่า ไปซื้อหาเจ้าระฆังนี้มาจากไหน บางท่านต้องการมีประสบการณ์ตรงถึงกับเข้ามาขอลองตีระฆังเองเสียเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งกระบวนกรอธิบายเล่าว่าระฆังนี้รอนแรมมาไกลจากญี่ปุ่น และใช่ว่าจะหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป ต้องเป็นย่านศาสนสถานอันมีร้านรวงที่จำหน่ายของที่เกี่ยวข้อง ส่วนสนนราคาคิดเป็นบาทก็ร่วมหลักพัน ได้ยินอย่างนี้ผู้คนยิ่งตื่นตาตื่นใจ อยากได้เอาไว้จัดกระบวนการเองบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระทั่งมีอยู่ครั้ง อาจารย์ท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นในการประชุมพบปะเครือข่ายของผู้สนใจนำจิตตปัญญาศึกษาไปใช้ในชั้นเรียนว่า อยากนำกิจกรรมหลายอย่างไปลองใช้ แต่ก็ยังไม่มั่นใจ เพราะแค่ระฆังก็ยังไม่มีเป็นของตัวเองเลย พวกเราในที่นั้นเข้าใจว่าเพื่อนอาจารย์คงเล่าแบบติดอารมณ์ขัน แต่มันสะท้อนปรากฏการณ์บางอย่างอันเนื่องมาจากระฆังที่ทำให้คนจำนวนมากเข้าใจผิด ดังเช่นกรณีที่ว่ามา ดูเหมือนว่าระฆังรูปลักษณะนี้ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ประการหนึ่งของจิตตปัญญาศึกษาไปเสียแล้ว หากว่าการเป็นสัญลักษณ์นี้ทำให้คนจดจำได้ก็น่ายินดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่กลับจะเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งถ้าอุปกรณ์นี้ได้ทำให้คนรับรู้จิตตปัญญาศึกษาเพียงแง่ภาพลักษณ์ในด้านเดียว เพราะเหตุที่กระบวนกรส่วนใหญ่เลือกใช้เขาในการจัดกระบวนการนั้น มิใช่แค่เพราะรูปลักษณะอันแตกต่าง และยิ่งมิใช่เพราะหายากต้องลำบากไปหอบข้ามน้ำข้ามทะเลมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุผลที่เลือกใช้ระฆังนี้คือ วิธีการใช้งานและการดูแลเขา เพราะมันเป็นวิธีการที่สนับสนุนให้เราได้ฝึกฝนพัฒนาตัวเราเอง ฝึกให้เราพิถีพิถันใส่ใจกับสิ่งเล็กน้อย &lt;br /&gt;ฝึกเราให้ละวางความฟุ้งซ่านและงานเร่งรีบตรงหน้า สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วเป็นการฝึกตนตามแนวทางจิตตปัญญาศึกษาทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยลักษณะของระฆังที่ถือในมือและใช้มืออีกข้างจับไม้ตี อาจทำให้มองแค่นี้แล้วเข้าใจไปว่าคงเป็นของง่ายๆ แต่ถ้าได้ลองตีเองสักครั้งจะรู้เลยว่าไม่ธรรมดาฝ่ามือข้างที่ถือระฆังนั้นต้องผายออกกำลังดี ไม่มากไปไม่น้อยไป มือที่ถือไม้ตีต้องใช้แรงกำลังดี ไม่เบาจนเกิดเสียงจาง ไม่หนักจนดังระคายหู อีกทั้งเขาก็มีเนื้อโลหะที่ไม่ได้ทนทานต่อการกระแทก การจับวางต้องทำอย่างระมัดระวัง ทุกครั้งที่ตีระฆังจึงต้องใส่ความตั้งใจลงไปไม่น้อย ขณะเดียวกันก็ต้องไม่มากจนเกร็ง เราต้องค่อยๆ วางเขาไว้ให้นิ่งและตั้งมั่น เลือกตำแหน่งและลงไม้ตีด้วยกำลังพอดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การให้สัญญาณเช่นนี้จะทำไม่ได้เลย ถ้าผู้ตีระฆังอยู่ในภาวะลุกลี้ลุกลน เร่งรีบ ใจเหม่อลอยคิดเรื่องอื่น หรือคว้าเขามาแล้วหลับหูหลับตาตีแค่ให้เกิดเสียง เพราะสัญญาณเสียงอันกำเนิดจากการสั่นไหวในเนื้อระฆังนั้นสามารถสะท้อนถึงระดับความสงบนิ่งของใจผู้ตีออกมาอย่างชัดเจน ยิ่งใจนิ่ง เสียงสัญญาณยิ่งไพเราะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ระฆังสำหรับงานอบรมอาจเป็นอุปกรณ์ธรรมดา ทำได้แค่ให้สัญญาณเสียง หรือเขาอาจจะโดดเด่นจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของงาน แต่ถึงที่สุดแล้ว เราต้องไปพ้นจากรูปลักษณ์ และไม่หลงลืมสาระคุณค่าแท้ของเขา คือการเป็นเครื่องมือซึ่งเอื้อให้เกิดวิถีที่เข้ากันเป็นหนึ่งเดียวกับการเรียนรู้และฝึกฝนใจของตนเอง&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-201082022319175585?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/201082022319175585/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/10/blog-post_16.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/201082022319175585'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/201082022319175585'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/10/blog-post_16.html' title='สัญญาณสติ'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-sIXQbOKNUco/ToCKliJPxYI/AAAAAAAAC8U/1yHF72JfaNM/s72-c/M.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-2484857942795671045</id><published>2011-09-25T08:00:00.001+07:00</published><updated>2011-09-26T21:10:20.007+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>ไม่มีถูก ไม่มีผิด</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/-3BvsLGSI5QY/ToCHvGPrKzI/AAAAAAAAC8M/nlbx6XdHgUk/s1600/B.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 213px;" src="http://2.bp.blogspot.com/-3BvsLGSI5QY/ToCHvGPrKzI/AAAAAAAAC8M/nlbx6XdHgUk/s320/B.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5656670375177300786" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 25 กันยายน 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เป็น “เจ้าของการเรียนรู้”เป็นสิ่งสำคัญมาก มากยิ่งไปกว่าการเตรียมการสอนของอาจารย์ สื่อการเรียน หรือเทคนิคการถ่ายทอด โดยเฉพาะการเรียนรู้เพื่อรู้จักและเข้าใจตัวเองดังเช่นจิตตปัญญาศึกษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา ได้จัดการอบรมเรื่องสุนทรียสนทนา (Dialogue) โดยเป็นส่วนหนึ่งของวิชาทักษะชีวิต สำหรับนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทเรียนที่กระบวนกรเปิดขึ้นเป็นสิ่งแรกจึงมิใช่เรื่องประวัติความเป็นมา หรือว่าหลักการพื้นฐานในการสื่อสาร เพราะนักศึกษาทั้งหลายคงคุ้นเคยกับการเรียนตามแบบแผนจนชินชา และคาดเดาในใจไปแล้วว่าต้องมาเรียนอะไรเพื่อเก็บชั่วโมงให้ได้คะแนนผ่านในวิชานี้บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทันทีที่ทุกคนเริ่มคุ้นเคยกันจากกิจกรรมสนุกสนานผ่อนคลายและได้รู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันแล้ว กระบวนกรก็เริ่มแนะนำว่าในสองวันของการอบรมนี้เราจะเรียนกันอย่างไร แนวคิดสำคัญที่นำมาบอกเล่าเป็นลำดับแรกคือการแนะให้เห็นว่าแต่ละคนมีพื้นที่คุ้นชินที่มักทำอะไรเดิมๆ ซ้ำๆ เป็นประจำโดยอัตโนมัติ ขณะเดียวกันก็มีพื้นที่ท้าทายที่เรามักจะหลีกเลี่ยงเพราะรู้สึกว่ามันอาจจะไม่ปลอดภัย ไม่เคยทำ หรือไม่กล้าทำเพราะกลัวว่าจะผิดพลาด สองวันของการเรียนรู้นี้จึงชี้ชวนให้เราสังเกตตัวเอง และกล้าออกจากความเคยชิน มาลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ ไม่กล้าทำ เมื่อใดถูกถามขอให้สบายใจที่จะตอบอะไรก็ได้ “ไม่มีถูก ไม่มีผิด”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่ไม่ได้บอกก็คือ การเรียนตามรูปแบบที่พวกเราต้องพบเจอมาตั้งแต่สมัยประถม มัธยม จนอุดมศึกษานั่นแหละที่ทำให้เราคุ้นเคยและเฉยชาต่อการเรียน กลายมาเป็นพฤติกรรมและความเชื่อของเราว่าต้องท่องจำเนื้อหาและตอบให้ถูกต้องตามที่ถูกสอนมา ถ้าจำผิดหรือตอบพลาดก็อาจถูกตำหนิลงโทษได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่สำหรับการเรียนรู้เพื่อรู้จักและเข้าใจตัวเองนั้นการเรียนโดยทำตามอย่างที่ตำราบอกนั้นไม่ได้ช่วยให้เกิดความเข้าใจใหม่ เราจะได้แต่รู้จักและจดจำเนื้อหาสาระได้  ทว่าไม่อาจทำให้เราในฐานะผู้เรียนเห็นความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันระหว่างความรู้กับชีวิตของเรา และลงท้ายก็ไม่ได้นำเอาไปใช้จริงในชีวิต &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรียนเพื่อจะจำให้ได้ถูกต้อง ก็ได้แค่รู้จำสาระเนื้อหาเข้าสมอง แต่ว่าความรู้ไม่ได้เข้าไปถึงใจ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุนทรียสนทนาเป็นทักษะชีวิตพื้นฐานที่เราใช้เพื่อเข้าใจกันและกัน และเพื่อให้เท่าทันความคิดความเชื่อ เพียงการจดจำหลักการและวิธีการได้ แต่ไม่ได้เปิดใจรับสุนทรียสนทนาเข้ามาอยู่ในการใช้ชีวิตของตนเอง ก็เท่ากับว่าเป็นการเรียนรู้ตามคำบอกเล่า หาได้เป็นเจ้าของการเรียนรู้นี้เองไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อนักศึกษาพยาบาลกล้าที่จะบอกว่าตนเองคิดเห็นอย่างไรต่อกิจกรรม เลือกที่จะเผยว่าเกิดความรู้สึกอะไรขึ้นในใจ ยอมรับว่าเห็นตนเองตกร่องความคิดความเชื่อ หรือเผลอด่วนตัดสินคำพูดของใคร สิ่งเหล่านี้คือการเรียนรู้ที่เขาพาตัวเองออกไปสู่พื้นที่ท้าทาย จนทำให้เนื้อหานั้นเข้าสู่ใจ สัมพันธ์กับชีวิตตน จากเดิมเป็นความเสี่ยงว่าอาจจะตอบไม่ตรงใจผู้สอน กลายเป็นความสดใหม่ของการค้นพบบทเรียนในตัวของเขาเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“&lt;span style="font-style:italic;"&gt;ฉันจะไม่ด่วนตัดสินตอนฟังคนอื่น และจะฟังอย่างลึกซึ้ง มาอบรมคราวนี้ชอบมาก โดยเฉพาะที่บอกว่า จะตอบอะไรก็ได้ ไม่มีถูก ไม่มีผิด&lt;/span&gt;” นักศึกษาคนหนึ่งเขียนสะท้อนไว้ เปิดเผยให้เห็นว่าเธอได้ข้ามผ่านความกลัว และได้รับบทเรียนเฉพาะของตัวเอง ที่ไปพ้นกรอบการประเมินค่าคะแนน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;เพราะเมื่อกลัวผิดก็เท่ากับปิดโอกาสการเรียนรู้ใจตน&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-2484857942795671045?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/2484857942795671045/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/09/blog-post_25.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/2484857942795671045'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/2484857942795671045'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/09/blog-post_25.html' title='ไม่มีถูก ไม่มีผิด'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-3BvsLGSI5QY/ToCHvGPrKzI/AAAAAAAAC8M/nlbx6XdHgUk/s72-c/B.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-5130206866680736204</id><published>2011-09-18T07:00:00.003+07:00</published><updated>2011-09-18T07:00:02.329+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>ไพ่เสมอภาค</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/-Ps4B2IyyaHg/TnR8sFP01oI/AAAAAAAAC74/ZkI2t8C_f6o/s1600/C.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 218px;" src="http://3.bp.blogspot.com/-Ps4B2IyyaHg/TnR8sFP01oI/AAAAAAAAC74/ZkI2t8C_f6o/s320/C.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5653280529021458050" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 18 กันยายน 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกครั้งหลังการประชุม เมื่อถึงช่วงกิจกรรมเช็คเอาท์ให้ทุกคนกล่าวคำพูดอะไรก็ได้ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก คำขอบคุณ หรือสะท้อนสิ่งที่อยู่ในห้วงคิดอยู่ในความคำนึง  วิทยากรหรือกระบวนกร ก็มักบอกขอบคุณทีมสนับสนุนที่ช่วยเตรียมเอกสารการลงทะเบียนและอุปกรณ์ประกอบงาน  พร้อมกันนั้นก็ชักชวนให้คนทำงานเบื้องหลังได้กล่าวด้วยเช่นกัน โดยมากมักคาดเดาได้ว่าเขาเหล่านั้นมักจะเอ่ยขอบคุณทุกคนอย่างสั้นและรวบรัด เจือด้วยความประหม่าตื่นเต้น และไม่ได้เผยอะไรออกมามากกว่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่การประชุมครั้งล่าสุด เจ้าหน้าที่หญิงทั้งสองคนทำให้ทุกคนทึ่ง เธอทั้งสองเช็คเอาท์ด้วยการบอกความรู้สึกว่าประทับใจต่องานและต่อทุกคนที่มาร่วมงานอย่างไรบ้าง เธอบอกขอบคุณผู้บริหารที่เปิดโอกาสให้ได้ทำงานสนับสนุนการประชุมที่มีประโยชน์เช่นนี้  เธอพูดทั้งน้ำตาว่าซาบซึ้งใจเพียงไรที่หัวหน้าได้ให้โอกาสและเชื่อมั่นเสมอมาว่าเธอจะดูแลจัดการงานนี้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่างแตกต่างอย่างมากกับกว่าสิบครั้งที่ผ่านมา ทั้งคู่เช็คเอาท์สั้นๆ ทุกคนเห็นเพียงรอยยิ้มอายๆ ทำให้กระบวนกรเกิดสงสัยขึ้นในใจว่าอะไรนะเป็นสาเหตุให้เธอกล้า หรือจะเป็นเพราะว่างานประสานจัดการและธุรการ ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมในกระบวนการได้เต็มที่ ทำให้ไม่คุ้นเคยและวางใจมากพอ  ต่อเมื่อเข้าร่วมมากครั้งจึงเปิดใจยิ่งขึ้น  หรือจะเป็นเพราะผลจากกิจกรรมสุนทรียสนทนาในช่วงก่อนหน้าทำให้ทั้งคู่ผ่อนคลายและยอมเปิดเผยเสียงภายใน&lt;br /&gt;ยังไม่ทันที่ความคิดวิเคราะห์ในใจของกระบวนกรจะได้ข้อสรุป พลันเรื่องราวก็ได้รับการเฉลยออกมาจากปากของทั้งคู่เองในท้ายของการเช็คเอาท์  เธอทั้งสองกล่าวเสริมกันและกันว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ก่อนหน้านี้ที่เคยเข้าอบรม แล้วก็จัดงานมาหลายครั้ง ก็พอรู้และเข้าใจนะว่ามันดี เป็นงานที่ดี แต่ว่าทำยังไงก็ยังรู้สึกว่าห่างจากอาจารย์หลายคน รู้สึกว่าเป็นลูกน้อง ไม่ได้เป็นพวกเดียวกัน  แต่ครั้งนี้รู้สึกได้เลยว่ามันดีใจ มันซาบซึ้ง  เราได้คุยและทำงานกับหัวหน้า กับอาจารย์ อย่างที่เราเท่ากัน ตั้งแต่ในตอนกลางคืนก่อนวันงานที่ได้ล้อมวงเล่นเกมไพ่ด้วยกัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประโยคท้ายนี้นี่เองที่ทำให้ความสงสัยสลายไป  บางครั้งเพียงลำพังมีกระบวนการเพื่อการเรียนรู้ และรอคอยให้แต่ละคนพร้อม อาจยังไม่เพียงพอ  หลายครั้งกระบวนกรเองก็ชะล่าใจ จะเป็นด้วยเพราะจัดกิจกรรมมามาก หรือคุ้นเคยกับการใช้งานศิลปะ ใช้สุนทรียสนทนา และใช้การภาวนา  จนลืมเลือนไปว่ากิจกรรมผ่อนคลายเรียบง่ายธรรมดาก็สามารถมีความหมายต่อผู้คนได้ไม่น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกมไพ่ในคืนนั้นเป็นเกมสนุกสนานชวนขำขันเฮฮากัน ไม่ใช่วงไพ่พนันทั่วไป ฉะนั้น ทั้งผู้บริหาร อาจารย์และเจ้าหน้า หรือแม้แต่นักศึกษาที่ไปช่วยงาน ต่างก็ร่วมเล่นร่วมเชียร์อย่างออกรสสนุกสนาน มีการช่วยเหลือ มีแซวกระเซ้าเย้าแหย่  เป็นกิจกรรมที่เราไม่เคยคิดจะทำมาก่อน เพียงแค่มีเวลาว่าง และทุกสิ่งอย่างก็เตรียมการไว้หมดแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระบวนการจิตตปัญญาอาจจะทำให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองได้รู้จักการเข้าใจตัวเอง ได้รู้จักวิธีการสื่อสารด้วยใจ แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งคู่รับเอาจิตตปัญญาไว้พร้อมทั้งเปิดความเป็นได้ใหม่ออกมา กลับเป็นเพียงเกมไพ่ เกมสนุกสนานร่วมกันยามค่ำคืนที่ผ่อนคลาย สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เตือนให้กระบวนกรได้ตระหนักไว้เสมอว่า จะใช้กระบวนการกิจกรรมใด ทำซ้ำและรอคอยแค่ไหน เพียงอย่าได้มองข้ามสิ่งธรรมดาเล็กน้อยที่แม้จะไร้รูปแบบ ไม่มีหลักการหรือพิธีการ หากสำคัญที่เป็นสะพานเชื่อมถึงใจให้เราเปิดถึงกันและกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-5130206866680736204?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/5130206866680736204/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/09/blog-post_18.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/5130206866680736204'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/5130206866680736204'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/09/blog-post_18.html' title='ไพ่เสมอภาค'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-Ps4B2IyyaHg/TnR8sFP01oI/AAAAAAAAC74/ZkI2t8C_f6o/s72-c/C.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-1767566123775963162</id><published>2011-09-11T07:00:00.002+07:00</published><updated>2011-09-11T07:00:01.700+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>HBD</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-x7bI7Bkx2_U/TlqGt4TS7fI/AAAAAAAAC60/ua6sxFMH52E/s1600/H.jpeg" onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 278px;" src="http://2.bp.blogspot.com/-x7bI7Bkx2_U/TlqGt4TS7fI/AAAAAAAAC60/ua6sxFMH52E/s320/H.jpeg" border="0" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5645973205627891186" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 11 กันยายน 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     มาถึงยุคสมัยนี้ พวกเราไม่น้อยคงได้ใช้บริการเวบเครือข่ายทางสังคมอย่าง Facebook แทบทุกทีที่เปิดอินเทอร์เน็ต หลายคนอาจถึงขั้นเข้าถึงทุกที่ทุกเวลาผ่านโทรศัพท์มือถือเสียด้วยซ้ำ  เพราะว่ามันช่างมีหลากหลายข่าวคราวความเป็นไป และมีข้อความทักทายจากเพื่อนฝูงคนรู้จักอยู่เสมอ ยิ่งมีเพื่อนอยู่ในระบบเยอะก็ยิ่งมีอะไรให้ติดตามมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     บนฐานความเชื่อของ Facebook ว่าผู้คนอยากจะใกล้ชิดและมีประเด็นได้สนทนาโต้ตอบกัน ระบบจึงอำนวยความสะดวกโดยมีข้อความเตือน (Notification) ไปแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการบอกว่ามีใครเขียนความเห็นใหม่ต่อข้อความของเรา ภาพของเราและของใครถูกจัดแสดงเพิ่มไว้ เพื่อนของเราได้รับใครเป็นเพื่อนใหม่ คนไหนกำลังเล่นเกมอะไร รวมทั้งแจ้งว่าวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของใครบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ดังนี้แล้ว  ใครมีเพื่อนในระบบมากก็ยิ่งได้รับข้อความเตือนมาก  เคยพบว่า บางคนถึงกับเขียนประกาศอุทาน  “แม่เจ้า! วันนี้เป็นวันเกิดของเพื่อนตั้ง 12 คน”  ในทำนองเดียวกัน บนกระดานข้อความวันเดียวกันนั้นของเจ้าของวันเกิด มักท่วมท้นล้นหลามไปด้วยข้อความอวยพรของเพื่อน โดยมากก็อวยพรกันสั้นๆ หยอกแซวกัน ส่วนใหญ่ใช้วลีสุดฮิตอย่าง สุขสันต์วันเกิด Happy Birthday หรือแค่ HBD เลยก็มี  กลายเป็นกิจกรรมหน้าที่เพื่อนให้มาอวยพร ส่วนเจ้าของวันเกิดก็มากด like นัยว่ารับพรแล้วนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     คนส่วนหนึ่งจึงพาลเลือกเพิกเฉยไปเลยกับข้อความเตือนวันเกิด เพราะไม่รู้จะอวยพรอะไรบ้าง และโดยเฉพาะระอาว่ามันมีให้อวยกันได้ทุกวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     วาระวันคล้ายวันเกิดบนเครือข่ายทางสังคมค่อยๆ ถี่บ่อย ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่  เราต่างกำลังปล่อยให้โอกาสดีๆ ดังเช่นการอวยพรวันสำคัญนี้ กลายเป็นสิ่งฉาบฉวย ตื้นเขิน จนถึงขั้นน่ารำคาญ และไร้คุณค่าความหมาย  แน่นอนว่าความสัมพันธ์ออนไลน์ผ่านหน้าจอย่อมเทียบเท่ามิได้กับการพบปะกันจริงๆ ได้สนทนากันต่อหน้า แต่ใช่ว่าเราจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีมีคุณภาพไม่ได้ เพราะเราเองคือผู้กำหนดสร้างความลึกซึ้งและความหมายสำคัญขึ้นจากความง่ายนี้ได้ทุกเมื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เห็นข้อความเตือนปรากฏมาเมื่อใด  ขอให้เราลองใช้โอกาสนี้ค่อยๆ  ทบทวนพินิจพิจารณา ขอให้เราตระหนักเสมอว่า วันคล้ายวันเกิดไม่เป็นเพียงแค่วันพิเศษของเจ้าตัว ยังเป็นวันสำคัญสำหรับที่พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเขามาจนเติบใหญ่ด้วย  บนเส้นทางแห่งการเติบโตที่นำพาให้เราได้พบพานและรู้จักกันนี้ มีเหตุการณ์สำคัญอะไรที่เราได้แบ่งปันช่วงชีวิตหนึ่งด้วยกัน บุคคลนั้นเคยให้ความทรงจำงดงาม หรือชักนำเราสู่ความเปลี่ยนแปลงใดในชีวิตบ้าง มีสิ่งใดที่เราชื่นชมนิยมในตัวเขาบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     จากนั้นขอชวนให้อวยพรออกจากใจ  จะเขียนข้อความไว้บนกระดานของเขา  หรือส่งข้อความส่วนตัวให้หลังไมค์ ไม่เกี่ยวว่าเขียนสั้นหรือยาว  ผู้รับย่อมรับรู้ได้ถึงความตั้งใจ และสัมผัสได้ถึงความรู้สึกดีที่เราสื่อถึงกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     สาระสำคัญใช่ว่าอยู่ที่คำอวยพรสละสลวย  ใช้ภาษาดี  หรือต่อให้ผู้รับไม่เข้าใจทั้งหมด งงๆ เพราะไม่คุ้นเคย หรือเขาไม่ตอบกลับมาก็ตาม  มันสำคัญที่ตัวเราในฐานะผู้อวยพร  ได้ใช้เวลาคุณภาพกับคุณค่าของความสัมพันธ์ เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลึกซึ้งกับความหมายของการมีชีวิตและการใช้ชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เพียงข้อความเตือนในหน้าจอ ย่อมเป็นได้ดั่งระฆังแห่งสติ  ฉุกใจให้หวนกลับสู่การใคร่ครวญตัวเอง และเปิดใจให้สัมผัสถึงพลังแห่งความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสรรพชีวิตที่โอบอุ้มผูกพันกัน  สุขสันต์วันคล้ายวันเกิดวันนี้ ที่ให้เราได้ระลึกถึงคุณค่าความหมายของชีวิตได้ทุกๆ วัน&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-1767566123775963162?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/1767566123775963162/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/09/hbd.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/1767566123775963162'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/1767566123775963162'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/09/hbd.html' title='HBD'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-x7bI7Bkx2_U/TlqGt4TS7fI/AAAAAAAAC60/ua6sxFMH52E/s72-c/H.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-3102607665707413951</id><published>2011-09-04T07:00:00.001+07:00</published><updated>2011-09-04T07:00:00.197+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>หมาป่า</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/-22dV2w3q5ok/TlqGau5I7uI/AAAAAAAAC6s/_mG2YB4LECY/s1600/9.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 242px;" src="http://3.bp.blogspot.com/-22dV2w3q5ok/TlqGau5I7uI/AAAAAAAAC6s/_mG2YB4LECY/s320/9.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5645972876684750562" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 4 กันยายน 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หลังการประชุมถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอึดอัดใจเรื่องการประเมิน  เพื่อนอาจารย์คนหนึ่งขอให้เราปิดท้ายประชุมนี้ด้วยกิจกรรมการเช็คเอาท์  โดยทั่วไปคือการบอกความรู้สึกสภาวะจิตใจ บอกสิ่งที่คิดอยู่ในหัว หรืออาจเล่ากลับออกไปแล้วยังมีภารกิจใดบ้าง แต่ครั้งนี้ ขอให้ทุกคนเช็คเอาท์เล่าเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเราในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อเริ่มเล่าสู่กัน  พลังของเรื่องพลันเพิ่มความแช่มชื่นในวงสนทนาอย่างฉับพลัน  โดยเฉพาะเรื่องของเพื่อนอาจารย์คนหนึ่งซึ่งเธอเลี้ยงสุนัขที่บ้านไว้หลายตัว เธอเล่าว่าในบรรดาน้องหมาทั้งหลาย มีตัวหนึ่งชื่อหมาป่า เป็นสุนัขพันธุ์ทางอายุมาก มันแก่ชราแล้ว เดินไม่ค่อยจะไหว อย่าว่าแต่เห่าเลย ยืนให้ตัวตั้งตรงไม่สั่นก็ยังยาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หมาป่าอายุสิบกว่าปี เทียบกับคนก็ราวร้อยเศษ ทุกวันนี้มันได้แต่นอนนิ่ง มีลมหายใจรวยริน ไม่สามารถลุกขึ้นมากินน้ำกินอาหารได้อีกต่อไป ตามองไม่เห็น หูก็ไม่ได้ยิน ระบบร่างกายทรุดโทรมเต็มที เธอเคยคิดว่า เมื่อไหร่มันจะตายไปเสียทีนะจะได้หมดเวรหมดกรรมกันไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การดูแลหมาแก่และป่วยไม่ใช่ง่าย  ไหนจะลักษณะงานของเธอผู้เป็นเจ้าของที่ต้องขับรถจากชานเมืองเข้ายังกลางกรุงแต่เช้า กว่าจะถึงบ้านยามค่ำก็ทั้งเหนื่อยทั้งล้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เพื่อนในวงสนทนาบางคนเริ่มนึกถึงเรื่องทำนองเดียวกันที่อเมริกา  เวลาสัตว์เลี้ยงป่วยหนักเกินเยียวยาหรืออายุขัยมาก  เขามักใช้วิธีที่เรียกว่า Put to Sleep หรือฉีดยาให้ตาย  นัยว่าเป็นวิธีการที่กรุณามากแล้ว เพราะมันจะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดและสังขารที่ไปไม่รอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เธอเล่าต่อไปว่า กิจกรรมการดูแลหมาป่าที่ต้องทำทุกวันนั้นได้แก่  ทำความสะอาดแผลกดทับ เพราะมันขยับตัวเองไม่ได้แล้ว ป้อนข้าวป้อนน้ำ เก็บเอาผ้ารองอุจจาระปัสสาวะไปทำความสะอาด  ในวันแรกๆ ของภารกิจ เธอยอมรับว่าเคยคิดอยากให้มันตายไปเสียให้พ้น  แต่เพิ่งช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เองที่เธอรู้สึกเปลี่ยนไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แม้หมาป่าจะไม่สามารถมองเห็นและไม่ได้ยินเสียงใคร แต่ทุกครั้งที่เธอลงจากบ้านไปดูแลและสัมผัสตัวมัน  เธอรู้ได้ว่ามันดีใจ พยายามตอบสนองเธอผ่านร่างกายที่สั่นไหว  การดูแลเอาใจใส่ของเธออยู่ในการรับรู้ของมันเสมอมา แม้ว่ามันจะแสดงออกได้ไม่มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      นอกจากนี้ ภารกิจการประคับประคองหมาป่ายังกลายเป็นงานที่ทุกคนในบ้านมาร่วมด้วยช่วยกันอย่างเต็มใจ  แม้แต่หลานชายหลานสาวตัวเล็กยังขันอาสาช่วยเอาผ้ารองอุจจาระไปซักทำความสะอาดทุกเย็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จากที่ตื่นมาแล้วต้องถอนหายใจว่ามีภาระดูแลต้องทำก่อนรีบออกไปทำงาน  ตอนนี้เธอตื่นขึ้นมาด้วยความดีใจว่าจะได้ไปดูแลหมาป่า  แม้เป็นงานที่ไม่สะอาดไม่น่าดู  แต่เธอสุขใจและเต็มไปด้วยความยินดีที่ได้กระทำ  ไม่ว่ามันจะมีชีวิตอีกกี่วันก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เรื่องของหมาป่าได้ทำให้เราหวนกลับไปทบทวนถึงความคิดของตนเอง  จริงหรือไม่ ที่การทำ Put to Sleep เป็นความกรุณาที่มนุษย์ผู้เป็นเจ้าของยื่นให้แก่สัตว์เลี้ยง ความต้องการที่จะหยุดยั้งความทุกข์ทรมานนั้น ใช่เป็นความทรมานของเขา หรือเรากำลังพยายามหยุดยั้งความทุกข์ของตัวเราเองกันหนอ  เราให้ยาเพื่อเขาจะได้หลับไปและตายพ้นจากความทรมานทางกาย  หรือใช้ยากับเขาเพื่อดับความทุกข์ความอึดอัดที่ต้องมีภาระดูแล ให้พ้นไปออกจากใจเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กว่าจะถึงวันที่หมาป่าจากไป  เราต่างมั่นใจว่านี่แหละจะเป็นช่วงเวลาที่มอบบทเรียนเล็กๆ  อันยิ่งใหญ่ให้แก่ทุกคนในบ้าน บทเรียนว่าด้วยการอยู่ร่วมกันอย่างมีความหมาย บทเรียนการโอบรับความทุกข์ทางกายที่ไม่ทรมานใจนี้ไว้ร่วมกัน &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-3102607665707413951?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/3102607665707413951/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/09/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/3102607665707413951'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/3102607665707413951'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/09/blog-post.html' title='หมาป่า'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-22dV2w3q5ok/TlqGau5I7uI/AAAAAAAAC6s/_mG2YB4LECY/s72-c/9.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-1786275202350205674</id><published>2011-08-28T07:00:00.002+07:00</published><updated>2011-08-28T07:00:03.040+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>อัศจรรย์ของการฟัง</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/-I65OocrrfMk/TlhpANpvZeI/AAAAAAAAC6M/AsiHehnnMd4/s1600/L.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 214px;" src="http://2.bp.blogspot.com/-I65OocrrfMk/TlhpANpvZeI/AAAAAAAAC6M/AsiHehnnMd4/s320/L.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5645377585294566882" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 28 สิงหาคม 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ไม่ว่าเป็นการประชุมหรืออบรมของชาวไทย  เกือบทุกงานมักพบเห็นลักษณะคล้ายกันประการหนึ่งในผู้เข้าร่วม นั่นคือการนิ่งเฉยไม่ตอบคำถาม ไม่พยายามแสดงความคิดเห็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หลังจากทำสำรวจเองอย่างง่ายมานานหลายปี พบว่าสาเหตุเบื้องหลังของอาการนี้ คือความเชื่อฝังหัวว่า  การพูดที่ดีต้องมีสาระแม่นยำถูกต้อง หรือมีเทคนิคการเล่าเรื่องดี  จึงจะมีผู้สนใจฟัง หาไม่แล้วคนก็จะเมินเฉย ยิ่งกว่านั้นอาจดูแคลนผู้พูดเอาได้ว่า นำเสนอไม่น่าสนใจ ไม่มีความรู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผู้เข้าร่วมจำพวกที่กล้าพูดต่อหน้าสายตาหลายสิบหลายร้อยคู่  จึงมักเป็นผู้มั่นใจในเรื่องเล่า  สาระ หรือทักษะการพูดของตนเอง  ที่เหลือนั้นถ้าไม่ถูกคะยั้นคะยอให้พูด  หรือไม่ถึงคิวตามลำดับต้องแสดงความเห็น  ก็จะนิ่งเฉย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ความเชื่อว่า  ต้องพูดให้ดีจึงจะมีคนฟังจึงกลายเป็นอุปสรรค ทำให้เราพลาดโอกาสสื่อสารเรื่องราวและความรู้สึกอีกมากมายในใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สิ่งสำคัญที่เราลืมไปยิ่งกว่าการพูด  คือคุณภาพของการฟัง เป็นคุณภาพที่เปี่ยมไปด้วยการอดทนรอคอย  เปิดรับ ไม่ด่วนตัดสิน  และกระตุ้นให้กำลังใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในการฝึกปฏิบัติอย่างหนึ่งตามแนวทางจิตตปัญญา  เราให้ผู้เข้าร่วมสองคนผลัดกันเล่าเรื่องของตนให้อีกฝ่ายฟัง ต่างมีเวลาเล่าคนละ 5 นาที ระหว่างนั้นฝ่ายคนฟังจะไม่แทรกคำ ไม่ขัดจังหวะถามกลางครัน ในตอนท้ายมักได้พบความแตกต่างมากมายในผู้เข้าร่วมแต่ละคู่ซึ่งมีพฤติกรรมต่างกัน  คู่ที่อดทนตามกติกาไม่ได้ก็ยอมรับว่ารู้สึกอึดอัดจนหยุดเล่า ต่างคนต่างหันไปมองทางอื่น  บางคู่ก็พูดคุยได้จนจบเวลาแต่ก็ด้วยพลั้งเผลอเป็นการสนทนาพูดโต้ตอบกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สิ่งที่น่าสนใจคือ บรรดาคู่ที่ฝ่ายเล่าเรื่องมาเผยในภายหลังว่าไม่ได้เตรียมไว้ว่าจะเล่าได้มากมายขนาดนั้น บ้างว่ารู้สึกถูกดึงดูดให้อยากถ่ายทอดออกมา บ้างเล่าทั้งเรื่องทั้งสีหน้าและท่าทาง  ทั้งหมดนี้มีจุดร่วมเดียวกันคือ ได้คู่ผู้ฟังที่สบตา ส่งสายตาให้กำลังใจ มีสีหน้าที่เกาะติด และตลอดเวลาที่ฟังยังไม่หันหน้าเบนสายตาหนีไปที่อื่น แม้ว่าไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หลายคนในกลุ่มนี้ยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่คนพูดเก่ง  เล่าเรื่องไม่ดี ไม่มีทักษะการนำเสนอ  แต่เขาเผยเรื่องราวและอารมณ์ความรู้สึกออกมาได้อย่างต่อเนื่องและน่าสนใจ  ใช่ว่าจู่ๆ เขาจะกล้า หรือว่ามีทักษะขึ้นมากะทันหัน  เรื่องเล่าดีๆ ที่เกิดขึ้นมาได้ นั่นเพราะว่าอีกฝ่ายให้การฟังที่มีคุณภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ความเชื่อว่าต้องพูดให้ดีจึงจะมีคนฟัง  นอกจากจะกดดันทำให้เราไม่กล้า ขาดความมั่นใจ  ยังมีผลให้เราด่วนประเมินตัดสินเมื่อเราได้ฟังคนอื่นเขาพูดไปโดยปริยาย  มันทำให้เราไม่ค่อยอดทนรอคอยให้เขาพูดจนจบ  ถ้าไม่ละความสนใจไปก่อน ก็ชิงตัดบทกลับเป็นฝ่ายพูดเสียเอง หรือไม่เช่นนั้นก็สิ้นความสนใจในการสนทนาเพราะคิดว่ารู้เรื่องที่จะเล่ามาทั้งหมดแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      คุณภาพของการฟังนั้นไม่ได้เป็นเพียงความสามารถในการจับประเด็นใจความสำคัญ  หรือจดจำเนื้อหาสาระได้ละเอียดครบถ้วน  แต่เป็นคุณภาพของการเปิดรับปัจจุบันขณะตรงหน้า เปิดกว้างเปิดรับและรอคอยอย่างไม่เป็นทุกข์อึดอัด ไม่ด่วนตัดสินตีค่าประเมินราคา วางใจในความคิดความเห็นที่แตกต่าง และมอบความเมตตาให้กำลังใจกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ด้วยคุณภาพนี้ การฟังจึงเป็นวิหารธรรมสำหรับเรา ให้ฝึกฝนการมีสติรู้เนื้อรู้ตัวได้ ทั้งยังเป็นคุณภาพเดียวกันกับหลักการของการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) ในแนวคิดสุนทรียสนทนา (Dialogue) เป็นสิ่งล้ำค่าที่เรามอบให้แก่ตัวเองและคู่สนทนาได้ตลอดเวลา&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-1786275202350205674?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/1786275202350205674/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/08/blog-post_28.html#comment-form' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/1786275202350205674'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/1786275202350205674'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/08/blog-post_28.html' title='อัศจรรย์ของการฟัง'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-I65OocrrfMk/TlhpANpvZeI/AAAAAAAAC6M/AsiHehnnMd4/s72-c/L.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-1240117190124107457</id><published>2011-08-14T07:00:00.003+07:00</published><updated>2011-08-14T18:15:30.192+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>งานดาษดาด</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/-wMoI9Pfj_uc/Tj9PPoEtltI/AAAAAAAAC5s/9Q4f1p-TFbs/s1600/T.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 211px;" src="http://1.bp.blogspot.com/-wMoI9Pfj_uc/Tj9PPoEtltI/AAAAAAAAC5s/9Q4f1p-TFbs/s320/T.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5638312388364965586" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 14 สิงหาคม 2554&lt;br /&gt;&lt;span style="font-style:italic;"&gt;(ใช้ชื่อบทความในฉบับตีพิมพ์ว่า "มืออาชีพ")&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หลายวันก่อนผมเดินผ่านย่านสยามสแควร์ในตอนสาย ที่หน้าโรงหนังลิโด ริมทางบาทวิถี  มีกรอบป้ายใสไว้ใส่โปสเตอร์หนังที่กำลังเข้าฉาย  พนักงานชายคนหนึ่งถือโปสเตอร์แผ่นใหญ่หลายชิ้นไว้ในมือ อีกมือก็ฉีกกระดาษกาว เปิดป้ายใส่โปสเตอร์ พร้อมทั้งกระดาษบอกเวลารอบฉายอีกหลายแผ่นเล็กๆ  กลางแดดร้อน คนเดินพลุกพล่าน เขาทำงานนี้เพียงลำพังคนเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมหยุดยืนอยู่ข้างๆ  ตามความเคยชิน จะดูว่าสัปดาห์นี้มีหนังใหม่เรื่องไหนเข้าฉายบ้าง  แต่กริยาท่าทางของพนักงานคนนี้ทำให้ผมหันเหความสนใจจากโปสเตอร์ไปสังเกตเขาแทน  สิ่งที่ผมสนใจไม่ใช่อากัปกิริยาการทำงานด้วยความชำนาญ หรือเทคนิคการยึดกระดาษให้เข้าที่โดยไม่ต้องมีใครช่วย  หรือวิธีการเตรียมแผ่นต่อไปอย่างไรไม่ให้กองแผ่ที่พื้นจนคนสัญจรไปมาพลั้งย่ำเอาได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมสนใจที่เขาไม่รีบร้อนทำงานแปะโปสเตอร์ให้แล้วเสร็จกันไป ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ช้าจนกินเวลาเกินจำเป็น  เขาพยายามทาบกระดาษลงไปให้พอดี  แล้วเห็นมุมไหนเอียง ส่วนไหนไม่เรียบ  เขาก็ค่อยดึงออกมาทาบ และติดกลับเข้าไปใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ที่สำคัญคือเขาไม่มีสีหน้าหงุดหงิดรำคาญแต่อย่างใด แม้ว่าใบหน้าจะไม่ได้ระบายยิ้ม แต่ก็ตั้งใจและใส่ใจกับงานเล็กๆ ตรงหน้ามาก ทำให้นึกถึงการฝึกอบรมครั้งหนึ่ง เป็นเรื่องว่าด้วยกระดาษฟลิปชาร์ทที่เราใช้เขียนสรุปและสะท้อนบทเรียนในแต่ละช่วงของการฝึกอบรม และทีมผู้ช่วยกระบวนกรจะนำไปกระดาษติดไว้บนฝาผนังของห้อง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมมาอ่านและจดบันทึกเองในภายหลังได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การอบรมครั้งนั้น  ผู้ช่วยสองคนรีบคว้าเอากระดาษไปติด  ในจังหวะที่ผู้เข้าร่วมอบรมไปพักดื่มกาแฟ  ทั้งคู่รีบติดโดยใช้เวลาน้อยมาก กระดาษแผ่นใหญ่ห้าหกแผ่นถูกติดไว้รอบห้องในเวลาไม่กี่นาที  แต่หลังจากเริ่มการอบรมช่วงต่อไปในอีกไม่ทันข้ามวันเช่นกัน กระดาษทั้งหลายก็ค่อยๆ ทยอยหลุดลงมา ต้องหมั่นไปติดไปปะเพิ่ม  บางแผ่นอาการหนักถึงขั้นต้องรื้อออกมาติดใหม่  เพราะใช่ว่าของเดิมก่อนหลุดออกมาจะสวยงาม จะได้แนวตรง และเรียบตึงหรือก็เปล่า มันทั้งเอียงทั้งย่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กระบวนกรจึงต้องบอกผู้ช่วยในฐานะกัลยาณมิตรผู้พี่ตักเตือนผู้น้อง  ชี้ให้เขาเห็นว่าประเด็นที่คุยกันนี้ไม่ใช่เรื่องการทำงานให้สมบูรณ์แบบ  รวมทั้งไม่ได้ตำหนิเพราะทำงานผิดพลาด  การติดกระดาษนี้เองคือการทำงานเพื่อการฝึกฝนตัวเราเอง บนเส้นทางจิตตปัญญา  ฝึกอยู่กับปัจจุบันขณะตรงหน้าอย่างชื่นชมยินดี โดยใส่ใจและประณีตในภารกิจการงานที่กระทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        หากหลงคิดหลงเชื่อไปว่างานที่ทำนี้ไม่สลักสำคัญ  เป็นงานยิบย่อยรายทาง ยิ่งทำให้พาใจออกห่าง  ไม่เอาใจใส่ ขณะเดียวกันต้องไม่หลงไปทำอย่างเพลินจนกินเวลาเกินพอดี  ติดกระดาษบนฝาผนังก็เป็นงานอันมีคุณค่า เป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกันกับการฝึกอบรมทั้งหลักสูตร  งานเล็กงานน้อยในการอบรมต่างเป็นงานเพื่อการรู้จักรู้ใจตนได้ทั้งสิ้น จะงานติดกระดาษ แจกปากกา หรือส่งไมค์ ล้วนเป็นงานที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการสอนการบรรยาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในจิตตปัญญาศึกษานั้น  ทีมงานต้องไม่เพียงแค่พูดให้ผู้เข้าร่วมเขาฟัง และไม่เพียงแค่นำกิจกรรมให้เขาทำเท่านั้น  แต่ต้องให้เขาได้เรียนรู้จิตตปัญญาจากการทำให้เขาดู และเป็นให้เขาเห็น  ทั้งในบทบาทการเป็นผู้บรรยายความรู้ และงานสนับสนุนทุกอย่าง แม้กระทั่งการติดกระดาษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ภารกิจการงานที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เพราะอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า หรือได้รับผลตอบแทนมากกว่า  ทุกงานย่อมเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ เมื่อได้รับความทุ่มเทเอาใจใส่ของเรา งานใดๆ ย่อมเป็นงานที่มีความหมายเมื่อเราให้คุณค่าความสำคัญของสิ่งที่เราลงมือทำ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-1240117190124107457?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/1240117190124107457/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/08/blog-post_14.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/1240117190124107457'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/1240117190124107457'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/08/blog-post_14.html' title='งานดาษดาด'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-wMoI9Pfj_uc/Tj9PPoEtltI/AAAAAAAAC5s/9Q4f1p-TFbs/s72-c/T.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-5301086019565546017</id><published>2011-08-07T07:00:00.001+07:00</published><updated>2011-08-07T07:00:04.250+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>ล้างจาน</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/-iDUD9IaFG_g/TjbYUwcQZ8I/AAAAAAAAC5c/ySV8NLovAbM/s1600/B.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 240px; height: 240px;" src="http://4.bp.blogspot.com/-iDUD9IaFG_g/TjbYUwcQZ8I/AAAAAAAAC5c/ySV8NLovAbM/s320/B.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5635929834813155266" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 7 สิงหาคม 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ครั้งแรกที่ได้ยินคำว่า  “ล้างจานเพื่อล้างจาน” ในงานภาวนาของสังฆะหมู่บ้านพลัมเมื่อ 7 ปีก่อน ผมยังเกิดความสงสัยขึ้นเล็กน้อยในใจว่าการล้างจานก็ทำไปเพื่อจะได้ทำให้จานสะอาดน่ะสิ การบอกว่าล้างจานเพื่อล้างจานดูจะไม่เป็นกำปั้นทุบดินไปหน่อยหรือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หลังจากได้รับคำอธิบายจึงได้เข้าใจมากขึ้นว่า การปฏิบัติตามแนวทางของหมู่บ้านพลัมนี้มีความลึกซึ้งในความเรียบง่ายธรรมดาอยู่มาก และสามารถนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ไม่ยากเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อีกทั้งในระหว่างใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในกิจกรรมการภาวนานี้ แต่ละคนที่มาเข้าร่วมทุกเพศทุกวัยก็ดูจะใส่ใจกับการล้างจานเป็นอย่างดี  รับประทานเสร็จก็ทะยอยยกจานกันไป ของใครของมัน เวลาล้างก็ค่อยๆ ล้าง ไม่รีบร้อน แทบไม่ได้ยินว่ามีเสียงพูดคุยกันในระหว่างล้างจาน เป็นภาพที่น่าชื่นชม และเชิญชวนให้ไปทำเองที่บ้านมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ครั้นกลับมาก็พบว่าไม่ง่าย ด้วยความที่บรรยากาศในสถานที่ภาวนา  และผู้คนที่เป็นกัลยาณมิตรแวดล้อมนั้น ช่างเอื้ออำนวยให้เรามีใจจดจ่ออยู่กับงานปัจจุบันมาก  ถึงคราวที่ต้องล้างจานก็เต็มที่กับภารกิจตรงหน้า  ส่วนสถานการณ์ที่บ้านกลายเป็นอีกอย่าง  หลายครั้งงานล้างจานเป็นภารกิจรีบด่วน ต้องรีบทำให้เสร็จ จะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่น หรือไม่ก็ล้างไปเบื่อไป อยากไปดูหนังฟังเพลงที่มันสนุกและผ่อนคลายกว่า  บางครั้งตัวก็ยืนอยู่หน้าอ่าง มือก็ถือจาน ยังพบว่าใจกำลังลอยไป ปล่อยใจเพลิดเพลินกับการนึกถึงเรื่องนั้นทีเรื่องนี้ที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ช่วงค่ำได้มานั่งปฏิบัติภาวนาตามรูปแบบที่ทำเป็นประจำ จนเสร็จแล้วและกำลังผ่อนคลาย  ทบทวนชีวิตตลอดทั้งวันดูถึงได้สังเกตเห็นว่า ประสบการณ์ที่มีในการภาวนาเทียบกับการล้างจานแล้วแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย  ระหว่างนั่งภาวนาก็มีทั้งเผลอคิด  ใจลอย รู้สึกเมื่อย ซึ่งเป็นภาวะที่มีเกิดขึ้นในการล้างจานเหมือนกัน  เพียงแต่ความมุ่งมั่นตั้งใจต่างกันเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในการภาวนา  ถ้ารู้ว่าเผลอหลุดคิดไปก็รีบกลับมาที่คำบริกรรม  หรือตามลมหายใจ  นั่นเพราะมีใจมุ่งมั่นศรัทธา  เห็นว่าเป็นภารกิจสำคัญ  แต่ในทางกลับกัน ไม่มีสิ่งเหล่านี้ในใจเลยสำหรับงานบ้านธรรมดาสามัญดังเช่นการล้างจาน มิน่าเล่า ทำไมเผลอใจในระหว่างล้างได้ง่ายดายและแทบไม่พยายามกลับมารู้เนื้อรู้ตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เช่นนี้แล้ว เพียงแค่เราเห็นความสำคัญและมีความมุ่งมั่นตั้งใจในภารกิจการงานใดๆ การงานนั้นก็ย่อมเป็นการปฏิบัติภาวนาให้เราเห็นสภาวะความเป็นไปของใจได้เช่นเดียวกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ล้างจานเพื่อล้างจานจึงเป็นให้สติมาจดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่  เป็นการดึงใจได้อยู่ในปัจจุบันกับกิจกรรมตรงหน้า หาใช่แค่งานบ้านที่ไม่ความสลักสำคัญ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การได้เผชิญโจทย์ว่าทำอย่างไรให้การล้างจานได้เป็นการเจริญสติ  ยังเป็นความท้าทายสำหรับคนอีกกลุ่มที่เห็นการล้างจานเป็นความเพลินจนใช้เวลามากเกินไป  ทำอย่างไรจะตั้งอยู่ในความพอดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แนวทางของหมู่บ้านพลัมสอนว่า เราจงถือเอาการล้างจานเสมือนหนึ่งการขัดถูทำความสะอาดหิ้งพระและแท่นบูชา  ล้างจานแต่ละใบในมือประหนึ่งกำลังทำความสะอาดให้องค์พระพุทธ  ด้วยเจตนานี้เอง ทำให้เราทำงานบ้านด้วยความศรัทธาและตั้งใจ เห็นความหมายและคุณค่าแห่งการฝึกตนอยู่ในงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;            กิจกรรมทุกประการในชีวิตประจำวันจึงสามารถให้บทเรียนและฝึกให้เรากลับมาอยู่กับปัจจุบันได้  ใช่เพียงแต่การปฏิบัติภาวนาตามรูปแบบเท่านั้น  ล้างจานได้ก็ย่อมล้างใจได้  ชีวิตที่มีงานสารพัดสารพันแต่ละวันก็ย่อมสามารถเป็นชีวิตที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน เป็นชีวิตที่ฝึกฝนให้เท่าทันใจได้เช่นกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-5301086019565546017?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/5301086019565546017/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/08/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/5301086019565546017'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/5301086019565546017'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/08/blog-post.html' title='ล้างจาน'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-iDUD9IaFG_g/TjbYUwcQZ8I/AAAAAAAAC5c/ySV8NLovAbM/s72-c/B.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-8461554911242032971</id><published>2011-07-31T07:00:00.002+07:00</published><updated>2011-07-31T07:00:03.570+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>ก่อนเริ่มประชุม</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/-YIOPritMrsE/Ti1a_Ta1byI/AAAAAAAAC3o/zQ-NxpGg0c4/s1600/My%2BHipstaPrint%2B0.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 275px;" src="http://2.bp.blogspot.com/-YIOPritMrsE/Ti1a_Ta1byI/AAAAAAAAC3o/zQ-NxpGg0c4/s320/My%2BHipstaPrint%2B0.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5633258752501444386" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 31 กรกฎาคม 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กิจกรรมการเช็คอิน มีกระบวนการทั้งเรียบง่าย และใช้เวลาเพียงสั้นๆ ก่อนเริ่มการประชุม ให้แต่ละคนได้บอกเล่าสภาวะความเป็นไป  จะสุขภาพร่างกาย ใจ หรือแบ่งปันเรื่องราวเหตุการณ์ที่ได้พบมา ส่วนผู้ฟังก็เปิดใจให้พร้อมรับกับการประชุมต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในการประชุมครั้งหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา  เราเริ่มกิจกรรมเช็คอินดังที่ทำมาเป็นประจำ  มีเพื่อนอาจารย์คนหนึ่งมีเรื่องคาใจ จึงขอแบ่งปันเหตุการณ์สดๆ ร้อนๆ เมื่อเช้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เธอเล่าว่าวันนี้ ตอนทำกิจธุระส่วนตัวในห้องน้ำของมหาวิทยาลัย มีคนกดก๊อกน้ำที่อ่างเพื่อล้างมือ แต่พอคนนั้นเดินออกไป น้ำไม่ยอมหยุดไหล เธอเห็นว่าก๊อกน้ำคงจะค้างแน่ จึงดึงมันขึ้นมาเพื่อให้น้ำหยุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หลังจากนั้นเธอก็เริ่มแปรงฟัน  และเห็นนักศึกษาสาวคนหนึ่งกำลังหวีผมแต่งหน้าอยู่ถัดไปทางขวามือ  ระหว่างนี้ก็มีคนออกมาจากห้องสุขาแล้วเดินมากดก๊อกน้ำตัวเดิมอีกซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างเธอกับนักศึกษา รายที่สองนี้ก็เดินจากไปโดยไม่รู้ว่าก๊อกมันค้าง และน้ำก็ไหลไม่หยุด  เธอหันไปชำเลืองมองนักศึกษาหญิงคนนั้น เมื่อไม่เห็นว่าจะมีทีท่าเอื้อมมือมาดึงก๊อกปิดน้ำ  เธอก็หยุดแปรงฟันแล้วหันไปดึงก๊อกเป็นครั้งที่สอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จุดสำคัญของเรื่องอยู่ที่เธอเข้าไปทำธุระในห้องสุขา และได้ยินเสียงกดก๊อกน้ำแล้วน้ำก็ไหลไม่หยุด กระทั่งเธอเสร็จธุระออกมาก็พบว่าถัดจากก๊อกเจ้าปัญหานี้  นักศึกษาหญิงคนเดิมยังยืนส่องกระจกหวีผมแต่งหน้า ไม่มีทีท่าใดๆ ต่อน้ำที่ไหลทิ้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ท้ายที่สุด  เธอจึงปิดก๊อกนั้นเองเป็นครั้งที่สาม  หันไปมองนักศึกษา พร้อมกับเกิดสารพัดความรู้สึกขึ้นมาในใจ  เล่าถึงตรงนี้ เธอยอมรับว่าเห็นอารมณ์ความรู้สึกมากมายของตน ทั้งไม่พอใจ ผิดหวัง ขัดใจ  ว่าทำไมนะ ก๊อกก็อยู่แค่ตรงนี้ใกล้ๆ จะช่วยกันดูแลประหยัดน้ำให้ไม่ได้เชียวหรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การเช็คอินครั้งนี้บอกอะไรหลายอย่าง  เราไม่เร่งด่วนตัดสิน  หาไม่แล้วอาจมีคุยกันต่อยืดยาว  ซักกันว่าทำไมไม่อบรมต่อว่านักศึกษา หรือไม่ก็พร่ำบ่นว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไปทำให้จิตสำนึกคนเปลี่ยนแปลง  แต่เพราะว่าหัวใจสำคัญของกิจกรรมคือการได้ฟังเพื่อนบอกเล่า เพื่อให้เขาได้ผ่อนคลายและพร้อมสำหรับการประชุม ไม่ใช่เปิดบทสนทนาใหม่ด้วยการไปวิพากษ์วิจารณ์กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สิ่งสำคัญอีกอย่าง  นั่นคือความสามารถที่จะสังเกตเห็นและเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง  ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย  โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เชื่อมั่นว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก  เพื่อนอาจารย์คนนี้เธออาจโกรธและต่อว่านักศึกษา จนบานปลายกลายเป็นการทะเลาะในห้องน้ำก็ได้  แต่สิ่งที่เธอเลือกทำ คือพยายามเท่าทันความหวั่นไหวที่เกิดขึ้นในใจตัวเองก่อน แล้ววางใจ วางเอาไว้ไม่ถือไม่แบกให้ขุ่นข้องไปจนตลอดวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      วางใจที่ว่านี้ยังไม่ใช่แค่อารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นข้างใน แต่ยังวางใจ ไม่ด่วนปล่อยใจไปลงมือกระทำสิ่งง่ายๆ ด้วยการตัดสินนักศึกษาว่าเป็นคนอย่างไร น่าตำหนิติเตียนแค่ไหน  เพราะเธอไม่สามารถรู้และเข้าใจได้ทั้งหมดว่านักศึกษาได้พบเจอเหตุอะไรมาบ้างก่อนหน้านั้น หรือสภาวะในใจเขาเป็นอย่างไร  พร้อมกันกับที่วางใจ เธอก็ไม่นิ่งเฉยดูดาย อะไรที่เป็นเรื่องไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะทำได้ก็ลงมือทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เพื่อนอาจารย์บอกเราผ่านการเช็คอินของเธอว่า  การวางใจคือการละวางไม่ถือเอาเรื่องราวไว้ให้ทุกข์ใจ วางใจว่าไม่สามารถเข้าใจคนอื่นได้ทั้งหมด ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่วางเฉยดูดาย เห็นว่าธุระหน้าที่ไม่ใช่  เรากระทำสิ่งที่ดีที่สมควรได้ โดยไม่จำเป็นต้องปล่อยใจให้ขุ่นมัว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-8461554911242032971?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/8461554911242032971/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/07/blog-post_31.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/8461554911242032971'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/8461554911242032971'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/07/blog-post_31.html' title='ก่อนเริ่มประชุม'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-YIOPritMrsE/Ti1a_Ta1byI/AAAAAAAAC3o/zQ-NxpGg0c4/s72-c/My%2BHipstaPrint%2B0.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-3115502226090661146</id><published>2011-07-17T07:00:00.001+07:00</published><updated>2011-07-17T07:00:00.500+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>เท่าทันที่หวั่นไหว</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/-jWpxl2BkN4M/TheutJkrgHI/AAAAAAAAC20/t7y3w_vOehs/s1600/N.png"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://1.bp.blogspot.com/-jWpxl2BkN4M/TheutJkrgHI/AAAAAAAAC20/t7y3w_vOehs/s320/N.png" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5627158350109835378" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 17 กรกฎาคม 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา  เป็นวันเลือกตั้งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ  ไม่ใช่เพราะว่าเป็นการเลือกตั้งที่มีการขับเคี่ยวแข่งขันกันอย่างเข้มข้นระหว่างพรรคการเมือง  และไม่ใช่เพราะว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งที่มีผู้มาใช้สิทธิ์มากเป็นประวัติการณ์  สิ่งที่น่าสนใจคือกระแสข่าวสารจำนวนมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เพียงแต่มิใช่ข่าวการเมืองทั่วไปที่พบเห็นได้จากสื่อกระแสหลักในการเลือกตั้งมาทุกคราว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ทว่าในปีนี้ มีเสียงจากผู้คนหลายทัศนะและหลากความรู้สึก เป็นข่าวสารที่รายงานผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (social network)  เปิดให้ทุกคนเล่าเรื่องที่พบเจอ แบ่งปันความเชื่อ เขียนวิจารณ์นโยบายทางการเมือง ไปจนถึงบอกความในใจของตนต่อสถานการณ์บ้านเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อาจจะเป็นสิ่งดี ที่การเลือกตั้งในยุคสมัยปัจจุบันนี้ได้มีทางเลือกให้เรารับข่าวสารได้นอกเหนือไปจากโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และวิทยุ  รวมทั้งยังเปิดช่องทางการสื่อสารใหม่ให้เราแต่ละคนเป็นผู้รายงานข่าวได้เอง แม้จะเข้าถึงคนในจำนวนไม่เทียบเท่าสื่อหลัก แต่ก็หลากทัศนะและมุมมองสุดแท้แต่ใครจะนำเสนออะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่ขณะเดียวกัน  การไหลบ่าของข้อมูลข่าวสารจากคนหลากหลายก็ท่วมท้นไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่เรายากจะวางใจ  หากอ่านไปพบความเห็นที่เราไม่ชอบไม่เห็นด้วย ในใจก็อยากจะโต้แย้ง เกิดความชิงชังขึ้นมา  ยิ่งถ้าไปอ่านความเห็นจากเพื่อนหรือคนรู้จักกันแล้วเขาเห็นต่างจากเรามาก มักยิ่งผิดหวัง ไม่พอใจ พลอยไม่อยากเสวนา ไปจนถึงทะเลาะทุ่มเถียงกันผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ก็มีอยู่มาก  ในแง่นี้ความต่างยิ่งทำให้เราห่างกัน และขีดเส้นแบ่งคั่นกันเป็นคนละขั้ว ถ้าไม่เห็นด้วยเท่ากับหมายความว่ายืนอยู่ฝ่ายตรงข้าม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ยิ่งได้รับข่าวเยอะ ยิ่งรู้ข้อมูลมาก เท่าทันเหตุการณ์ความเป็นไป แต่ไม่สามารถเท่าทันจิตใจได้เลย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ยากไปยิ่งกว่าการเท่าทันใจเราที่โกรธเกลียดจากเรื่องราวที่เราเห็นต่าง  นั่นคือข่าวสารความเห็นที่ถูกอกถูกใจเรา  เมื่อเห็นด้วยมากก็ชอบมาก ติดตามอ่านมาก นอกจากจะไม่เห็นมุมมองในด้านอื่นแล้ว ยังยากจะเท่าทันได้ว่าหลงไปแล้ว เผลอไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เริ่มตั้งแต่บ่าย  ไปจนคืนของวันที่ ๓ กรกฎาคม  ในสื่อสังคมออนไลน์จึงเต็มไปสีสันจัดจ้านของอารมณ์ความรู้สึก ขณะที่หน้าจอโทรทัศน์กำลังรายงานจำนวนตัวเลขคะแนน  บนหน้าจอคอมพิวเตอร์บ้างก็ระบายความโกรธแค้น บ้างก็ผิดหวังเศร้าเสียใจ บ้างก็เย้ยเยาะอย่างสะใจ บ้างก็เสียดสีใส่กัน เป็นข่าวสารความเป็นไปของผู้คนจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แทบทุกคนตกอยู่ในสถานการณ์ของผู้ถูกกระทำ  แทบไม่มีใครเลยที่ถอยพ้นออกมาเห็น และเท่าทันได้ว่าใจกำลังหวั่นไหวไปกับเรื่องราวของการเลือกตั้ง และการเลือกข้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ระหว่างที่สื่อออนไลน์จะกลายเป็นสนามสงครามอารมณ์นั้น ท่ามกลางความเห็นนับร้อยนับพัน อันอาจจะทำให้ไหลไปกับหลากอารมณ์ตื่นเต้นสมใจ ผิดหวังเศร้าโศก ก็ยังมีความเห็นหนึ่งที่ชวนให้ฉุกคิด และสะกิดใจขึ้นมาได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-style:italic;"&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;“ใครมั่นใจฝีมือภาวนาของตัวเอง ก็เช็คสติกันวันนี้ได้ ดีใจออกนอกหน้า เซ็งเป็ด จิตตก สะใจ จิตตอนนี้สภาวะไหนบ้าง ดูแลใจด้วยนะคะ เปลี่ยนโลกได้ที่ใจเรา”&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ข้อความ สั้นๆ ง่ายๆ แค่นี้  แต่กระตุกให้หันกลับมามองใจตัวเราเอง หลังจากที่จมดิ่งไปกับข้อมูลข่าวสารความเห็นจำนวนมหาศาล หลังจากเสพเก็บเรื่องราว ซึมซับรับอารมณ์ และวิเคราะห์วิจารณ์สถานการณ์ทางการเมือง  แต่ในระหว่างนั้น ไม่ทันได้หันมาเห็น และเท่าทันความสั่นไหวข้างใน ที่มันสะเทือนให้โลกภายนอกสั่นคลอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อหวั่นไหวใจก็หลุดไปจากภาวะสงบผ่อนคลาย  เมื่อรู้เท่าทันย่อมกลับมาสู่สมดุล วางใจและยอมรับความเป็นไปของใจและของโลกได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การเลือกตั้งครั้งสำคัญนี้ อาจจะเป็นการเลือกตั้งธรรมดาทั่วไปที่มีทั้งคนที่สุขสมหวัง มีทั้งคนที่เสียใจ  อาจเป็นการเลือกตั้งเหมือนครั้งก่อนหน้าที่อะไรๆ ก็ไม่ได้ดั่งใจ หรือสาแก่ใจที่ได้เห็นความพ่ายแพ้ของฝ่ายตรงข้าม  แต่การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีความหมายความสำคัญมากขึ้นไปกว่าเดิมอีกมาก เมื่อเราสังเกตการณ์เรื่องราวภายนอกที่ดำเนินไป พร้อมกับสังเกตการณ์จิตใจที่ถูกกระทบและหวั่นไหวไปกับข่าวสาร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;เป็นโอกาสของการเลือกครั้งสำคัญ  เลือกที่จะตั้งสติ  และใช้ชีวิตอยู่อย่างเท่าทันความหวั่นไหว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ท่ามกลางกระแสธารของข่าวสารที่เชี่ยวกราก กระชากให้เราตื่นเต้นหรือเสียใจ ทำให้หลุดไปจากเส้นทางแห่งความสงบและความมั่นคงภายในได้โดยง่าย  การกลับมาสู่ภาวะที่วางใจและเห็นเท่าทันโลกที่ดำเนินเช่นนั้นไป อาจต้องอาศัยเครื่องเตือนใจเช่นความเห็นเล็กๆ นี้ ขอบคุณกัลยาณมิตรในสื่อออนไลน์ ที่ทำให้วันเลือกตั้งได้เป็นวันน่าสนใจเป็นพิเศษ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-3115502226090661146?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/3115502226090661146/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/07/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/3115502226090661146'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/3115502226090661146'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/07/blog-post.html' title='เท่าทันที่หวั่นไหว'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-jWpxl2BkN4M/TheutJkrgHI/AAAAAAAAC20/t7y3w_vOehs/s72-c/N.png' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-3841885275762860892</id><published>2011-06-26T07:00:00.000+07:00</published><updated>2011-06-26T07:00:03.569+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>คอเดียวกัน</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/-_KKe_wyCTAc/Tf8vRlokZBI/AAAAAAAAC1g/8spRLiwH2BY/s1600/F.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 270px; height: 203px;" src="http://4.bp.blogspot.com/-_KKe_wyCTAc/Tf8vRlokZBI/AAAAAAAAC1g/8spRLiwH2BY/s320/F.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5620262839188218898" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 26 มิถุนายน 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อแรกในการอบรมเรื่องการเรียนรู้แนวจิตตปัญญา  พวกเราเหล่ากระบวนกรมักปรารถนาให้ผู้เข้าร่วมได้รู้จักและเห็นภาพทั้งหมดของกระบวนการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดโมเดลจิตตปัญญาพฤกษา  เพราะเราเชื่อว่าด้วยความรู้ที่ผ่านการวิจัยศึกษามาอย่างต่อเนื่องในเวลาสองปีกว่า ทั้งการสังเคราะห์ความรู้จากงานสำรวจข้อมูลออกสู่โมเดลอธิบายกระบวนการ กระทั่งได้นำโมเดลไปประยุกต์ทดลองใช้ในชั้นเรียนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล  น่าจะเกิดประโยชน์และช่วยให้เขานำไปใช้เองได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในช่วงหลังมานี้เราเริ่มปล่อยวางความปรารถนาที่มักจะล้นเกินจนเป็นความคาดหวังนี้ลง  เราพบว่าไม่ใช่ทุกครั้งของการอบรมที่องค์ความรู้อันครบถ้วนและเข้มข้น จะสามารถเป็นคำตอบต่อวาระความสนใจและจะนำไปใช้ในชีวิตการงานของเขาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แทนที่จะให้เวลาอย่างมากกับเรื่องความรู้ ทักษะ และการประยุกต์ใช้  เราก็ปรับมาใช้เวลาเหมาะสมกับความสนใจอันหลากหลายของผู้เข้าร่วม  แต่เน้นไปยังสิ่งที่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเขาในระยะยาวภายหลังการอบรม นั่นคือการมีคนคอเดียวกันไว้สนทนา แบ่งปันเรื่องราวที่พบ บอกเล่าปัญหายากที่ตนต้องเผชิญ  เป็นกลุ่มสนับสนุนกันที่อาจใช้เรียกหาในคำอื่นได้ อาทิ ชมรม ชุมชนนักปฏิบัติ หรือสังฆะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หลังการอบรมจำนวนมากหลายครั้ง ผู้เข้าร่วมมีลักษณะไปในทำนองเดียวกัน นั่นคือในช่วงเรียนรู้ด้วยกันนั้น ต่างพบว่าทำให้ได้รู้จักเข้าใจตนเอง เข้าใจเพื่อน และเห็นความเป็นไปได้มาก ทั้งยังมีความมุ่งมั่นจะสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วย  แต่แล้วหลังจากนี้ไม่กี่วันหรือสัปดาห์ ดูเหมือนทุกคนล้วนเห็นพ้องว่าทุกอย่างกลับไปสู่สภาพคล้ายเดิมก่อนหน้าการอบรม  ความรู้และทักษะที่เคยได้กลับไม่ค่อยถูกนำมาใช้อีก  บ้างจึงเห็นว่าการอบรมเป็นเพียงยารักษาระยะสั้น อาจให้ผลได้แก่บางคนที่มีความตั้งใจและสนใจอย่างจริงจังเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่ยังมีตัวอย่างอีกด้านหนึ่ง และเป็นความจริงที่เกิดขึ้นกับหลายองค์กร  เขาเหล่านี้ยังมีความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงสืบเนื่องหลังการอบรม อาทิ เกิดกลุ่มพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการด้วยกระบวนการสุนทรียสนทนา หรือฝึกฝนการสะท้อนทบทวนตนเองด้วยการเขียนและศิลปะ  กลุ่มคนคอเดียวกันเหล่านี้ทำให้เกิดความต่อเนื่อง ทักษะความรู้และเรื่องราวอันประทับใจก็ไม่เลือนหายไปหลังการอบรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เหตุที่องค์กรเหล่านี้ทำได้ มิได้เป็นเพียงลำพังคำสั่งและความเอาจริงของผู้นำผู้บริหารเท่านั้น เพราะยังมีภารกิจอีกมากมายให้องค์กรต้องดำเนินการ ทำให้การสานต่อจากการอบรมมักมิใช่เรื่องสำคัญลำดับแรก ไม่ช้าไม่นานผู้บริหารก็จำต้องปล่อยผ่านให้ความสำคัญกับภารกิจงานหลัก  จริงอยู่ที่การสนับสนุนจากผู้นำมีนั้นผลมาก แต่การสนับสนุนจากกลุ่มคนที่ตั้งใจและต่อเนื่องนี้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงยิ่งกว่านัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การเรียนรู้แนวจิตตปัญญาก็เป็นเช่นเดียวกับกิจกรรมอื่นในชีวิต แม้จะมีคนสั่งให้ทำก็อาจทำได้แค่ตอนเริ่มต้น แม้เราจะตั้งใจแต่เราก็อาจหมดไฟและล้มเลิกมันไปได้  การสนับสนุนที่สำคัญและเป็นกำลังที่ช่วยเพิ่มพูนให้แก่กันได้อย่างมาก คือการมีเพื่อน มีคนคอเดียวกัน  ตั้งต้นจากคนที่สนใจการพัฒนาตนเองจากด้านในเหมือนกัน ยิ่งเป็นเพื่อนร่วมงานในองค์กรเดียวกัน ยิ่งเพิ่มโอกาสการได้พบปะ ได้แลกเปลี่ยน และได้กำลังใจในการฝึกฝน ได้ค้นพบความท้าทายในแบบฝึกหัดการปฏิบัติตัวด้วยทักษะความรู้ที่เคยได้เรียนรู้ร่วมกันมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จิตตปัญญาอาจเป็นเรื่องของจิตใจ  เป็นเรื่องเฉพาะตนเอง ใครทำใครได้  แต่ว่าไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เองคนเดียวโดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยใคร  ยิ่งไม่ใช่เรื่องที่ไปสั่งการให้คนอื่นหันมาสนใจ หรือให้เอาไปปฏิบัติ  เรื่องของจิตใจนี้เองต้องเกิดจากความสนใจและความตั้งใจอันเริ่มต้นจากตนเอง  และเพิ่มพูนให้งอกเงย บ่มเพาะให้ต่อเนื่อง ด้วยความสนใจและความตั้งใจของเพื่อนผู้ร่วมเส้นทางเดียวกัน  คนคอเดียวกันในการพัฒนาจิตใจจึงสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตัวทักษะความรู้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในหมู่กระบวนกรจิตตปัญญาศึกษา  เราเห็นพ้องกันว่า ด้วยงานอบรมเพียงลำพังไม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่องค์กรและชีวิตใครได้  หากไร้การประกอบรวมกันของผู้คนที่มุ่งมั่นสนใจหลังการอบรม  อาจมาพูดคุยแบ่งปัน ทำสุนทรียสนทนา ฝึกสื่อสารด้วยหัวใจ หรือทำกิจกรรมฝึกใดๆ ด้วยกัน ในช่วงบ่ายช่วงเย็นก็ได้  แค่ให้ต่อเนื่อง เป็นประจำสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ก็เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่และมั่นคงมากแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สิ่งสำคัญในจิตตปัญญาอาจไม่ได้อยู่แค่เข้าใจ หรือมองเห็นเป้าหมาย แต่อยู่ที่เราได้ช่วยกันสร้างทางไว้ และให้เราร่วมทางฝึกฝนไปด้วยกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-3841885275762860892?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/3841885275762860892/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/06/blog-post_26.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/3841885275762860892'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/3841885275762860892'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/06/blog-post_26.html' title='คอเดียวกัน'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-_KKe_wyCTAc/Tf8vRlokZBI/AAAAAAAAC1g/8spRLiwH2BY/s72-c/F.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-7661463948615771208</id><published>2011-06-12T21:50:00.002+07:00</published><updated>2011-06-12T22:05:00.351+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>สื่อสารด้วยใจ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/-oF8xvYzIW_o/TfTVgqhUNMI/AAAAAAAAC1Q/SKncpVrzjJk/s1600/A.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 198px;" src="http://1.bp.blogspot.com/-oF8xvYzIW_o/TfTVgqhUNMI/AAAAAAAAC1Q/SKncpVrzjJk/s320/A.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5617349392384406722" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 12 มิถุนายน 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การสื่อสารอย่างสันติ (Nonviolent Communication) เป็นเครื่องมือ หรือการปฏิบัติอย่างหนึ่ง ในแนวทางการเรียนรู้แบบจิตปัญญาศึกษา  ปัจจุบันเริ่มได้รับความสนใจและมีผู้ลงมือฝึกฝนอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนไม่น้อย  เราอาจเคยผ่านหูผ่านตามาบ้างในช่วงเหตุการณ์วิกฤตความขัดแย้งของบ้านเมืองที่ปรากฏมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง จัดกิจกรรมอาสาเพื่อนรับฟัง เพื่อเปิดใจเข้าไปรับฟังความรู้สึกของทุกผู้คน โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบหรือได้รับความสูญเสียในเหตุการณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ลำพังเพียงชื่อของเครื่องมือ ซึ่งมีคำว่าสันติ ผนวกไปกับคำว่าสื่อสาร  อาจทำให้หลายคนรู้สึกแต่แรกได้ยินว่าคงไม่ใช่หนทางสำหรับตนเอง  เครื่องมือนี้คงเน้นให้คนสื่อสารพูดจากันอย่างสงบ  ไม่แสดงอารมณ์โกรธ หรือเกลียดชังกัน  พลอยทำให้พลาดโอกาสได้เข้าถึงความอัศจรรย์ไปอย่างน่าเสียดาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ความอัศจรรย์ดังว่า  มิได้อยู่ที่ตัวเครื่องมือวิธีการนี้  หากเป็นความอัศจรรย์ที่อยู่ในใจเรา  จากการเข้าไปค้นพบ ยอมรับ และเข้าใจในความรู้สึก  ความคาดหวัง คุณค่า และความต้องการของตัวเราเอง  เสมือนได้สมบัติล้ำค่าที่เพิ่งพบว่ามันอยู่กับเราตลอดมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การเรียนรู้เรื่องการสื่อสารตามแนวทางจิตตปัญญา หาได้ให้ความสำคัญแต่เฉพาะด้านพัฒนาทักษะ  เราอาจคุ้นเคยว่า ฝึกการสื่อสารคือฝึกใช้ภาษา ฝึกการแสดงออก รู้จักและเลือกใช้ถ้อยคำ  ทั้งหมดนี้แม้จะมาก หากยังไม่เพียงพอต่อการเข้าใจตนเอง  หาไม่แล้วเราคงได้จำเพาะเทคนิควิธีการ แต่ไม่อาจผสมผสานกลมกลืนเข้าไปในชีวิต และไม่อาจเกิดประโยชน์ต่อการยกระดับจิตวิญญาณเราได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การเข้าใจในตนเองอย่างลึกซึ้งเป็นอีกด้านหนึ่งซึ่งสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันไปกับทักษะ เป็นสองด้านที่เกื้อกูลกัน  เปรียบเช่นศิลปินที่เข้าใจในสุนทรียะ ย่อมไปได้ไกลกว่าแค่คนเล่นดนตรีเป็น เปรียบเหมือนแม่ครัวผู้ชำนาญ ย่อมปรุงอาหารได้หลากหลายและถึงรสกว่าแค่คนทำไปตามสูตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การสื่อสารอย่างสันติเผยให้เราได้รู้ว่า  เบื้องหน้าที่เรารับรู้กันคือพฤติกรรมที่แสดงออกนั้น ลึกลงไปแล้วเต็มไปด้วยความรู้สึกที่แตกต่างหลากหลาย บางครั้งเราอาจตีความเข้าใจผู้อื่นคลาดเคลื่อนไปได้ เพราะเข้าใจผิดเพี้ยน  ในการอบรมจึงมักใช้ตัวอย่างคำว่า "ไปไกลๆ เลย" ที่หญิงสาวมักกล่าวกับคนรัก  และเราพบว่าเธออาจไม่ได้รู้สึกโกรธและต้องการให้เขาอยู่ห่างๆ เลย เธออาจเสียใจ และต้องการให้เขาอยู่คอยอยู่ใกล้ๆ มากขึ้นด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ยิ่งกว่าการรับรู้ถึงความรู้สึกของคนอื่น นั่นคือการรู้ความรู้สึกของตัวเอง  เราหลายคนคงยอมรับว่าในหลายโอกาส เราก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าเรารู้สึกอะไรกันแน่ มันซับซ้อน ละเอียดอ่อน และมีหลายอารมณ์อยู่เบื้องหลังของพฤติกรรมที่เราแสดง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เบื้องหน้าของความแตกต่างระหว่างกัน  ลึกลงไปเรายังสามารถเข้าใจกันได้  เริ่มจากการเข้าใจตัวเราเองนั่นเอง  ด้วยมนุษย์ทุกคนต่างมีความต้องการพื้นฐานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการทางกายภาพ ความปลอดภัย ความรัก ความภาคภูมิใจ ฯลฯ  ตัวเราเองย่อมมีความต้องการเหล่านี้เช่นเดียวกับทุกผู้คน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อรับรู้ถึงความรู้สึก  ขอให้เราจงวางใจก่อนด่วนตัดสินกระทำการแก้ไขหรือทึกทักว่าเข้าใจความต้องการนั้นได้แล้ว  แม้เบื้องหลังเป็นความต้องการเดียวกัน แต่พฤติกรรมเบื้องหน้าก็แตกต่างได้ เพราะเราแต่ละคนให้ความสำคัญแก่ค่านิยม กฎระเบียบ คุณค่าหลากหลาย  สิ่งที่เราให้ความสำคัญนี้ส่งผลให้เราสร้างความคาดหวังต่างกันออกไป แล้วจึงก่อให้เป็นความรู้สึกและเผยพฤติกรรมออกมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ราวกับภูเขาน้ำแข็งที่ไม่อาจประเมินเพียงส่วนซึ่งโผล่พ้นน้ำ  ความเข้าใจในกันจะเริ่มต้นขึ้นได้หากเราใช้เครื่องมือหรือวิธีการที่เหมาะสมลงไปค้นหาความรู้สึก ความคาดหวัง กฎเกณฑ์คุณค่า และความต้องการ อันอยู่ลึกลงไปในตัวเราเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อาจแก้ไข  เปลี่ยนแปลง หรือตอบสนองความต้องการนั้นไม่ได้  แต่เพียงเข้าใจและยอมรับได้ ก็จะเปิดสู่โอกาสการสร้างสรรค์นานาได้อีกมากมาย ทั้งกับคนรอบข้าง และโดยเฉพาะให้แก่ตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายดาย และฉับพลันทันใจ เหมือนอุปกรณ์ทันสมัยอื่นในยุคนี้  เครื่องมือทางจิตตปัญญานั้นเรียกร้องเวลา ความมุ่งมั่น และการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องของเรา รวมทั้งเพื่อนและครูผู้ช่วยสนับสนุน เฉกเช่นเดียวกับศิลปะการบรรเลงดนตรี ศิลปะการปรุงอาหาร  เครื่องมือนี้จึงมิใช่เพียงใช้พัฒนาทักษะการสื่อสาร แต่เป็นศิลปะแห่งการให้ความเข้าใจตนเอง เข้าใจกัน และใช้ชีวิตอย่างมีความหมายร่วมกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-7661463948615771208?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/7661463948615771208/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/06/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/7661463948615771208'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/7661463948615771208'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/06/blog-post.html' title='สื่อสารด้วยใจ'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-oF8xvYzIW_o/TfTVgqhUNMI/AAAAAAAAC1Q/SKncpVrzjJk/s72-c/A.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-4204660450397649474</id><published>2011-05-13T00:08:00.001+07:00</published><updated>2011-05-14T09:23:04.557+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>มีชื่อ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/-njg1KLtl4BM/TcwWDBV0jgI/AAAAAAAAC0g/B6qHeikvz0M/s1600/call-center1.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://3.bp.blogspot.com/-njg1KLtl4BM/TcwWDBV0jgI/AAAAAAAAC0g/B6qHeikvz0M/s320/call-center1.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5605879877324803586" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 8 พฤษภาคม 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ผมนึกถึงประเด็นหนึ่งซึ่งนวนิยายแนวจินตนาการหลายเรื่องมีร่วมกัน  นั่นคือความสำคัญของชื่อตัวละครในเรื่อง  ใช่ว่าหมายความถึงการพิถีพิถันเลือกเฟ้นชื่อ หรือใช้คำที่สะท้อนบุคลิกตามท้องเรื่อง  แต่เป็นโลกสมมติที่การรู้จักและถูกเรียกขานชื่อนั้นมีผลต่อพฤติกรรมและความเชื่อของตัวละครอย่างมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      โดยมากแล้ว  ชื่อตัวจะเป็นความลับที่ตนเองเก็บไว้อย่างมิดชิด การเปิดเผยชื่อให้แก่ผู้อื่น  มีความเป็นไปได้หลากหลายต่างกันไปตามนวนิยายเรื่องนั้น แต่ล้วนสุดโต่งทั้งสิ้น  ผลของการเผยชื่ออาจทำให้ตัวละครมีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง บ้างถึงขั้นตกเป็นบริวารผู้จงรัก หรือทำให้เจ้าของชื่อถึงกับสูญสิ้นความสามารถในการปกป้องตนเองเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เรื่องยอดนิยมอย่างแฮรี่ พ็อตเตอร์ ก็มีตัวร้ายที่ใครๆ ต่างหลีกเลี่ยงไม่กล้าเอ่ยนาม เพราะต่างหวาดผวา จนความกลัวจะเข้าเกาะกุมหัวใจแม้เพียงได้เอ่ยชื่อนั้นออกมา  ขณะเดียวกัน ในตอนหนึ่งของเรื่องก็ได้แสดงให้เห็นว่าเจ้าของชื่อนั้นมีความพยายามในการพลิกแพลงตั้งชื่อของตนเองอีกด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ชื่อนั้นสำคัญถึงเพียงนี้ และในความเป็นจริงเราก็ให้ความสำคัญกับชื่อมากมายจริงๆ แม้ไม่สุดโต่งเท่ากับนวนิยาย แต่ก็เห็นได้จากความพยายามในการตั้งชื่อให้ลูกให้หลาน เรามีตำรามีศาสตร์ว่าด้วยการตั้งชื่อ มีผู้รู้ผู้ทรงภูมิที่เราจะไปปรึกษา เรามีทั้งกฎหมายข้อบัญญัติการตั้งชื่อ จนกระทั่งความเชื่อเรื่องอักษรที่เป็นเดช ศรี และกาลกิณีที่ไม่เหมาะกับคนเกิดในวันต่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ชื่อของคนๆ  หนึ่งจึงบอกอะไรเรามากมาย มันมีทั้งความเป็นมา เรื่องราวช่วงขณะหนึ่งในชีวิต ความเชื่อที่เขามี ความมุ่งหวังของผู้ให้กำเนิดต่ออนาคตและชีวิตของเขา  รวมถึงความปรารถนาและความใฝ่ฝันที่เขาต้องการไขว่คว้าเอาไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การทำความรู้จักชื่อซึ่งกันและกัน จึงเป็นกระบวนการที่สามารถมีความหมายความสำคัญได้มาก และสามารถสื่อสารเผยบอกอะไรออกมาให้เรารู้จักกันได้มากกว่าอักษรตัวสะกดและการออกเสียง  การเรียกขานชื่อ นัยหนึ่งคือการให้ความเคารพ ให้เกียรติในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่เราเท่าเทียมกัน  พร้อมทั้งแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าเขาเป็นบุคคลผู้มีตัวตนและมีความสำคัญ เราจึงจดจำและเรียกขานนามเขาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      มีครั้งหนึ่งที่ผมโทรศัพท์ติดต่อไปขอสำรองที่นั่งของสายการบิน  พนักงานรับสายพร้อมกับแจ้งชื่อตัวอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเสียงคล่องแคล่ว  ผมทักทายกลับว่าสวัสดีครับคุณวาริสา และบอกชื่อตนเองบ้าง แม้จะรู้สึกได้ว่าเธอชะงักไปเล็กน้อย แต่ตลอดบทสนทนาจากนั้นมาเราก็เรียกชื่อกันและกันจนวางสาย  ผมสัมผัสได้ถึงความเป็นมิตรและความใกล้ชิด มั่นใจอย่างยิ่งว่าน้ำเสียงและท่าทีของเธอผิดแผกกันกับการติดต่อผ่านคอลเซ็นเตอร์ทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อีกด้านหนึ่งในโลกปัจจุบันนี้  ชื่อของทุกคนได้ถูกให้ความสำคัญสำหรับการกำหนดจำแนกตัวบุคคลมากขึ้นเรื่อยๆ และดูจะมากเกินไปด้วยซ้ำ  ในเหตุการณ์ติดต่อเจ้าหน้าที่บริการนี้ เป็นสิ่งปรกติธรรมดาจนถึงขั้นเป็นระเบียบเสียด้วยซ้ำ ว่าเจ้าหน้าที่จะต้องแจ้งชื่อเพื่อระบุตัวตนให้ลูกค้าทราบ  แต่ผมคิดว่าคงจะน่าเสียดายมาก หากเรามองว่านี่คือการจำแนกให้ชัดเพื่อจะได้จัดการได้ถูกตัวถูกคนหากมีผลงานหรือข้อผิดพลาดเกิดขึ้น  ชื่อตัวเราเลยกลายเป็นจุดอ่อนจุดบอบบางที่เราระแวดระวัง  การขอให้พนักงานทวนชื่อตนเองอีกครั้งเพื่อหวังจะให้เขาตั้งใจบริการ หรือแย่ยิ่งกว่าคือกำหนดรหัสประจำตัวให้จำง่าย จดสะดวกกว่าชื่อของเขา  ล้วนแล้วแต่ปิดกั้นโอกาสการได้เข้าใกล้กัน ได้รู้จักและให้เกียรติอย่างเสมอเท่าเทียมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เรื่องสุดโต่งของพลังปาฏิหาริย์อันว่าด้วยชื่อในนวนิยายนั้น อาจไม่ไกลเกินความเป็นจริงนักก็เป็นได้  ถ้าปล่อยให้เหตุผลทั้งหมดที่ทำให้เราต้องปักชื่อ ติดป้าย หรือขานชื่อให้คนอื่นทราบ ตั้งอยู่บนฐานความคิดว่า เจ้าของชื่อจะได้มีพฤติกรรมไม่ออกนอกลู่นอกทาง ลดโอกาสการอำพรางปิดบังตัว จำแนกแยกเขาออกจากคนอื่นได้ง่าย และหาตัวผู้กระทำผิดพลาดได้โดยสะดวก  บนฐานคิดนี้ ชื่อก็คือคาถาคุมขังกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ขอให้ชื่อได้ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่อย่างที่เราได้สร้างมันขึ้นมาเถิด  เราสามารถเรียกขานนามกันและกันได้ในฐานะบุคคลซึ่งให้เกียรติเคารพในการมีอยู่ของกัน  และเราสามารถเปิดประตู  ทำความรู้จักกับคนแปลกหน้า  ผ่านชื่อของเขา ชื่อที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นมา ความหมาย และความภาคภูมิใจในตัวเขาเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราจะเปิดโอกาสให้ “ชื่อ” เป็นเครื่องมือใช้มอบพลังให้แก่กัน มิใช่คืออาวุธถือไว้จ้องทำร้ายทำลายกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-4204660450397649474?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/4204660450397649474/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/05/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/4204660450397649474'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/4204660450397649474'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/05/blog-post.html' title='มีชื่อ'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-njg1KLtl4BM/TcwWDBV0jgI/AAAAAAAAC0g/B6qHeikvz0M/s72-c/call-center1.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-3524262304168781561</id><published>2011-04-24T07:00:00.003+07:00</published><updated>2011-05-14T09:23:29.427+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>รอคอยคือลงมือทำ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/-YN-qPjNscWs/TbLqjxnzxhI/AAAAAAAACzc/3gk5B5pa75c/s1600/T.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 200px;" src="http://3.bp.blogspot.com/-YN-qPjNscWs/TbLqjxnzxhI/AAAAAAAACzc/3gk5B5pa75c/s320/T.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5598795187111577106" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 24 เมษายน 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมมั่นใจว่าคนไทยเกินสิบล้านคน ยอมรับว่าการรอคอยเป็นการอดทนที่ทุกข์ทรมาน ยิ่งต้องรออะไรนานๆ ความทรมานยิ่งเพิ่มทบทวี  และใช่แค่คนไทย ผมว่าคนส่วนใหญ่ในโลกใบนี้คงมีที่เห็นด้วยจำนวนเกินหลักพันล้านคนอย่างง่ายดาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ไม่ว่าสิ่งที่รอคอยจะเป็นอะไร เป็นรูปธรรมอย่างคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ หรือเป็นนามธรรมอย่างตำแหน่ง สถานภาพ โอกาส  สิ่งเหล่านี้มันทำให้ช่วงเวลาของการรอคอยนั้นเนิ่นนาน ราวกับว่าเวลาค่อยๆ คืบคลานเดินทางไปเชื่องช้ากว่าปรกติหลายเท่าตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การรอคอยมีลักษณะพิเศษคือ  ไม่เกี่ยวเลยว่าเป้าหมายจะดีหรือร้าย  ดังเช่น คนที่ต้องรออะไรซึ่งใจตัวเองไม่ปรารถนาย่อมอึดอัดทรมาน อยากให้มันผ่านๆ ไปเป็นแน่  แต่คนที่รออะไรที่ใจมันต้องการ ยิ่งทรมานกระวนกระวาย อยากให้เวลาผ่านไปไวอย่างใจนึก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ตัวอย่างเล็กๆ มีให้เห็นมากมายในชีวิตประจำวันของเรา นับแต่การรอสัญญาณไฟจราจร รอรถประจำทาง รอประกาศผลการสอบ รออาหารที่สั่งไป กระทั่งรอการดาวน์โหลดไฟล์จากอินเตอร์เน็ต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      พวกเราในตัวอย่างสถานการณ์เหล่านี้มักพากันตกอยู่ในความอึดอัด อยากให้ได้อยากให้ถึงจุดสิ้นสุดของการรอเสียที บางคนเลยหาอะไรอย่างอื่นทำ เอาเรื่องอื่นขึ้นมาคิด หยิบหนังสือนิตยสารมาอ่าน ให้ทันยุคทันสมัยนี้ ต้องงัดโทรศัพท์มือถือขึ้นมากด เล่นเกมบ้าง แชตบ้าง อะไรบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การใช้ช่วงเวลารอคอยด้วยการฆ่าเวลา จึงเป็นประโยชน์ขึ้นมาสำหรับเรา เพราะมันช่วยให้เราหลบหลีกความรู้สึกทุกข์ทรมานของใจในระหว่างการรอคอย  ทว่า ทั้งนี้และทั้งนั้นมันยังไม่ได้ช่วยให้เวลาเดินเร็วขึ้นแต่ประการใด  เมื่อเราใช้เวลารอด้วยการฆ่าเวลา เพื่อให้ใจได้หลบหลีกความเบื่อหน่ายและอึดอัด แต่กลายเป็นว่ากลยุทธนี้นี่แหละที่ทำให้ตัวเราหายไปจากปัจจุบันขณะตรงหน้าเสียแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      น่าเสียดาย  เพราะในระหว่างรอ เรายังสามารถทำอะไรได้ตั้งมากมายเพื่อสิ่งที่เรารอ โดยไม่ต้องสับหลีกหลบไปทำอะไรอื่นซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน รอรถก็ตรวจดูข้าวของให้ดี รอสัญญาณไฟก็สังเกตถนนหนทางข้างหน้า  ในระหว่างรอ เราเตรียมทุกอย่างภายนอกแล้วก็เตรียมความพร้อมของใจ อันนี้สำคัญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หลายครั้ง เมื่อสิ้นสุดการรอคอยลง ผลที่ได้รับหรือได้พบก็ไม่น่าพึงพอใจเท่าใด  ดีไม่ดีความอึดอัดคับข้องใจไม่ได้หายไปไหน นั่นเพราะเราละเลยการเตรียมพร้อมของใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ระหว่างที่รอไม่ว่าจะสั้นจะนานแค่ไหน ล้วนแต่มีโจทย์ให้เราต้องจัดการ ไหนจะความคาดหวัง ไหนจะความรู้สึกอึดอัดทรมาน ไหนจะความรำคาญเบื่อหน่าย จะว่าไปก็เป็นโจทย์เจ้าประจำวนเวียนเข้ามาท้าทายเราเสมอๆ  เป็นโจทย์ของใครของมันต่างกัน แต่รับประกันว่าได้เจอะเจอกันทุกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การฆ่าเวลา  จึงไม่ใช่กลยุทธการใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพโดยได้ทำ ได้เล่น หรือได้คิดหลายอย่างระหว่างรอ  ในอีกมุม มันเป็นกลยุทธการหลบลี้หนีโจทย์ของใจที่ไม่อยากเข้าไปเผชิญหน้ากับสภาวะขุ่นมัวทั้งหลาย  รอครั้งนี้จบไปก็ยังมีการรอคอยครั้งใหม่ในชีวิตอยู่ข้างหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ลุยกันเลยดีกว่า ใช้เวลารอเป็นเวลาลงมือทำ ทำงานเตรียมพร้อมกับสภาวะของใจ เปิดรับและยอมรับให้ได้กับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ถูกมันกดทับจนจมดิ่งแพ้พ่ายอยู่ในอารมณ์เหล่านั้น  ใช้เวลารอเป็นโอกาสของการฝึกฝนเพื่อให้เข้าใจตนเอง อยู่กับความอึดอัดโดยไม่หนีได้ ครั้งหน้าโจทย์นี้มาหาอีกก็ง่ายขึ้นเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องหลบไปไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การลงมือทำงานกับใจมีวิธีให้เลือกมากมาย  ทั้งทางศาสนาและแนวทางร่วมสมัย ไม่ว่าการวิปัสสนา การเจริญเมตตา การบันทึกสะท้อนความรู้สึก นพลักษณ์  หรือให้ความเข้าใจตนเองผ่านการสื่อสารอย่างสันติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อใจพร้อม  คือดำรงอยู่ในความผ่อนคลายและวางใจ ผลลัพธ์สุดท้ายจะกลับกลายไปจากที่คาด เราก็ยังสามารถรับมือได้ เพราะเราได้ตระเตรียมจัดการสิ่งที่ยากที่สุดมาตลอดทางแล้วคือใจของตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การรอคอยเคยไม่สนุกสนานรื่นรมย์  เป็นการอดทนที่ทรมาน เพราะใจเราคือตัวบงการตัดสินให้เป็น  ถ้าเช่นนั้นใจตัวเดียวกันนี้แหละจะบอกได้ว่าการรอคอยเป็นเวลาที่เบิกบานผ่อนคลาย แค่เราให้การรอคอยคือการลงมือทำ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-3524262304168781561?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/3524262304168781561/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/04/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/3524262304168781561'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/3524262304168781561'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/04/blog-post.html' title='รอคอยคือลงมือทำ'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-YN-qPjNscWs/TbLqjxnzxhI/AAAAAAAACzc/3gk5B5pa75c/s72-c/T.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-7261064777805991549</id><published>2011-03-27T07:00:00.001+07:00</published><updated>2011-05-14T09:23:53.512+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุนทรียสนทนา'/><title type='text'>สุขเมื่อวาง ความสมบูรณ์แบบ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/-fo00TdC5wzY/TYdB23AAdYI/AAAAAAAACyk/58Qgon5ED-M/s1600/4.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 300px;" src="http://1.bp.blogspot.com/-fo00TdC5wzY/TYdB23AAdYI/AAAAAAAACyk/58Qgon5ED-M/s320/4.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5586506273509111170" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 27 มีนาคม 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เพื่อนคนหนึ่งของผมเป็นอาจารย์ในวิทยาลัยพยาบาล เธอเป็นคนที่ทุ่มเทให้กับงานมาก ไม่เพียงแต่เต็มที่กับการสอนบรรยายและฝึกปฏิบัติให้แก่นักศึกษาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำหน้าที่รองผู้อำนวยการวิทยาลัยซึ่งมีภารกิจไม่น้อยเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      น่าแปลกใจว่าเธอจัดสรรเวลาได้อย่างไร ทั้งที่เธอสมรสแล้วและมีลูกวัยกำลังเรียนสองคน สามีก็ทำงานอยู่กันคนละจังหวัด ถึงกระนั้นเธอยังสามารถใช้เวลาทำงานในวิทยาลัยและเข้าร่วมประชุมต่างๆ เกือบตลอดทั้งวัน เสร็จจากการสอนและดูแลนักศึกษาแล้ว ยังต่อด้วยงานเอกสารจำนวนมาก กว่าจะได้ออกจากห้องทำงานเวลาก็ล่วงเลยไปครึ่งค่อนคืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ภาพที่เราทุกคนเห็นตลอดมานั้น เธอคือหญิงเก่งนักจัดการผู้พร้อมรับกับงานหนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่ในการอบรมเชิงปฏิบัติการสองครั้งได้ทำให้เราเข้าใจเธอต่างไป ครั้งแรกเป็นการร่วมกันเรียนรู้กระบวนการจิตตปัญญากับเพื่อนอาจารย์ในวิทยาลัย เธอได้เปิดเผยความรู้สึกเบื้องลึกในใจว่ากดดันและหวั่นไหวต่อภาระงานที่หนักหน่วง แล้วเธอก็ได้รับความตื้นตันใจ ที่พบว่าเพื่อนในที่นั้นทุกคนตั้งใจรับฟัง และพร้อมจะให้ความเข้าใจ แม้จะไม่สามารถช่วยเหลือทำงานแทนให้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การอบรมครั้งที่สองเป็นสุนทรียสนทนาร่วมกันระหว่างเหล่าครูและนักศึกษาพยาบาล ท่ามกลางเสียงระบายความอึดอัดต่อกฎระเบียบและความไม่พอใจของนักศึกษา ทำนบของใจเธอได้ทะลายลงพร้อมหลั่งน้ำตาออกมาต่อหน้าศิษย์ ว่าเธอเองก็รู้สึกสะเทือนใจเพียงใด เมื่อต้องให้เวลากับการดูแลนักศึกษา แต่ในขณะเดียวกันนี้ที่ลูกของตัวเองป่วย เธอกลับไม่สามารถไปดูแลและพาไปโรงพยาบาลได้ ทั้งที่ตัวเองนี่แหละเป็นพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      วันนั้น เพื่อนอาจารย์และนักศึกษาได้เห็นว่า หญิงเก่งคนนี้ก็เป็นเฉกเช่นเดียวกับเราทุกคน เธอมีความทุกข์ที่แบกรับเอาไว้ และไม่เคยได้รับโอกาสจะได้เอ่ยออกมา การรับฟังกันอย่างปราศจากวาระและไร้เงื่อนไข จึงได้เป็นเสมือนยารักษา ให้เธอได้เห็นว่าทุกคนพร้อมจะเข้าใจ และยินดีจะดูแลเธอเช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในเหตุการณ์สองครั้งนั้น การรับฟังอย่างลึกซึ้งอาจเป็นสิ่งที่เธอได้รับจากเพื่อนและศิษย์ แต่ทว่ายังมีอีกสิ่งซึ่งเธอได้มอบให้แก่ตนเองด้วย นั่นคือการฟังเสียงภายในใจตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ก่อนหน้านี้ที่ทุ่มเททำงานทั้งในฐานะผู้บริหาร  และในฐานะอาจารย์ มันมีเสียงภายในใจที่กดดันตัวเองว่าต้องทำให้ได้ ต้องทำให้สำเร็จ ขณะที่อีกเสียงกำลังต้องการทำหน้าที่ในฐานะแม่ให้ดี เสียงเหล่านี้แยกชีวิตเธอออกจากกันเป็นส่วนๆ แรงกดดันจากภายนอกไม่ว่าจากที่ทำงาน หรือจากครอบครัวที่บ้าน ล้วนแล้วแต่เทียบกันไม่ได้กับแรงกดดันในใจ ตำหนิกล่าวโทษตัวเอง และเก็บงำไว้ใต้ภาพผู้บริหารที่ทำงานหนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เธออยากจะบริหารจัดการงานให้ดี อยากจะสอนบรรยายให้ดี อยากจะดูแลครอบครัวให้ดี แต่ที่ผ่านมาทั้งสามสิ่งนี้ไม่สามารถจะดำเนินร่วมเส้นทางเดียวกันโดยราบรื่นไปได้ กลายเป็นว่าเธอต้องสลับหน้าที่ทำตามบทที่ได้รับของแต่ละสถานภาพ เมื่อให้เวลาบริหารก็ไม่สามารถมีเวลาทำหน้าที่ของแม่ได้ ทำให้ชีวิตของเธอถูกแยกออกเป็นส่วนไปตามบทบาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      โอกาสของการรับฟังเสียงภายในใจตนที่เธอมอบให้แก่ตัวเอง  จึงเป็นการปลดปล่อยให้ความทุกข์ทับถมมานานนั้นได้ระบายออก  ด้วยภาวะนี้ที่เพื่อนและศิษย์พร้อมรับฟังอย่างไม่คาดหวังและไม่ตัดสิน ได้ทำให้เธอเห็นตนเอง ได้ให้อภัยสำหรับการตำหนิลงโทษและความรู้สึกผิดของตัวเอง และยอมรับทุกด้านของความเป็นตัวเองได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จะเป็นผู้บริหาร เป็นครู หรือหญิงผู้เป็นแม่ ทุกบทบาทล้วนแต่คือตัวเอง เมื่อได้ฟังก็ทำให้ได้ยิน เมื่อตระหนักเห็นก็ทำให้ยอมรับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เส้นทางปัจจุบันที่เธอเลือกเดินจึงไม่ใช่เส้นทางหลักของบทบาทหนึ่งใด และเธอไม่ได้พยายามรีดเค้นแบ่งเวลาอันจำกัด เธอไม่ได้ทิ้งหน้าที่ความเป็นแม่เพื่อไปหาความสำเร็จในฐานะผู้บริหาร ไม่ได้หันหลังให้ฐานะตำแหน่งเพื่อไปทำหน้าที่ครู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เธอเพียงฟังเสียงของทุกความต้องการในใจ กล้าเปิดเผยแบ่งปันทุกข์ให้แก่เพื่อนได้ ดำเนินชีวิตในทุกบทบาทโดยไม่คาดคั้นคาดหวังความสมบูรณ์แบบ เป็นตัวเธอของตัวเธอเองทั้งในฐานะหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นแม่ เป็นครู และเป็นผู้บริหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เธอเลือกหนทางเดินเข้าไปสู่ชีวิตด้านใน ทางที่ไปเพื่อเข้าใจ ให้อภัย  และยอมรับตนเอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-7261064777805991549?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/7261064777805991549/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/03/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/7261064777805991549'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/7261064777805991549'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/03/blog-post.html' title='สุขเมื่อวาง ความสมบูรณ์แบบ'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-fo00TdC5wzY/TYdB23AAdYI/AAAAAAAACyk/58Qgon5ED-M/s72-c/4.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-1855425770267289929</id><published>2011-02-27T07:00:00.003+07:00</published><updated>2011-05-14T09:24:28.224+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>รางวัลคือความปรกติ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TVAXObHQFQI/AAAAAAAACxU/IdhYcVfexFU/s1600/A.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 268px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TVAXObHQFQI/AAAAAAAACxU/IdhYcVfexFU/s320/A.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5570978275621082370" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อก่อนผมสงสัยการงดเว้นฆ่าสัตว์ว่า แค่ไหนอย่างไรจึงจะนับได้ว่าเราได้ถือเอาศีลข้อปาณาฯ นี้แล้ว  เพราะการใช้ชีวิตในปัจจุบันมันยากมากที่จะไม่ไปทำลายชีวิตของสัตว์บางชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์รำคาญทั้งหลาย อาทิ มด แมลงสาบ และยุง  เพราะแมลงเหล่านี้มักเข้ามาคุกคามสร้างความหงุดหงิดรำคาญให้โดยเราไม่รู้ตัว จะรู้ตัวว่าได้สังหารไปแล้วก็ต่อเมื่อเริ่มสบายกายไม่มีอะไรมากัดไต่ และสิ่งมีชีวิตจิ๊บจ้อยเหล่านั้นได้ตายไปแล้วเรียบร้อยด้วยสองฝ่ามือหรือด้วยไม้แบดไฟฟ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การรักษาศีลละเว้นการฆ่าสัตว์จึงน่าจะสมเหตุสมผลและมีความเป็นไปได้สูงกว่ามาก  ถ้าเราหมายถึงการใช้ชีวิตร่วมสมัยที่ไม่เบียดเบียนบรรดาสัตว์ที่ใหญ่กว่าแมลงทั้งหลาย รูปธรรมหนึ่งซึ่งน่าจะใช่ คือไม่วางยาเบื่อหนู ไม่ยิงนก และไม่ตกปลา  ลองพิจารณาดูวิถีชีวิตสมัยใหม่นี้ ถ้าจะทำมันก็ไม่ได้ยากอะไร ยิ่งถ้าเราอาศัยในเมือง ที่บ้านปราศจากรังหนู ไม่ได้ประกอบอาชีพปศุสัตว์ และไม่มีงานอดิเรกในฟิชชิ่งปาร์ค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมเคยคิดว่าการรักษาศีลข้อหนึ่งเป็นเรื่องธรรมดา จะว่าไปใครๆ คงทำกันได้ทั้งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ต่อเมื่อไม่กี่ปีมานี้ คนใกล้ชิดในบ้านอย่างพี่และแม่ได้ทำอะไรบางอย่างที่มักทำให้ผมฉุกใจ  ผมเห็นพี่ค่อยๆ ปั้นดินน้ำมันมาอุดตามรูรั่วเล็กๆ ตามมุมบ้าน รอบวงกบประตู เพียงเพื่อจะป้องกันไม่ให้มดเข้ามา หากมีบางตัวหลุดเล็ดลอดออกมาเพ่นพ่าน เขาจะถูกปัดเบาๆ ให้ออกไปพ้นทาง ตามมาด้วยการฉีดตะไคร้หอมที่พื้นเพื่อไม่ให้ถูกใช้เป็นเส้นทางลำเลียงได้อีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      รักษาศีลปาณาฯ ต้องทำกันถึงขนาดนี้เลยเชียว?  ผมรู้สึกว่ายุ่งยาก แต่ก็อยากจะทำให้ได้บ้าง  จากนั้นลองทำผิดบ้างถูกบ้างมาอย่างต่อเนื่อง ผมพบว่าปัจจุบันนี้ ผมไม่มีอัตโนมือตบเพียะเข้าที่ขาทันทีที่รู้สึกว่ามีตัวอะไรกัด นอกจากนี้ยังอดทนมากขึ้นกับอาการบวมคันตามผิวหนัง  แต่แน่นอนว่าความรู้สึกฮึ่มฮั่มอยากลงไม้ลงมือจัดการมีเกิดขึ้นมาบ้างไม่ได้หาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ทว่า  รางวัลชิ้นใหญ่ที่ผมได้รับจากการรักษาศีลนี้กลับไม่ใช่ความรู้สึกว่าเป็นคนดี และยิ่งไม่ใช่ความภาคภูมิใจว่าเราทำได้  ผมค้นพบรางวัลที่ใหญ่กว่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ชัดมากเลยในชั่วขณะหน้าอ่างล้างมือ โดยมากจะมีมดตัวเล็กๆ เดินไต่ไปมาราวสี่ห้าตัว พอได้ตั้งใจไว้ ก็ทำให้ผมค่อยๆ ใช้นิ้วไล่เขาขึ้นมา บางตัวก็ให้มาเกาะอยู่บนขอบอ่าง  อาการนี้ผมว่ามันดีมากที่ทำให้ผมได้ใช้เวลาค่อยๆ จัดการพามดออกไป ทั้งที่เป็นเรื่องง่ายกว่าถ้าจะละเลยเสีย ถ้ามาถึงก็เปิดก๊อกล้าง ทั้งสี่ห้าชีวิตคงจมมิดไปแล้ว  งานกู้ชีพนี้มันใช้เวลาจริง แต่เป็นห้วงเวลาที่ได้อยู่กับงานเล็กๆ ตรงหน้า ได้ใส่ใจค่อยๆ ทำอย่างเบามือ สำหรับผมแล้วมันเป็นความประณีตตั้งใจที่กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ประจำวันไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมได้รางวัลใหญ่ คือค้นพบการใช้ชีวิตตัวเองได้เหมือนเช่นเคย แต่ละเอียดเอาใจใส่ได้มากขึ้น  ไม่มีเหตุจำเป็นอะไรให้ต้องเร่งรีบจนละเลยการดูแลสิ่งเล็กๆ ที่อยู่ในวิสัยยังสามารถช่วยเหลือได้  ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เนิบช้าจนเสียเวลามากมายไปกับการจัดการดูแล  หรือช้าจนอึดอัดเพราะจำกัดพฤติกรรมตัวเอง  ไปจนถึงคอยวิตกว่าพลั้งทำอะไรผิดไปหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      นึกถึงเมื่อก่อนตอนถูกยุงกัด อาการโต้กลับต้องไปไล่ตบไล่ตี บางทีทำอยู่ทั้งชั่วโมงยุงก็ไม่ลดน้อยลง แต่อารมณ์เซ็งหงุดหงิดเพิ่มหนัก ครั้งไหนตบเข้าเป้าหมายก็สะใจยิ้มย่องยินดี ไปบ่มเพาะทวีโทสะให้ใจตัวเองอีก  เดี๋ยวนี้สบายใจกว่ามากมาย มียากันยุงหรือยาแก้คันก็ทาเสีย โบกๆ ปัดๆ ไล่ไม่กี่ที ไม่รู้ทำไมรู้สึกว่าเขาหายไป ทั้งที่เขาอาจไม่ได้หายไปไหน แต่ใจมันเป็นอิสระจากยุง ไม่เอาใจไประแวงไม่เพ่งอยู่กับเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หรือการรักษาศีลดังที่เขาว่า คือการรักษาความเป็นปรกติสบายของใจตัวเองนี่แหละ  มีชีวิตปรกติที่ไม่เบียดเบียนใคร มีชีวิตสบายที่ไม่ใช้ข้ออ้างหาเหตุผลให้ตัวเอง ใส่ใจประณีตกับสิ่งที่เราให้ความหมาย ใช้เวลาอย่างคุ้มค่ากับเหตุการณ์ตรงเบื้องหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ขอบคุณผู้คนรอบข้างที่ทำให้ผมเจอรางวัลชิ้นนี้ได้ ขอบคุณที่ประพฤติและทำเป็นแบบอย่างให้เห็น  หาไม่ต่อให้ผมตั้งใจคนเดียวคงล้มเลิกและมีข้ออ้างให้กลับไปทำลวกๆ และละเลย เหมือนเช่นเคยแน่นอน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-1855425770267289929?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/1855425770267289929/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/02/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/1855425770267289929'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/1855425770267289929'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/02/blog-post.html' title='รางวัลคือความปรกติ'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TVAXObHQFQI/AAAAAAAACxU/IdhYcVfexFU/s72-c/A.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-7186830482396834841</id><published>2011-01-23T08:00:00.002+07:00</published><updated>2011-01-23T08:00:01.394+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญาศึกษา'/><title type='text'>คนหลงทาง</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TTRiLuc-uAI/AAAAAAAACwo/9JGE60nyN74/s1600/C.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 232px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TTRiLuc-uAI/AAAAAAAACwo/9JGE60nyN74/s320/C.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5563179393297070082" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 23 มกราคม 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     สารคดีสองเรื่องที่ผมได้ชมไปเมื่อช่วงสิ้นปีได้สร้างคำถามให้เกิดขึ้นในใจผมมากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ทั้งสองเรื่องพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงปัจจุบันในวงการเกษตรและปศุสัตว์ แม้ว่าจะมีท่วงทำนองรูปแบบการนำเสนอที่ต่างกัน เรื่อง Our Daily Bread เน้นถ่ายทอดภาพเหตุการณ์ในไร่ในโรงเลี้ยงและชีวิตผู้คนอย่างตรงไปตรงมา ส่วนเรื่อง Food, Inc. ให้ข้อมูลสถิติรวมทั้งสัมภาษณ์เกษตรกรที่ตกอยู่ในวงจรธุรกิจซึ่งครอบงำโดยบรรษัทขนาดใหญ่  แต่ทั้งสองเรื่องพูดถึงสิ่งเดียวกันคือแหล่งที่มาวัตถุดิบอาหารของโลกยุคนี้มิได้เป็นไปตามความเข้าใจความเชื่อเดิมๆ ของเราอีกแล้ว เราจะได้เห็นการเกษตรที่มีความเป็นอุตสาหกรรม ใช้สารเคมีและเครื่องจักรจำนวนมาก เราจะได้เห็นโรงเลี้ยงไก่และโรงฆ่าสัตว์ขนาดใหญ่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ที่ว่ามานี้เราอาจจะคิดว่ายังเป็นเรื่องไกลตัว  เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเยอรมนีและประเทศสหรัฐอเมริกา  แต่เราย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่แหละคือกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังเข้ามาสู่บ้านเรามากขึ้นเรื่อยๆ  คำถามที่เกิดขึ้นจากสารคดีทั้งสองนี้เป็นไปได้มากมาย ตั้งแต่ความเหมาะสมของเทคโนโลยีที่ใช้ เรื่องความเป็นธรรมทางการค้า การเลี้ยงและฆ่าสัตว์อย่างไรที่ไม่เป็นการทารุณกรรม ไปจนถึงความปลอดภัยในอาหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่คำถามที่สะกิดใจผมมากที่สุดคือ  &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;เราพากันเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        จุดที่โลกต้องเร่งผลิตวัตถุดิบสำหรับเป็นอาหารออกมาให้มากที่สุดโดยใช้เวลาที่น้อยที่สุด เราเคยเฉลียวใจไหมว่าเราต้องสูญเสียอะไรไปบ้างเพื่อแลกความรวดเร็วนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ภาพชีวิตผู้คนในหนังสองเรื่องนี้ก็สะท้อนต่อคำถามนี้ได้มาก ไม่ว่าจะเป็นภาพคนงานที่พักกินอาหารกลางวันในโรงงานฆ่าสัตว์ ภาพคนงานทำงานคัดแยกลูกไก่ตามสายพาน รวมถึงภาพการเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยเครื่องจักรขนาดใหญ่ ภาพทั้งหมดนี้ดูห่างไกลจากชีวิตจริงของเราเหลือเกิน ราวกับว่าเป็นอีกขั้นตอนของกระบวนการผลิตอาหาร โดยมีเราอยู่ที่ปลายทางในฐานะผู้บริโภค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เหมือนมีแค่สายใยเกี่ยวข้องจางๆ  ระหว่างผู้ผลิต อาหาร และผู้บริโภค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในเรื่อง  Food, Inc. มีเจ้าของไร่คนหนึ่งซึ่งปฏิเสธการเข้าไปอยู่ในระบบการผลิตสมัยใหม่ เขาเลี้ยงสัตว์ตามทุ่งหญ้า สัมผัสตัวและพูดทักทายมัน ปลูกพืชโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง  แต่สิ่งที่น่าสนใจมากยิ่งกว่าวิธีเพาะปลูกและดูแลสัตว์ คือการที่ลูกค้าเดินทางมายังไร่เพื่อซื้อสินค้าด้วยตัวเอง ไม่ใช่เพราะจัดส่งไม่ได้ แต่เพราะเขาต้องการรู้จักและสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้าของเขาทุกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หรือว่าความรู้สึกสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมดที่เขามีนี้แหละ คือสิ่งที่เราสูญเสียไปในระบบการผลิตอาหารของโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราอาจจะเคยได้ยินหรือเคยฝึกแนวทางปฏิบัติหนึ่งซึ่งว่าด้วย&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;การบริโภคอย่างมีสติ&lt;/span&gt;  โดยเฉพาะนิกายเซน ในสายหมู่บ้านพลัม ที่เน้นการมีสติในการรับประทานอาหาร เคี้ยวแต่ละคำอย่างช้าๆ ขอบคุณแรงกายและความทุ่มเทของทุกผู้คนที่ได้เพาะปลูกมา ขอบคุณสรรพชีวิตที่ได้อุทิศเป็นอาหารมาให้เราได้ดื่มกิน  การปฏิบัตินี้มีขึ้นก็เพื่อให้เราได้ระลึกถึงสิ่งที่สูญหายไป ให้เราได้ตระหนักว่าเราไม่ได้ดำรงอยู่อย่างเดียวดาย แต่ด้วยการพึ่งพาอาศัยอย่างให้เกียรติกันนี้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เทคโนโลยีสามารถช่วยให้เราผลิตอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ใช่ว่าจะต้องเร่งให้รีบจนบดบังสายตาและการรับรู้ของเราออกจากสายใยความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตที่เกื้อกูลกันอยู่นี้ออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ระบบการค้าและการตลาดช่วยให้เราได้จับจ่ายซื้ออาหารที่สะดวกรวดเร็วกว่าการปลูกและเลี้ยงเอง แต่ใช่ว่าจะต้องเร็วจนเราพลาดการได้ดูแลความเป็นอยู่ของผู้คนซึ่งทำงานเบื้องหลังได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ประสิทธิภาพในการผลิตอาจจะเป็นการใช้เวลาทำงานน้อยที่สุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์จำนวนมากที่สุด  แต่สำหรับประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตของเรา อาจจะหมายถึงการใช้เวลาในชีวิตให้มากที่สุดเพื่อให้ได้เห็นความจริงว่าเราเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับทุกคนและทุกชีวิตอย่างไร ก็เป็นไปได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-7186830482396834841?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/7186830482396834841/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/01/blog-post.html#comment-form' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/7186830482396834841'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/7186830482396834841'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2011/01/blog-post.html' title='คนหลงทาง'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TTRiLuc-uAI/AAAAAAAACwo/9JGE60nyN74/s72-c/C.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-2979481829715704856</id><published>2010-12-26T07:00:00.000+07:00</published><updated>2010-12-26T07:00:03.045+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='reflection'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญาศึกษา'/><title type='text'>ความเป็นไปได้ใหม่</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TP-vVQ9RRzI/AAAAAAAACvY/NzjlncHrJNs/s1600/P2010528.JPG"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 249px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TP-vVQ9RRzI/AAAAAAAACvY/NzjlncHrJNs/s320/P2010528.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5548346045807806258" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 26 ธันวาคม 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เช้าวันนี้ผมเห็นเขาเดินกะเผลก  จากปกติที่เขามักนั่งมองเราทานมื้อเช้าและส่งเสียงร้องเรียก ก็กลับไปนั่งหมอบหลบมุม  แม้จะยังกินอาหารที่เทให้แต่ก็ดูระแวดระวังตัวมาก  ทำให้ผมรู้สึกกังวลและค่อนข้างไม่สบายใจ พลอยฟุ้งซ่านหลงคิดไปพักหนึ่งว่าเขาทะเลาะกับแมวอื่น หรือถูกตีเพราะย่องไปคาบปลาบ้านใกล้เคียงหรือเปล่า  ด้วยความที่เลี้ยงเขาไว้นอกบ้าน จะปีนป่ายเดินเล่นไหนก็ได้ตามใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ลองนึกทบทวนแล้วผมยังแปลกใจตัวเองที่ห่วงแมวได้เพียงนี้  ย้อนไปราวสามสี่ปีก่อนหน้า ทัศนคติที่ผมมีต่อสัตว์เลี้ยงต่างจากนี้  ตัวโปรดประจำใจของผมมาโดยตลอดคือ หมา และหมาเท่านั้น  ผมว่าหมาช่างมีข้อดีมากมายกว่าสัตว์เลี้ยงอื่น โดยเฉพาะแมว แม้ปัจจุบันผมจะไม่ได้มีเพื่อนสี่ขาขยันเห่าในครอบครองเหมือนเมื่อสมัยเป็นเด็ก แต่ยังประทับใจในความสัตย์ซื่อ เปิดเผย อดทน และไว้ใจได้ของเขาตลอดมา  ขณะที่แมวเห็นจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม ดูเย่อหยิ่ง เก็บตัว และเอาแต่ใจตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จนกระทั่งวันที่มีแม่แมวคาบลูกน้อยตัวเล็กสองตัวมาที่รั้วบ้าน  แม้เราจะไม่อยากได้แต่ก็สงสาร ผลัดกันคลุกข้าวกับปลา หมั่นให้อาหารอยู่เสมอ  จนลูกแมวโตขึ้นมากและแม่แมวก็จากไป ไม่มาอาศัยประจำบ้านอีก  ส่วนลูกแมวสองตัวก็พำนักถาวร พร้อมเปลี่ยนจากหลบๆ ซ่อนๆ เข้ามาเคล้าเคลีย ส่งเสียงร้อง และหงายท้องยอมให้ลูบเล่นแต่โดยดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ชัดเจนมาก ว่าผมใช้เวลากับเขาไปไม่น้อย ยามว่างผมนั่งในบ้านก็เพลินกับการดูเขานอนในท่าทางน่าขัน  สังเกตการเติบโตและเป็นอยู่ของเขาในระยะประชิด อย่างเนิ่นนานมากขึ้น  ผมได้เห็นและสัมผัสเขา ได้ใช้ประสบการณ์กับแมวจริงตรงหน้า ไม่ใช่แมวในความคิดนึกทึกทักเอาเองเหมือนก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      นึกถึงกระบวนการจิตตปัญญาศึกษาที่ผมมักแนะนำผู้เข้าร่วมการอบรมว่า ขอให้เราพยายามออกจากร่องความเคยชินเดิมๆ  เพื่อเปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ อีกมากมายให้กับชีวิต  ทว่าผมยังไม่เคยยกตัวอย่างสัตว์เลี้ยงเช่นแมวที่เรารู้จักดี อาจจะเป็นเพียงแมวในข้อมูลความจำ เป็นแมวของประสบการณ์เก่าที่เราเอามาใช้คาดการณ์แมวจริง จนเคยชินเป็นนิสัย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กระทั่งเรามักจะหลงเชื่อไปว่านี่แหละขอบเขตความเป็นตัวเรา อะไรที่เราเห็นและอะไรที่เราทำได้ และแล้วเราจึงได้จำกัดโอกาสความเป็นไปได้ให้ตัวเองไว้เพียงแค่นั้น จำกัดเรื่องราวและบุคคลอื่นในชีวิตเราไว้เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ประสบการณ์ว่าด้วยแมวได้สะท้อนให้ผมเห็นตัวช่วยดึงเราออกจากร่องความเคยชินได้ สองสิ่งนั้นคือ ระยะทาง และระยะเวลา  เดิมผมคิดตัดสินไว้ในใจว่าแมวเย่อหยิ่งเอาแต่ใจ ผมจึงไม่คิดจะเอาตัวเข้าใกล้ ไม่เคยได้สังเกตมองเขาเป็นเวลานานกว่าวินาที เรียกว่าเห็นผ่านตาเท่านั้น  เมื่อระยะระหว่างผมกับเขาหดสั้นลง และเวลาของเราเพิ่มมากขึ้น เดี๋ยวนี้ผมบอกได้เลยว่าเขาทั้งสองมีนิสัยบุคลิกความชอบผิดแผกกันอย่างไร ผมแปลกใจในคุณภาพการสังเกตนี้มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่อัศจรรย์ใจยิ่งกว่าที่พบว่า เรื่องราวนี้คือสิ่งเดียวกันกับการเปิดความเป็นไปได้ใหม่ให้ตัวเอง การสร้างความสามารถมองเห็นความงามในของเดิมที่เคยชิงชัง และการเข้าอกเข้าใจคนอื่นผู้ที่ชอบไม่เหมือนเรา  ผมเห็นแมวไม่เหมือนเดิม และกลายเป็นว่าผมก็มองคนรักแมวเปลี่ยนไป ไม่ใช่คนลักษณะเดิมอีกต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อาจเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปในชีวิต ที่เรามักห่างเหินกัน ให้เวลากันเท่าที่จำเป็น แต่มันทำให้เราเห็นแค่สิ่งที่ตัวเราอยากจะเห็น  เป็นไปได้ไหมว่า เราจะใช้เวลาให้กันนานขึ้น และใกล้กันมากขึ้น เพื่อให้เราได้เห็นอะไรต่างไป และนำเอาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในฐานะของขวัญที่ไม่ธรรมดาให้แก่ชีวิตเราเอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-2979481829715704856?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/2979481829715704856/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/12/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/2979481829715704856'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/2979481829715704856'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/12/blog-post.html' title='ความเป็นไปได้ใหม่'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TP-vVQ9RRzI/AAAAAAAACvY/NzjlncHrJNs/s72-c/P2010528.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-2956911990589176803</id><published>2010-11-28T07:00:00.000+07:00</published><updated>2010-11-28T07:00:01.706+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='management'/><title type='text'>กรุณาให้  5 คะแนนเต็ม</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TO8imkE8JVI/AAAAAAAACuk/xnTqvfeHt1I/s1600/_thumbs_up__by_meppol.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 300px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TO8imkE8JVI/AAAAAAAACuk/xnTqvfeHt1I/s320/_thumbs_up__by_meppol.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5543687712231138642" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 28 พฤศจิกายน 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;      เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินพนักงานที่เคาน์เตอร์ธนาคารบอกว่า “หลังจากนี้อีกสองสามวันถ้ามีโทรศัพท์สำรวจความพึงพอใจในการให้บริการ ขอรบกวนให้ 5 คะแนนเต็มทุกข้อด้วยนะคะ”  หรืออีกกรณี คงเคยไปจ่ายค่าโทรศัพท์และเคเบิลทีวีที่ศูนย์บริการ แล้วพนักงานขอให้กดแป้นบนเคาน์เตอร์เพื่อให้คะแนนความพึงพอใจตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 5 กันมาบ้างแล้ว เรียกได้ว่าประเมินได้เป็นรายบุคคล ไม่ต้องอาศัยบริษัทประเมินภายนอกมาสุ่มโทรถามภายหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จากมุมมองของลูกค้า  การได้เป็นผู้ประเมินผลด้วยตนเองนี้น่าจะทำให้พนักงานพยายามทำหน้าที่ให้ดี  ยิ้มแย้มมีอัธยาศัย  คนที่ทำงานดีย่อมจะได้รับความดีความชอบ  ส่วนมุมมองขององค์กร การจัดประเมินลักษณะนี้แม้ลงทุนมากขึ้น แต่ได้รับเสียงสะท้อนโดยตรงจากลูกค้า และได้ข้อมูลจริงว่าด้วยประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานเป็นรายคน ทั้งยังช่วยเสริมการประเมินจากหัวหน้างานที่อาจไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรขนาดใหญ่เช่นนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สำหรับพนักงานผู้ปฏิบัติการเอง การประเมินโดยลูกค้านี้น่าจะเป็นรูปแบบที่ยุติธรรมและเห็นผลชัดเจน ใครทำดีก็ได้คะแนนมาก ตรงไปตรงมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมเคยไปติดต่อศูนย์บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แห่งหนึ่ง พบว่าพนักงานหญิงทั้งสองคนที่เคาน์เตอร์มีหน้าตาสะสวย  แต่งกายงาม  แต่เธอทั้งสองมีสีหน้าบึ้งตึง และตอบลูกค้าทุกรายแบบขอไปที ผมเคยคิดว่าถ้าที่นั่นมีระบบประเมินทันใจน่าจะทำให้พนักงานบริการดีกว่านี้  จึงตั้งใจว่าจะเขียนร้องเรียนคุณภาพการให้บริการไปยังสำนักงานใหญ่  แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้เขียนเพราะเกิดคำถามขึ้นในใจว่า &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;“นั่นใช่สิ่งที่ควรจะร้องเรียนแล้วจริงหรือ?”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เพราะดูเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากการประเมินเหล่านี้จะไม่ได้ให้ผลตามที่คาดหวังเสมอไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในช่วงสองสัปดาห์มานี้มีกระทู้หนึ่งในชุมชน Pantip.com ถูกโหวตให้ขึ้นเป็นกระทู้แนะนำและมีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก กระทู้นั้นเขียนเปิดประเด็นเล่าว่าถูกพนักงานบริษัทนี้ขอแกมบังคับให้กด 5 คะแนน คนที่มาตอบต่างก็เล่าประสบการณ์ของตนบ้าง เช่นว่าพนักงานบริการด้วยสีหน้าเฉยเมย เมื่อจะขอให้กดประเมินถึงจะยิ้มให้ บางรายว่าถ้ากดคะแนนต่ำกว่า 5 พนักงานจะขอให้กดใหม่  ส่วนบางรายเห็นกับตาว่าถ้าลูกค้าไม่ได้กด จะเป็นเพราะรีบหรือลืมก็ตาม พนักงานถึงกับยื่นมือข้ามเคาน์เตอร์มากด 5 คะแนนด้วยตัวเอง  บรรยากาศการแลกเปลี่ยนในกระทู้อุดมไปด้วยความตึงเครียดและไม่พอใจ และโดยมากเสนอให้ปรับเชิงเทคนิค เช่น ไม่ให้พนักงานเห็นแป้นกด หรือใช้วิธีส่ง SMS ประเมินแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราอาจจะพัฒนาให้ได้ระบบประเมินวัดผลที่รัดกุมขึ้นได้  แต่ผมไม่แน่ใจว่าวิธีนี้จะสามารถทำให้ทุกฝ่ายมีความสุข  เพราะพนักงานก็เครียดเหมือนถูกจับผิดอยู่ตลอดเวลา ลูกค้าก็อึดอัดที่ถูกวิงวอนขอร้องหรือจับตาว่าจะกดคะแนนใด บริษัทก็ตามแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ แต่ไม่ตรงจุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;สิ่งที่ควรจะแก้ไขไม่ใช่คุณภาพการบริการของพนักงาน  แต่เป็นคุณภาพการดูแลพนักงานของบริษัทเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ถ้าเราได้รับการบริการไม่ดี เราน่าจะร้องเรียนว่า &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;“บริษัทควรหมั่นเอาใจใส่และปรับปรุงดูแลทำให้พนักงานมีความสุข”&lt;/span&gt;  เพราะการที่เขาไม่ได้ให้บริการที่ดีแก่เรา ย่อมแสดงว่าเขายังไม่ได้รับการสนับสนุนดูแลที่ดีจากองค์กรเช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แนวคิดที่ว่าลูกค้าคือพระเจ้าอาจทำให้เราได้ประเมินกันทันใจ แต่กลับทำให้เราไม่ไว้วางใจกันและทำให้เราเพ่งโทษกัน ตัวอย่างจริงที่เกิดขึ้นแล้วคือบริษัท HCL Technology ที่อินเดีย ด้วยแนวคิด &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;Employee First&lt;/span&gt; หรือพนักงานมาก่อน ของ CEO นาม Vineet Nayar จากหลักการเรียบง่ายคือ ให้ทุกคนในบริษัทรับรู้ข้อมูลจริงของการประกอบกิจการ และทำให้พนักงานเชื่อถือไว้วางใจในตัวผู้บริหาร เพียงเท่านี้ก็สามารถกู้วิกฤตและทำให้บริษัทประสบความสำเร็จเป็นองค์กรชั้นนำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ถ้าเรารู้สึกปลอดภัย ไว้วางใจ และมีความสุข  ทำไมเราจะไม่อยากทำงานให้ดี และแบ่งปันความสุขนี้ผ่านสีหน้าและแววตาล่ะครับ  เรื่องสามัญธรรมดาของการให้บริการ ไม่จำเป็นต้องสร้างการประเมินมาให้สลับซับซ้อน ลดทอนความสัมพันธ์ฉันพื่อนมนุษย์ที่เราพึงปฏิบัติต่อกัน&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-2956911990589176803?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/2956911990589176803/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/11/5.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/2956911990589176803'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/2956911990589176803'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/11/5.html' title='กรุณาให้  5 คะแนนเต็ม'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TO8imkE8JVI/AAAAAAAACuk/xnTqvfeHt1I/s72-c/_thumbs_up__by_meppol.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-6502464075151844275</id><published>2010-10-24T07:30:00.002+07:00</published><updated>2010-10-24T07:30:00.314+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญาศึกษา'/><title type='text'>ปากกาพาไป</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TMD6sKaa3pI/AAAAAAAACt0/tlOtobMaUFs/s1600/W.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 250px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TMD6sKaa3pI/AAAAAAAACt0/tlOtobMaUFs/s320/W.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5530695979027324562" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;ฉบับวันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      “เขียนอะไรลงไปก็ได้ตามแต่ความคิดอะไรจะเกิดขึ้น ข้อสำคัญก็คือเขียนไปเรื่อยๆ ไม่ต้องกลับไปแก้ไข หรือขีดฆ่าข้อความ ให้เขียนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่หยุดวางปากกา และไม่ต้องคิดเรียบเรียงก่อนเขียน แค่เขียนไปตามที่ใจคิด”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ทันทีที่สิ้นเสียงแนะนำการทำกิจกรรมที่ชื่อว่า “ปากกาพาไป” นี้ ผู้เข้าร่วมเวิร์คช็อปเกือบทุกคนมักจะขมวดคิ้วสงสัย บ้างก็อดไม่ได้ถึงกับยกมือขึ้นถามเพื่อให้แน่ใจ  คำถามที่คนส่วนใหญ่มักเอ่ยออกมาก็คือ “แล้วจะให้เขียนเรื่องอะไรคะ/ครับ?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กิจกรรมที่น่าสนใจและมีความท้าทายมากนี้ยังมีชื่อที่ถูกเรียกขานหลากหลายตามแต่กระบวนกรท่านใดกลุ่มไหนจะเลือกใช้ บ้างเรียกว่า ญาณทัศนลิขิต บ้างก็ว่า ธาราลิขิต ซึ่งต่างคนก็พยายามเลือกใช้คำในภาษาไทยที่ใกล้เคียงและสื่อความจากชื่อกิจกรรมในภาษาอังกฤษว่า Intuitive Writing ให้ได้มากที่สุด Intuitive ที่หมายถึงการเกิดญาณทัศนะ หรือมีสภาวะปิ๊งแว้บขึ้นในใจนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การเขียนแบบนี้จึงมีจุดประสงค์ต่างจากการเขียนอื่นในประเด็นที่ว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับความสละสลวยของภาษา ไม่ได้เน้นความสมบูรณ์ของรูปประโยค และย่อมไม่สนใจกับโครงสร้างของเรื่องที่เขียน  เพราะสาระสำคัญของกิจกรรมการเขียนแบบ Intuitive Writing เป็นการเขียนเพื่อสะท้อนใจและเปิดความเป็นไปได้ใหม่ทางความคิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เรื่องที่แต่ละคนเขียนลงไปในกระดาษของตนจึงเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่อยู่ในใจ  และแน่นอนด้วยว่าในช่วงระยะเวลาของการเขียนราวเจ็ดนาทีนี้อาจจะมีหลายเรื่องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในกระดาษหน้าเดียว ขึ้นอยู่กับสภาวะจิตใจและความคิดของคนเขียนเองทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หัวใจสำคัญคือสิ่งที่เขียนออกมานั้นจะได้ถ่ายทอดสภาวะของเราอย่างตรงไปตรงมา  ในบางครั้งงานเขียนนี้ก็ถ่ายทอดสิ่งที่เรากำลังกังวล เรื่องที่เราให้ความสนใจ หรือเหตุการณ์ที่ประทับใจ  ผู้เข้าร่วมเวิร์คช็อปหลายคนยอมรับเลยว่า หลังจากได้กลับมาอ่านสิ่งที่ตัวเองได้เขียนไปทำให้เห็นความคิดและความรู้สึกของตัวเองชัดเจนขึ้นมาก เห็นว่าอะไรคือสิ่งที่ตนเองให้ความสำคัญและอะไรคือสิ่งรบกวนจิตใจในตอนนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แม้ส่วนใหญ่จะเขียนถึงกิจกรรมที่ได้ทำในเวิร์คช็อป  แต่คนจำนวนไม่น้อยก็เขียนออกมาว่าคิดถึงบ้าน คิดถึงลูก  บ้างก็เป็นห่วงงานในหน้าที่ซึ่งตอนนี้ต้องให้คนอื่นมาทำแทน  บ้างก็เต็มไปด้วยคำถามและความสงสัย  หลายคนก็เขียนบอกสภาวะทางกายว่าปวดเมื่อย หรือไม่ก็รู้สึกหนาวเพราะแอร์เย็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เงื่อนไขการเขียนที่ว่าต้องไม่หยุดเพื่อจะคิดเรียบเรียงจึงมีความสำคัญ เพราะมันช่วยทำให้เราหลุดออกจากแนวพฤติกรรมเคยชินเดิมๆ ที่มักจะเขียนเรื่องที่ผ่านการคัดสรรกลั่นกรองไว้แล้ว หรือใช้ความคิดมากจนเขียนไม่ออก หรือไม่ก็ใจหลุดลอยไปกับเรื่องที่เขียนจนไม่ทันได้รู้ตัว ไม่ทันได้กลับมารู้กายรู้ใจตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กติกาการเขียนแปลกๆ  ง่ายๆ เพียงใช้เวลาแค่เจ็ดนาที ก็ช่วยให้ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถสะท้อนตัวเองได้มาก เป็นเครื่องมือหรือวิธีการในแนวจิตตปัญญาศึกษาที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ไม่น้อยเลย  ในกลุ่มจิตตปัญญาวิถีที่จัดเวิร์คช็อปมาแล้วหลายครั้ง รวมทั้งหลักสูตร “จิตตปัญญา ๑๐๑” เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราก็ใช้กิจกรรมนี้เป็นเครื่องมือหลักสร้างการเรียนรู้และเข้าใจตนเองสำหรับผู้เข้าร่วมอบรม  ทุกคนได้มีประสบการณ์ตรงในการสัมผัสและรู้จักตัวเองในแง่มุมที่ไม่เคยสังเกตมาก่อน เป็นวิธีเรียบง่ายที่ปฏิบัติเองได้ และเห็นผลเมื่อนำมาปฏิบัติซ้ำอย่างต่อเนื่องหลายๆ ครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ปากกาด้ามเดียวกันที่ทำให้เราเครียดจากงานประจำ หรือทำให้ใจเราจมไปกับเรื่องราวที่เขียน ก็ยังเป็นปากกาที่พาให้เราได้รู้จักรู้ใจตัวเองได้ เป็นปากกาพาไปสู่ใจ สู่ความเข้าใจใหม่ให้เป็นของขวัญที่เราจะมอบแก่ตัวเอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-6502464075151844275?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/6502464075151844275/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/10/blog-post.html#comment-form' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/6502464075151844275'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/6502464075151844275'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/10/blog-post.html' title='ปากกาพาไป'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TMD6sKaa3pI/AAAAAAAACt0/tlOtobMaUFs/s72-c/W.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-2732028676900054089</id><published>2010-09-26T08:00:00.000+07:00</published><updated>2010-09-26T08:00:00.735+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญาศึกษา'/><title type='text'>กระบวนกร</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TJcsb4twszI/AAAAAAAACrk/6nEOVggTGFE/s1600/green-energy.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 228px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TJcsb4twszI/AAAAAAAACrk/6nEOVggTGFE/s320/green-energy.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5518928725958243122" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;ฉบับวันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สำหรับคนที่เพิ่งเคยได้เข้าหลักสูตรฝึกอบรมจิตตปัญญาศึกษาเป็นครั้งแรก คงมีเรื่องให้ฉงนสงสัยไม่น้อย  ไม่ว่าจะเป็นการจัดตำแหน่งที่นั่งในห้องให้หันหน้าหากันเป็นวงกลม หรือการใช้ศิลปะวาดภาพร่วมเป็นกิจกรรมหนึ่งของการเรียน  ไม่เว้นแม้กระทั่งศัพท์แสงที่ใช้ หลายคำเป็นคำที่หลายคนไม่เคยได้ยินมาก่อน บางคนก็รู้สึกว่าคำเหล่านั้นน่าสนใจดี แต่บางคนกลับลังเลสงสัยเพราะไม่แน่ใจว่าจะใช่ความหมายเดียวกับที่เข้าใจหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      คำยอดนิยมที่ผู้เข้าร่วมอบรมมือใหม่เกือบทุกคนมักเกิดคำถามในใจ หรือหากสะกดเก็บไว้ไม่อยู่ก็เอ่ยปากถามออกมาตั้งแต่แรกที่ได้ยิน  คำที่ว่านั้นคือ “กระบวนกร”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จากความคุ้นเคยเดิมของเราส่วนใหญ่ เมื่อมีการฝึกอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการใด คนผู้มาทำหน้าที่สอน มาบรรยายให้ความรู้ เขามักจะถูกเรียกขานว่าอาจารย์ หรือวิทยากร ไปโดยปริยาย  หากผู้เข้าร่วมอบรมพิจารณาเห็นว่าผู้สอนมีวัยวุฒิสูงมีคุณวุฒิสูงก็อาจเติมคำนำหน้าให้กลายเป็นท่านวิทยากรไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ทำไมจิตตปัญญาต้องใช้คำแปลกๆ ทำไมไม่ใช้คำเหมือนที่เขาใช้กันทั่วไป เคยมีใครบัญญัติศัพท์นี้ไว้แล้วหรือ สารพัดสารพันคำถามทั้งที่ได้เอ่ยถามและอยู่ในใจของหลายคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ใช่ว่าสาเหตุของการใช้คำว่ากระบวนกรเพราะต้องการสร้างความแตกต่าง หรือพยายามหาเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มแต่อย่างใด  ทว่าเป็นเพราะการเรียนรู้ในแนวจิตตปัญญาศึกษาต่างไปจากรูปแบบสมัยนิยมที่เราส่วนใหญ่คุ้นเคยจริงๆ ไม่ได้ต่างเพียงแค่ลักษณะตำแหน่งที่นั่งหรือวิธีการเรียนเท่านั้น  การใช้คำว่ากระบวนกรจึงพยายามสื่อความหมายสำคัญประการหนึ่งแก่ทุกคนในการฝึกอบรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สำหรับจิตตปัญญาศึกษา  หากคำว่าวิทยากรซึ่งมีรากศัพท์มาจากวิทยะและอากร อันหมายความว่าแหล่งที่มาของความรู้ เราทุกคนจึงพึงรอรับฟังและรับเอาเนื้อหาความรู้นั้นไป  “กระบวนกร” จึงหมายความถึงผู้อำนวยให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ กระบวนกรไม่ได้เป็นแหล่งที่มาของความรู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แหล่งของความรู้นั้นอยู่ที่ผู้เข้าร่วมอบรมทุกคน เป็นความรู้ในตัวที่เกิดขึ้นในกระบวนการไม่ได้เป็นความรู้จากการบรรยาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แม้ว่าจิตตปัญญาศึกษาอาจมีวิธีการแปลกใหม่และแตกต่าง มีการประยุกต์พัฒนานำศาสตร์ต่างๆ มาผสมผสานเป็นการเรียนรู้ใหม่ก็จริง  แต่หัวใจของจิตตปัญญาศึกษาไม่ได้อยู่ที่เทคนิควิธีการ ไม่ได้เป็นเนื้อหาวิชาการ หัวใจของการเรียนรู้อยู่ที่การรู้จักรู้ใจตนเองและโลกอย่างลึกซึ้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ความเข้าใจในตนเองของเราแต่ละคนจึงถือเป็นความรู้เฉพาะตน  ผู้จัดกระบวนการในบทบาทฐานะกระบวนกรทำหน้าที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมอบรมเกิดการเรียนรู้ในตน บนฐานที่มาของประสบการณ์ชีวิตอันแตกต่างหลากหลายกันไปในแต่ละคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การเรียกตัวเองของผู้สอนว่า “กระบวนกร” จึงเป็นความพยายามให้ความหมายใหม่แก่การเรียนรู้  หาไม่แล้วด้วยบทบาทฐานะ “ท่านวิทยากร” ย่อมมีความเป็นไปได้สูงมากที่ผู้เข้าร่วมฝึกอบรมจะเกิดความคาดหวังการเรียนแบบเดิมๆ ยิ่งมีคำว่าท่านนำหน้า ยิ่งพาให้วางระยะห่างจากกัน พลอยทำให้มีพฤติกรรมเรียนรู้แบบเป็นฝ่ายรอรับ และตั้งหน้าตั้งตาจดบันทึก จนละเลยโอกาสทำความรู้จักรู้ใจตนเองไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สิ่งที่เราไม่คุ้นเคยและชวนให้ฉงนสงสัยในจิตตปัญญาศึกษา จึงไม่ได้มีที่มาเพียงเพราะต้องการสร้างความแตกต่างในรูปแบบภายนอก  แต่พยายามชักชวนให้เราตั้งคำถามกับความคุ้นเคยเดิมๆ และทบทวนถึงการเรียนแบบรอรับความรู้จากผู้รู้อย่างที่เราเคยเป็นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ถึงที่สุดแล้วคำว่ากระบวนกรอาจไม่สลักสำคัญหรือมีความหมายพิเศษอะไร ในการฝึกอบรมครั้งต่อไปอาจมีคำแปลกใหม่อีกก็ได้ หากมันจะช่วยเราให้ได้เข้าใจตนเองและโลกอย่างลึกซึ้ง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-2732028676900054089?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/2732028676900054089/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/09/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/2732028676900054089'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/2732028676900054089'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/09/blog-post.html' title='กระบวนกร'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TJcsb4twszI/AAAAAAAACrk/6nEOVggTGFE/s72-c/green-energy.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-4768716707459333195</id><published>2010-08-22T00:00:00.002+07:00</published><updated>2010-09-20T00:15:26.146+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญาศึกษา'/><title type='text'>ความต้องการขององค์กร</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TJZFHr4D6fI/AAAAAAAACrc/yJxHfUjbC7w/s1600/workplace-violence.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 212px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TJZFHr4D6fI/AAAAAAAACrc/yJxHfUjbC7w/s320/workplace-violence.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5518674391728384498" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;ฉบับวันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เรื่องพบเห็นเป็นประจำในการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพองค์กร หรือบ้างเรียกกันสั้นๆ ว่า OD ที่ย่อมาจาก Organization Development คือเรื่องโทษกันไปโทษกันมาระหว่างผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในช่วงตระเตรียมก่อนการอบรมนั้น  ผู้บริหารมักบอกวิทยากรหรือกระบวนกรว่าหน่วยงานหรือพนักงานคนไหนบ้างที่ควรได้รับการพัฒนาทัศนคติ หรือเพิ่มทักษะความสามารถ  ส่วนในระหว่างการอบรม เมื่อได้สนทนาอย่างไม่เป็นทางการกับเหล่าพนักงานกลับกลายเป็นกระบวนกรได้ข้อมูลว่าผู้บริหารนั่นเองควรปรับเปลี่ยนตนเอง อาจเป็นลักษณะท่าทีที่มีผลต่อบรรยากาศการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชา หรือทัศนคติที่ไม่ดีต่อพนักงานบางกลุ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      คนส่วนใหญ่เห็นว่าเรื่องทำนองนี้เป็นการเพ่งโทษกันไปมา  หรือเห็นว่าเป็นการมองออกไปนอกตัวเอง ต่างไม่มองย้อนกลับมาที่ตนก่อนว่ามีข้อบกพร่องอะไร และควรปรับปรุงอะไรบ้าง มักตกร่องความคิดเดิมๆ ที่เล็งเห็นความผิดพลาดของผู้อื่นมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่ไม่ค่อยมีใครชี้ว่าปรากฏการณ์นี้ได้บ่งชี้ว่าทุกคนกำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือกัน  ผู้บริหารเห็นโอกาสจะช่วยพนักงาน แต่เห็นจากมุมมองของผู้มีประสบการณ์และมีอำนาจมากกว่า  พนักงานก็เช่นกัน เขาเห็นโอกาสจะช่วยผู้บริหาร แต่ด้วยมุมมองของผู้ต้องการการดูแลและกังวลกับการถูกลงโทษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เรื่องดีๆ ดังการช่วยเหลือกันนี้จึงกลายเป็นสิ่งกระอักกระอ่วนใจของทุกฝ่าย  และไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้ได้แสดงออกมา ไม่มีเวลาให้ได้พูดถึงกันอย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผย ภายในบรรยากาศที่ผ่อนคลายและมีความไว้วางใจต่อกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แม้ว่าเราอาจได้พบความรู้ที่น่าสนใจและอาจคลี่คลายปมนี้ได้ อาทิ ผู้นำผู้รับใช้ (Servant Leadership) ซึ่งกล่าวถึงภาวะผู้นำที่สร้างความเป็นไปได้และศักยภาพใหม่ให้แก่กลุ่มจากบทบาทการสนับสนุนของหัวหน้า โดยไม่ติดยึดว่าหัวหน้าต้องมีบทบาทเป็นผู้สั่งการเท่านั้น  แต่สุดท้าย เมื่อสิ้นสุดการอบรมลง เมื่อภาวะของความผ่อนคลายและไว้วางใจกันในการอบรมไม่มีเกิดขึ้นในองค์กร ต่างฝ่ายก็ตกร่องกลับไปเชื่อในความคิดเดิม ความเป็นไปได้ใหม่ก็ไม่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สิ่งสำคัญของการอบรมพัฒนาศักยภาพองค์กรจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในแนวคิดความรู้อย่างผู้นำผู้รับใช้  ไม่ได้อยู่ที่การสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย  และไม่ได้อยู่ที่การทำให้ทุกคนทุกฝ่ายวางใจไร้แรงคาดหวังกดดันกันเท่านั้น  แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่การเปิดเผยให้ทุกคนได้เอ่ยความต้องการที่แท้จริงให้แก่กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ปรากฏการณ์โทษกันไปโทษกันมาหรือบอกว่าอีกฝ่ายควรทำอะไร  เป็นเพียงรูปธรรมวิธีการภายนอกเราใช้ต่อกัน  เราพยายามบอกและสอนกันเสมอว่าอีกฝ่ายควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไรบ้าง ผู้บริหารบอกต่อหน้าพนักงานว่าให้เขากล้าตัดสินใจ ส่วนพนักงานก็บอกกันลับหลังว่าผู้บริหารควรเห็นใจเขาหรือลดความเข้มงวดลงบ้าง  ส่วนสิ่งที่อยู่ลึกลงไปยิ่งกว่าคือความต้องการในใจที่ทุกคนอยากมีองค์กรที่เอาใจใส่กัน มีความรักเข้าใจผูกพันกัน และมีความมั่นคงให้แก่สมาชิกทุกคน จึงเป็นความต้องการที่ไม่ได้รับการเปิดเผย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      พวกเราเคยชินกับการเสาะหาความรู้เทคนิคใหม่ๆ  เพื่อใช้แก้ปัญหา แต่เราอาจพลั้งลืมไปว่าองค์กรไม่ได้ประกอบสร้างขึ้นจากเงินทุน อาคาร เครื่องจักรและเครื่องใช้สำนักงาน ที่สิ่งเหล่านี้สามารถแก้ไขจัดการด้วยความรู้  ทว่า องค์กรของเรานั้นถูกประกอบสร้างขึ้นจากความสัมพันธ์อันเป็นข่ายใยเชื่อมร้อยทุกคนให้ร่วมมือร่วมแรงและร่วมใจจนลุล่วงภารกิจน้อยใหญ่ และสิ่งสำคัญนี้ที่พึงใช้ความรู้ในใจเข้าไปดูแล ใช้แค่ความรู้เทคนิคอย่างเดียวไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อเปิดโอกาสให้สามารถเปิดใจ จนเราเผยความต้องการความปรารถนาดีแก่กันได้ ย่อมเท่ากับเราเปิดความเป็นไปได้ให้องค์กรสามารถสร้างศักยภาพใหม่ พร้อมกับให้ความมั่นคงกับทุกข่ายใยความสัมพันธ์ในองค์กร&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-4768716707459333195?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/4768716707459333195/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/08/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/4768716707459333195'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/4768716707459333195'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/08/blog-post.html' title='ความต้องการขององค์กร'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TJZFHr4D6fI/AAAAAAAACrc/yJxHfUjbC7w/s72-c/workplace-violence.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-1355437033709684695</id><published>2010-07-25T07:00:00.000+07:00</published><updated>2010-07-25T07:00:02.243+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='นพลักษณ์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุนทรียสนทนา'/><title type='text'>บริหารคน</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TEQ_5QE2RGI/AAAAAAAACpc/QX7RrMzmd8w/s1600/P.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 255px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TEQ_5QE2RGI/AAAAAAAACpc/QX7RrMzmd8w/s320/P.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5495587698099242082" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;คอลัมน์ จิตตปัญญา &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;ฉบับวันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      โจทย์สำคัญของงานบริหารมักหนีไม่พ้นการบริหารคนอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ความรู้ Know-How จำนวนมากมายได้พัฒนาไปเป็นหลักสูตรฝึกอบรมที่เน้นการเข้าใจคน และใช้คนให้เหมาะสมกับงาน โลกเราพัฒนาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้กันมาไม่น้อย นับแต่การแบ่งงานกันทำเฉพาะอย่าง การสร้างทักษะรอบด้านแก่ผู้ปฏิบัติงาน การเพิ่มความสามารถในการสื่อสาร ไปจนถึงพาพนักงานไปปฏิบัติธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่จนแล้วจนรอด  ก็ยังไม่พบว่ามีวิธีไหนที่ใช้ได้ผลที่สุดสำหรับการบริหารคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หรือเป็นเพราะว่าแต่ละบุคคลนั้นหลากหลายแตกต่างกันเหลือเกิน ชุดความรู้จากตะวันตกก็อาจไม่เหมาะกับการบริหารคนในวัฒนธรรมไทย หรือว่าผู้บริหารยังไม่เข้าใจเนื้อหาและเทคนิคต่างๆ  เพียงพอ หรือว่าวิธีการบริหารอันได้ผลสมบูรณ์แบบนั้นยังไม่เกิดขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การบริหารคนเป็นเรื่องยากจริงหรือ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ใช่แต่การไปจัดการคนอื่นหรอกที่มันยาก  เริ่มจัดการที่ตัวเราเองยังทำไม่ได้เลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      โดยมากเวลาที่เราได้พบได้เห็นแนวคิดหรือความรู้ดีๆ  เรามักจะนึกถึงคนในบังคับบัญชาทันที ไม่ค่อยได้นึกถึงตัวเองกันเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในการฝึกอบรมหรือบรรยายความรู้เกือบทุกครั้ง ผู้บริหารที่สนใจเข้ามาสนทนากับวิทยากร มักได้ผลสรุปลงท้ายว่าจะขอวิทยากรให้ไปสอนคนในองค์กร หรือไม่ก็จะไปสั่งให้บุคลากรในสังกัดดำเนินการ กรณีผู้บริหารพยายามทำความเข้าใจและจะนำไปใช้กับตัวเองก่อนนั้นมีน้อยมากถึงมากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ขอยกตัวอย่างเรื่องนพลักษณ์ (Enneagram) ซึ่งเป็นความรู้ว่าด้วยลักษณะพื้นฐาน ๙ แบบของมนุษย์ ยังไม่ทันจบการฝึกอบรมก็มีคนเริ่มคิดแล้วว่าทำอย่างไรจะรู้ได้ว่าลูกน้องคนไหนเป็นลักษณ์อะไร เผื่อว่าจะได้ใช้งานเขาให้ถูกวิธี ทว่าพลาดหัวใจสำคัญของการเข้าใจตัวเองเพื่อพัฒนาตนไปอย่างน่าเสียดาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อีกตัวอย่างที่ชัดมากคือเรื่องสุนทรียสนทนา (Dialogue) คนจำนวนไม่น้อยที่ผ่านการอบรมแล้วรู้สึกนิยมชมชอบหลักการว่าด้วยการรับฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) เมื่อกลับไปทำงานก็มักเรียกร้องให้คนอื่นฟังอย่างลึกซึ้งบ้าง แต่ลืมไปว่าคนที่ควรฝึกฟังมากที่สุดคือตัวเอง เหตุผลประการแรกนั้นคือคนอื่นเขาไม่ได้ไปอบรมด้วย ลำพังคำพูดเราไปบอกต่อเขาจะเข้าใจได้เท่าเราหรือ เหตุผลประการสำคัญยิ่งกว่าคือ เราฝึกฟังคนอื่นอย่างลึกซึ้งเพื่อให้เราเข้าใจตัวเอง ไม่ใช่ให้เขาตั้งใจฟังสิ่งที่เราพูด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หากเรายังไม่เข้าใจ ซึ่งในที่นี้คือ ความรู้ยังไม่ เข้าไปจนถึงใจเรา ยังไม่นำไปฝึกไปปฏิบัติ ไปบริหารเพื่อการเติบโตของตัวเอง ต่อให้เราพยายามใช้ความรู้และวิธีใหม่นี้ไปบริหารใคร ผลที่ได้จะแตกต่างมากมายไหม ถ้าเรายังคงเป็นคนเดิมที่คิดเหมือนเดิมและทำเหมือนเดิมในสายตาของผู้ที่ถูกเราบริหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การบริหารคนจึงยังคงเป็นเรื่องยาก เพราะเพียงเริ่มต้นเราก็มักจะบริหารผิดคนเสียแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      คนสำคัญที่สุดที่มีผลต่อการทำงานของเรา มีอิทธิพลต่อชีวิตของเรา  แต่เรามักจะหลงลืมและละเลยเขาไป ก็คือตัวของเราเอง...มิใช่หรือ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-1355437033709684695?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/1355437033709684695/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/07/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/1355437033709684695'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/1355437033709684695'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/07/blog-post.html' title='บริหารคน'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TEQ_5QE2RGI/AAAAAAAACpc/QX7RrMzmd8w/s72-c/P.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-5211508395770736774</id><published>2010-06-27T06:00:00.002+07:00</published><updated>2010-06-27T06:00:01.959+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='reflection'/><title type='text'>เดินทางชีวิต</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TB9yQNCqw9I/AAAAAAAACos/Eenl_kVL8Eg/s1600/%E0%B8%86.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 285px; height: 320px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TB9yQNCqw9I/AAAAAAAACos/Eenl_kVL8Eg/s320/%E0%B8%86.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5485228493864879058" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอลัมน์ จิตตปัญญา &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;ฉบับวันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อหลายเดือนก่อน  ผมเดินทางออกจากเกียวโตเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นไปยังมหานครโตเกียวด้วยรถไฟชินคังเซน นับว่าประหยัดเวลาและได้ชมทิวทัศน์ระหว่างทางไปด้วย จุดหมายของพวกเรานักท่องเที่ยวคือโตเกียว แต่เรายังมีเป้าหมายคือการได้ชมภูเขาไฟฟูจิในระหว่างทางที่รถไฟวิ่งผ่าน ถึงจะออกจากสถานีเกียวโตมาไม่นานและเหลือระยะทางอีกไม่น้อยกว่าจะผ่านจุดที่ชมภูเขาไฟฟูจิได้ แต่เราก็มักเหลียวมองออกไปทางหน้าต่างด้านซ้ายอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      รถไฟหัวกระสุนที่ว่าเร็ว ยังเร่งได้ไม่ไวเท่าใจของเราเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กระทั่งผ่านเขาไปหลายลูก ผ่านอาคารบ้านเรือนไปจำนวนมาก เราจึงแลเห็นภูเขาไฟฟูจิขนาดใหญ่จากระยะไกลลิบ พร้อมกันนั้นต่างคนพากันหยิบฉวยกล้องถ่ายรูปมาจับภาพภูมิทัศน์นี้ไว้ เพราะมีโอกาสแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นจึงจะได้ชมความงามของธรรมชาตินี้ แม้เมื่อรถไฟวิ่งผ่านไปได้พักใหญ่ เรายังแลกผลัดกันชมภาพถ่ายของภูเขาลูกนี้กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จนบทสนทนาว่าด้วยกล้องใครถ่ายภาพได้งามกว่ากันและความตื่นเต้นค่อยคลายลง หลายคนยังคงเพลิดเพลินกับทิวทัศน์นอกหน้าต่าง ผิดกันตรงที่คราวนี้เราสังเกตเห็นอะไรมากไปกว่าเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราเห็นภูเขาและอาคารที่อยู่ไกลได้มากและนานกว่าที่อยู่ใกล้ บ้านหลายหลังริมทางที่ดูน่ารักน่าสนใจกลายเป็นภาพที่ผ่านมาให้เห็นเพียงพริบตา กว่าบางคนจะชี้ชวนให้คนอื่นหันไปชมความงามในจุดเล็กๆ นั้นได้ รถไฟก็เคลื่อนตัวออกมาไกลจากจุดเดิมที่จะมองเห็นไปมากแล้ว ต่อเมื่อรถไฟชะลอตัวเข้าเทียบชานชาลาแต่ละสถานี เราถึงมีเวลาค่อยๆ เฝ้ามองดูผู้คนและบ้านเรือน และพบว่าเป็นภาพงดงามน่าสนใจไม่แพ้ภูเขาไฟเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เห็นภาพเด็กนักเรียนมัธยมญี่ปุ่นแล้วทำให้นึกถึงการเรียนของพวกเราที่ต้องเร่งเก็บเกี่ยวเนื้อหาและสอบให้ผ่านเพื่อมุ่งสู่จุดหมายการได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การทุ่มเทเอาใจใส่และเร่งกวดติววิชาเพื่อให้ได้ไปมหาวิทยาลัยภูเขาไฟฟูจิจะทำให้ช่วงชีวิตวัยเรียนอันอุดมไปด้วยโอกาสการได้รู้จักรู้ใจตนและบทเรียนนานาในวัยรุ่นผ่านพ้นไปไวเกินหรือเปล่าหนอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เห็นภาพพนักงานบริษัทใส่สูทเดินกึ่งวิ่งไปให้ทันทำงานแล้วคิดถึงชีวิตการงานในเมืองใหญ่ของเราอย่างรีบเร่งเป็นรถไฟชินคังเซนที่มุ่งสร้างผลงานวิ่งไปสู่ความสำเร็จและผลตอบแทนก้อนใหญ่นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราพากันเร่งรีบเกินไปจนไม่ทันได้ดูแลความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน และเผลอเรอละเลยความห่วงใยของครอบครัวและคนใกล้ตัวไปบ้างหรือเปล่าหนอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ไม่ว่าจะเป็นการเรียน  การทำงาน และการใช้ชีวิต ทุกเส้นทางเหล่านี้สำหรับเราแต่ละคนล้วนมีเป้าหมายสำคัญต่างกันไป พวกเราอาจเลือกใช้เส้นทางอันรวดเร็วเพื่อให้ได้ชื่นชมความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ก็ได้ แต่นั่นย่อมมิใช่เส้นทางเดียวที่เรามีและเลือกได้ คงน่าเสียดายยิ่งนักถ้าเราไม่เคยได้ลองเปลี่ยนรางให้ช้าลงบ้างในบางขณะบางช่วงจังหวะชีวิต ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของคนรอบข้าง ให้ความใส่ใจกับงานประจำวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เรามีสิทธิใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปตามรายทางตลอดเส้นทางสู่จุดหมายของเราเสมอ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-5211508395770736774?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/5211508395770736774/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/06/blog-post.html#comment-form' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/5211508395770736774'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/5211508395770736774'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/06/blog-post.html' title='เดินทางชีวิต'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TB9yQNCqw9I/AAAAAAAACos/Eenl_kVL8Eg/s72-c/%E0%B8%86.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-3662752755281171204</id><published>2010-05-23T07:00:00.001+07:00</published><updated>2010-05-23T07:00:06.287+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='reflection'/><title type='text'>มื้อเย็น</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S_IK_F_tQ8I/AAAAAAAACn0/HTpngsjCcJQ/s1600/K%5D.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 200px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S_IK_F_tQ8I/AAAAAAAACn0/HTpngsjCcJQ/s320/K%5D.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5472448576265995202" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอลัมน์ จิตตปัญญา &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;ฉบับวันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมเลิกทานอาหารมื้อเย็นมาจนบัดนี้ขึ้นปีที่ 3 แล้ว แม้แรงบันดาลใจและแรงกระตุ้นให้ปฏิบัติตัวเช่นนี้จะเกิดจากการได้เห็นบุคคลผู้กระทำตนเป็นแบบอย่าง และด้วยความเห็นชอบจากครูบาอาจารย์ก็ตาม กระนั้นผมยังถือว่าตนเองไม่ได้ถือศีล 8 ในข้อวิกาลโภชนา อาจเพราะเกรงถูกมองว่าพยายามทำตัวธรรมะธัมโมก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ตลอดช่วงที่ผ่านมามีคนจำนวนมากแสดงความห่วงใยด้วยท่าทีต่างๆ นานา อาทิ ทักว่าผอมเกินไปแล้ว ทานน้อยจะไม่แข็งแรง หรือกระทั่งหวังดีชี้ชวนให้ทานผลไม้ทดแทนอาหาร ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มาจากสมมติฐานว่ามื้อเย็นนั้นเป็นสิ่งจำเป็นหรือเป็นสิ่งสามัญธรรมดาในวิถีชีวิตคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จากมุมมองส่วนบุคคลของคนที่มีประสบการณ์ตรงในการงดมื้อเย็นมาช่วงเวลาหนึ่ง ผมกลับเห็นว่าตนเองได้ประโยชน์หลายประการจากการปฏิบัติตัวเช่นนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ประการแรก การทานอาหารสองมื้อทำให้ผมเอาใจใส่กับคุณภาพของการรับประทานอาหารแต่ละมื้อมากขึ้น ถ้ามื้อเช้ามีผักน้อยก็พยายามชดเชยในมื้อกลางวัน การทานอาหารให้ตรงเวลาก็เป็นสิ่งสำคัญ ทำให้ไม่ควรตื่นสายและไม่สามารถผัดผ่อนรวบอาหารเช้าและกลางวันเป็นมื้อเดียวกันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ประโยชน์ในประการต่อมาคือทำให้ผมประหยัดค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกันก็ไม่บริโภคล้นเกินความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะมื้อเย็นอันเป็นมื้อที่มักมีปริมาณมาก และหลายครั้งก็เป็นมื้อของการสังสรรค์ที่เรารับประทานกันมากกว่าวันปรกติทั่วไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หากมีงานเลี้ยงสังสรรค์เช่นงานเลี้ยงสมรส ผมยังยินดีไปร่วมโต๊ะอาหารแต่ไม่ร่วมรับประทาน การงดมื้อเย็นจึงไม่ได้ปิดกั้นโอกาสในการรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น ผมกลับมีเวลาคุณภาพที่จะได้ฟังและให้ความสนใจเพื่อนคู่สนทนามากขึ้น ด้วยไม่ต้องพะวงกับการกินของตนเอง นี่ก็อาจนับเป็นอีกประการหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ประโยชน์ประการสำคัญที่ผมได้รับจากการงดมื้อเย็น คือได้สร้างโอกาสให้ผมฝึกรู้เนื้อรู้ตัวและฝึกสติได้บ่อยขึ้น เพราะการงดมื้ออาหารที่เคยทานมาแต่เล็กจนโต ไม่ได้หมายความว่าผมจะเลิกรู้สึกอยากอาหาร หรือไม่เกิดอาการหิว โดยเฉพาะยามเห็นคนอื่นทานอาหารหน้าตาดีมีกลิ่นเย้ายวนบนโต๊ะจัดเลี้ยง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ความรู้สึกอยากลิ้มชิมรสและน้ำลายสอยังเกิดขึ้นบ้าง แต่มันสร้างความทุกข์ทรมานและรำคาญใจได้น้อยลงมาก ใช่ว่าเพราะผมพยายามบังคับใจหรือต้องใช้ความอดทนอดกลั้น แต่แค่เป็นชั่วขณะที่ได้สังเกตตัวเองห่างๆ แล้ววางอาการอยากลงก่อนที่จะเผลอและหลงเอามันมาเป็นสาระสำคัญของใจ ประเดี๋ยวเดียวอาการกายและอาการใจก็หายไปปลิดทิ้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แน่นอนว่าความตั้งใจงดมื้อเย็นคงเป็นไปไม่ได้ถ้าผมไร้ซึ่งครอบครัวและเพื่อนผู้เป็นกัลยาณมิตรที่เข้าใจและสนับสนุน เขาเหล่านี้ได้ให้สิ่งดีที่สุดแก่ผมมา นั่นคือการยอมรับในการตัดสินใจของผมและไม่เคยทำให้ผมรู้สึกว่ามันเป็นความผิดปรกติที่ควรแก้ไข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สิ่งจำเป็นหลายอย่างในชีวิตเราอาจเป็นเช่นมื้อเย็นก็ได้ หากไม่ได้ใช้ตัวเองไปทดลองปฏิบัติอย่างมุ่งมั่น พร้อมกับได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากคนรอบข้าง เราคงไม่มีวันได้สลายมายาการม่านบังตาและถูกตัวเองหลอกร่ำไปว่ามันคือสิ่งจำเป็นอันขาดเสียมิได้ในชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หากถูกคนอื่นมองว่าผมพยายามทำตัวธรรมะธรรมโมแล้วไง? อาจเป็นแค่อีกโจทย์ของผมเหมือนเรื่องมื้อเย็นก็เป็นไปได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-3662752755281171204?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/3662752755281171204/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/05/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/3662752755281171204'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/3662752755281171204'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/05/blog-post.html' title='มื้อเย็น'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S_IK_F_tQ8I/AAAAAAAACn0/HTpngsjCcJQ/s72-c/K%5D.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-7098605004827292352</id><published>2010-04-25T06:00:00.001+07:00</published><updated>2010-04-25T06:00:03.794+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญาศึกษา'/><title type='text'>รู้สึกอะไร</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S8h7UpI-qWI/AAAAAAAACnE/an8ADxqBnHY/s1600/0.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 287px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S8h7UpI-qWI/AAAAAAAACnE/an8ADxqBnHY/s320/0.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5460750142757841250" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอลัมน์ จิตตปัญญา &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;ฉบับวันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หลังกลับจากงานจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการแนวจิตตปัญญาศึกษาครั้งหนึ่ง ผมได้เขียนข้อความสะท้อนไว้ใน Twitter ว่า “เรื่องจริงจาก workshop: 1 ในคำถามที่ผู้เข้าร่วมตอบได้ยากที่สุดคือ รู้สึกอะไร?” ไม่นานนักก็มีความเห็นตอบกลับมาจากรุ่นน้องในแวดวงกระบวนกรผู้จัดการเรียนรู้พัฒนาจิตวิญญาณว่า “ใช่เลยค่ะ เช่น รู้สึกว่าเรามีน้ำใจกันดี”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมยกประเด็นนี้มาเล่าสู่กันฟังมิใช่เพื่อต้องการบอกว่าผู้เข้าร่วมเขาตอบผิด หรือว่าตอบได้ไม่ตรงกับเฉลย แต่รูปแบบคำตอบที่มีออกมาเกือบทั้งหมดในวันแรกๆ ของการฝึกอบรมล้วนเป็นการตอบที่ไม่ตรงกับคำถามเลย คำถามธรรมดาที่ว่า รู้สึกอะไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หรืออาจเป็นเพราะเราใช้วลี “รู้สึกว่า” กันบ่อยจนคุ้นเคยติดปากแล้วก็เป็นไปได้ จึงทำให้มักใช้เหมารวมจนผสมปนไปกับความคิด อาทิ รู้สึกว่าวันนี้ดวงดี รู้สึกว่าหัวหน้าไม่ชอบ รู้สึกว่าดอกไม้ช่อนี้สวย รู้สึกว่ารถคันหน้าจะขับเร็วเกินไปแล้ว ทั้งหมดที่ยกตัวอย่างมานี้ไม่มีคำพูดไหนเลยที่เผยบอกความรู้สึกจริงๆ ของตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ความรู้สึกก็คือความรู้สึก ไม่มีอะไรซับซ้อน ไม่มีเรื่องราว ไม่มีตัวละคร เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาในใจและในอก อาทิ ตกใจ เหงา ลังเล ผ่อนคลาย เครียด ซาบซึ้ง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เองคือวิถีสู่การเข้าใจตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จิตตปัญญาศึกษานั้นเป็นการเรียนรู้เพื่อเข้าใจตนเองและโลก การเปิดสัมผัสรับรู้ให้มากยิ่งกว่าแบบแผนที่เราเคยชินจึงมีความสำคัญยิ่งนัก สิ่งที่เราควรจะได้เรียนนั้นมิได้มีเพียงรูปแบบเดิมอันคุ้นเคย ที่ว่าความรู้คือเนื้อหาวิชา และทฤษฎีหลักการ เรารู้จากการอ่าน การฟัง และจดจำทำความเข้าใจด้วยการใช้ความคิด แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตัวเราก็เป็นความรู้ที่เราต้องเรียนเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราทุกคนมักจะถูกปลูกฝังตลอดมาจากชั้นเรียนว่าความรู้สึกเป็นเรื่องอารมณ์ส่วนตัว ต้องไม่นำมาข้องเกี่ยวกับความรู้วิชาการ การเป็นผู้เชี่ยวชาญมีความเป็นมืออาชีพนั่นคือต้องตัดความรู้สึกออกจากการทำงาน โอกาสในการเผยความรู้สึกจึงถูกตัวเราเองจำกัดให้อยู่ในไม่กี่เรื่อง เช่น ความบันเทิง และความรัก ยิ่งไปกว่านั้นเราเริ่มขาดความสามารถในการรับรู้ความรู้สึก และเพิกเฉยหรือละอายในการเผยความรู้สึกของตัวเราเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อละเลยความรู้สึก  เราจึงตกอยู่ในห้วงความคิดเสียมาก คำตอบที่ยกมาตอนต้นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ทุกคำพูดสามารถใช้วลี “คิดว่า” แทนคำ “รู้สึกว่า” ได้ทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ทั้งนี้ การใช้ความคิดไม่ใช่สิ่งที่ผิด  แต่มันมักจะทำให้เราไม่ได้อยู่ในปัจจุบัน  ทำให้เราไม่ได้รับรู้ถึงสภาวะที่แท้จริงของตัวเองในขณะเวลานั้น เมื่อเราใช้ความคิดก็เท่ากับการทำงานวิเคราะห์กลั่นกรองหาข้อสรุป แต่ความรู้สึกมันจะบอกเราอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา และเปิดเผยโอกาสให้เราได้เข้าไปทำความรู้จักตัวของเราเองอย่างลึกซึ้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ดังนี้  กระบวนการเรียนรู้และวิธีแนวทางการปฏิบัติต่างๆ ของจิตตปัญญาศึกษา ไม่ว่าสุนทรียสนทนา การเจริญสติ จนถึงการบริหารกายบริหารจิต เช่น โยคะและไท้เก๊ก จึงล้วนให้ความสำคัญแก่การเปิดรับความรู้สึกทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หากแม้นตัวเราเปรียบเสมือนเหรียญ ด้านหนึ่งคือความคิด อีกด้านคือความรู้สึก เราจะเรียนรู้และสามารถเข้าใจตัวเองอย่างถ้วนทั่วได้อย่างไรเล่า หากเราวางเหรียญหงายขึ้นและแลเห็นมันเพียงด้านเดียว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-7098605004827292352?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/7098605004827292352/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/04/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/7098605004827292352'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/7098605004827292352'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/04/blog-post.html' title='รู้สึกอะไร'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S8h7UpI-qWI/AAAAAAAACnE/an8ADxqBnHY/s72-c/0.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-2254663452442933894</id><published>2010-03-28T05:30:00.002+07:00</published><updated>2011-05-14T09:24:48.777+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><title type='text'>สิ่งสำคัญที่สัมพันธ์กว่า</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S6btLEoue3I/AAAAAAAAClk/xjDfpzMcrFo/s1600-h/00.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 200px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S6btLEoue3I/AAAAAAAAClk/xjDfpzMcrFo/s320/00.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5451305173457468274" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอลัมน์ จิตตปัญญา &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;ฉบับวันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เรื่องเริ่มจากเพื่อนคนหนึ่งเขียนเตือนเข้ามาในกลุ่มอีเมลของเพื่อนร่วมรุ่นมัธยมปลายให้ระวังสถานการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง  เมลนี้กระตุ้นให้เพื่อนอีกหลายคนเขียนตอบเข้ามา  ชัดเจนอย่างยิ่งว่าเป็นการโต้ตอบระหว่างหลายคนที่เชื่อต่างกัน  คนแรกเริ่มจากคำเตือนว่าการชุมนุมอาจมีความรุนแรง ขอให้หลีกเลี่ยงสถานที่มีคนพลุกพล่าน บางคนว่าสื่อเสนอภาพด้านเดียวและชวนให้เพื่อนออกไปร่วมชุมนุม  จนเรื่องบานปลายกลายเป็นถกถึงประเด็นความเชื่อในระบอบการปกครอง  ทั้งถ้อยคำภาษายังเต็มไปด้วยอารมณ์คุกรุ่นและมีบรรยากาศของความขัดแย้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กระนั้นก็ตาม  แม้เพื่อนแต่ละคนจะเชื่อคนละแบบ ใส่เสื้อคนละสี มีข้อมูลและข้อเท็จจริงตามมุมมองของตนมาบอกเล่า  แต่ในความต่างเหล่านี้กลับมีความเหมือนร่วมกัน นั่นคือ ทุกคนเชื่อว่ามีคำตอบที่ถูกต้องอยู่ในใจ จึงพยายามจะบอกว่าสิ่งนั้นคืออะไร สังคมไทยควรจะเป็นอย่างไร และเพื่อนของเขาควรมีทัศนคติอย่างไร ควรทำอะไรในสถานการณ์นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สำหรับเราแล้ว ความเชื่อที่เรามี ความจริงที่เราเห็น ล้วนเป็นสิ่งสำคัญ เป็นสิ่งซึ่งเราต้องการจะบอกกล่าว หรือชักจูง หรือแม้แต่สั่งสอนคนที่รู้จัก คนที่รัก และคนที่คิดว่าเขาควรจะเชื่อเรา ทว่าเราเองนั้นกลับมองข้ามไปเสียแล้วว่า เราทุกคนต่างก็มีความเชื่อของตนเองว่าโลกควรเป็นเช่นไร และพยายามเปลี่ยนคนอื่นให้มาเชื่อเหมือนที่เราเชื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ขณะเดียวกัน เมื่อใดที่เรารู้สึกว่ามีใครกำลังจะเปลี่ยนเรา เราก็จะตั้งหลักไม่ยอมอนุญาตให้เขามาเปลี่ยนเราได้โดยง่าย   ยิ่งมีความเชื่อแรงยิ่งอยากจะเปลี่ยนแปลงคนอื่นที่เห็นต่าง  ยิ่งมีความเชื่อแรงยิ่งมีป้อมปราการแน่นหนา บทสนทนานี้จึงไม่สามารถประสานหลอมรวมเราเข้าด้วยกันได้ รังแต่จะผลักไสอีกฝ่ายให้ถอยห่างและสร้างความต่างของเขาออกจากเรามากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในครอบครัว  ในที่ทำงาน ในชุมชน ในประเทศ และในโลกใบนี้ของเรา กำลังมีเรื่องราวบทนี้ดำเนินอยู่มิใช่หรือ?  ไม่ว่าสิ่งสำคัญของเราจะเป็นความเชื่อในเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง ศาสนา จารีตประเพณี หรืออัตลักษณ์ทางเพศก็ตาม  หากเขาเหล่านั้นมิได้เชื่อและกระทำเฉกเช่นเดียวกับเรา เขาย่อมเป็นฝ่ายตรงข้ามที่เราต้องไปจัดการ แก้ไข หนีห่าง เพิกเฉย หรือกำจัด จริงหรือ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สิ่งที่เราเชื่ออาจเป็นสิ่งสำคัญก็จริง แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่า ทว่าได้ขาดพร่องไปในการสนทนาคือ ความรักความเมตตาที่เรามีต่อกัน  หากมองลึกลงไปภายใต้ความขัดแย้ง เป็นเพราะเขาคือคนที่เราห่วงใย คนที่เรารัก และคนในครอบครัวชุมชนเดียวกัน ใช่ไหม? เราจึงปรารถนาความเข้าใจและอยากได้การยอมรับจากเขายิ่งนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แม้เขาอาจไม่คิดและเชื่อตามอย่างเรา แต่นั่นมิได้หมายความว่าเขาไม่ห่วงใยสนใจ และความแตกต่างของเขาก็หาได้เป็นเหตุให้เราต้องไปลดทอนความรักต่อเขาลง  ด้วยว่าสิ่งสำคัญใดๆ ย่อมไม่อาจสำคัญยิ่งไปกว่าความรักความเมตตาอันเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่เรามีต่อกัน ตลอดมา และตลอดไป&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-2254663452442933894?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/2254663452442933894/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/03/blog-post.html#comment-form' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/2254663452442933894'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/2254663452442933894'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/03/blog-post.html' title='สิ่งสำคัญที่สัมพันธ์กว่า'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S6btLEoue3I/AAAAAAAAClk/xjDfpzMcrFo/s72-c/00.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-4483760659714221017</id><published>2010-02-28T06:00:00.002+07:00</published><updated>2011-05-14T09:25:34.755+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='movie'/><title type='text'>I See You</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S4QKDDdr6bI/AAAAAAAACk4/3iyVPKnOUtY/s1600-h/avatar_expo01.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 181px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S4QKDDdr6bI/AAAAAAAACk4/3iyVPKnOUtY/s320/avatar_expo01.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5441485297356106162" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอลัมน์ จิตตปัญญา &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;ฉบับวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ภาพยนตร์เรื่อง  Avatar ได้รับความนิยมนับแต่เข้าฉายเมื่อปลายปีผ่านมา  เหตุที่ผู้ชมชื่นชอบอาจเนื่องเพราะเทคนิคงานภาพสามมิติสมจริงและน่าตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นภาพโลกต่างดาวอันเป็นถิ่นอาศัยของมนุษย์ผู้มีรูปลักษณ์ภายนอกผิดแผกแตกต่าง รวมทั้งพืชและสัตว์ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่หลายคนอาจชื่นชอบเนื้อหา ความคิดความเชื่อที่นำเสนอว่าด้วยการดำรงอยู่ร่วมของสรรพชีวิต  ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามต่อความชอบธรรมในการครอบครองทรัพยากร  และการใช้กำลังอำนาจโดยผู้มีเทคโนโลยีอาวุธที่เหนือกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      มนุษย์จากดาวโลกเดินทางเข้าไปยังดาวแพนดอร่าเพราะต้องการแร่มีค่า  ทว่ามิได้เห็นความสำคัญของผู้อยู่อาศัยเดิม อีกทั้งดูแคลนความเชื่อที่เคารพธรรมชาติของเขา  ฝ่ายหนึ่งมีเทคโนโลยีและการจัดการอันทันสมัย ทว่ากลับทำลายสิ่งแวดล้อมและบ้านของตน  อีกฝ่ายใช้ชีวิตกลมกลืนกับธรรมชาติและมีสายสัมพันธ์ทางจิตใจกับทุกสิ่งในดาวถิ่นกำเนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การทักทายของชาวเนวีชนพื้นเมืองนี้ยังแสดงถึงมิติทางจิตใจและจิตวิญญาณอย่างชัดเจน  หนึ่งในหลายบทเรียนแรกของเจค  มนุษย์โลกผู้อยู่ในร่างอวตารเป็นชาวเนวี คือคำว่า “I see you.”  ครั้งแรกที่ได้ยินเราก็คงรู้สึกคล้ายกันกับเขาว่ามันมีความหมายตรงตัวและดูเหมือนเป็นคำที่ไม่ต้องเอ่ยก็ได้   อาจเพราะเราชินกับการทักทายที่เป็นคำถาม ไม่ว่าจะเป็น ไปไหนมา? สบายดีไหม? กินข้าวหรือยัง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่สำหรับชาวเนวี คำว่า I see you หรือฉันเห็นเธอ เป็นการรับรู้ถึงการมีอยู่ของคู่สนทนา ไม่เพียงหมายถึงว่าได้มองเห็นเขาอยู่ตรงหน้า แต่ได้เห็นลึกลงไป ได้สัมผัส และได้ยอมรับถึงจิตใจของเขา   ตัวเจคเองและรวมถึงผู้ชมอาจจะเข้าใจคำอธิบายนี้ได้ แต่แน่นอนว่าเขาย่อมสัมผัสความหมายที่เข้าไปถึงใจของประโยคทักทายนี้ในตอนท้ายของเรื่อง เมื่อหญิงคนรักต่างเผ่าได้พบกับเขาในร่างมนุษย์โลกเป็นครั้งแรก  แม้เขามีรูปร่างต่างไปจากที่เธอเคยเห็น ไม่มีใบหน้าที่เธอเคยรู้จัก แต่เธอก็เอ่ยคำว่า I see you กับเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      คำทักทายง่ายๆ นี้ได้บอกอะไรเรามากมาย  มันสื่อถึงการทักทายกันที่เป็นมากกว่าธรรมเนียมปฏิบัติ คือการให้ความสำคัญกับความปัจจุบันและคนตรงหน้า ยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น และรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาอย่างเต็มที่  สิ่งสำคัญของการรู้จักเข้าใจกันไม่ใช่เพียงรู้จักสถานภาพฐานะของเขา ไม่ใช่เพียงรู้จักงานที่เขาทำ หรือไม่ใช่เขาเป็นคนเชื้อชาติไหน  เขาคือคนที่เราจะเปิดใจรับเพื่อรู้จักเขาอย่างที่เป็นอยู่จริง และยอมรับความเป็นเขามากกว่าแค่รูปกายที่มองเห็น แต่ทั้งจิตใจและจิตวิญญาณของเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การยอมรับเป็นเรื่องยากที่อาจจะทำได้ง่ายที่สุดสำหรับเรา  เป็นความจริงที่พ่อแม่จะคาดหวังให้ลูกได้เรียนสาขาที่พ่อแม่ชอบ ได้ทำงานในวิชาชีพที่พ่อแม่ต้องการ  คนรักจะคาดหวังให้คู่ครองต้องใช้เวลาอยู่ด้วยกันและเอาใจในเรื่องที่ตนสนใจ  หัวหน้างานต้องคาดหวังให้ลูกทีมมีการทำงานและผลงานในแบบที่หัวหน้าเห็นว่าเหมาะสมมีประสิทธิภาพ  พวกเราต่างคาดหวังคนที่เรารักให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้เพียงเพราะว่าความรักความห่วงใยและความหวังดี  ขณะเดียวกันก็มักพลาดโอกาสได้ยอมรับเขาอย่างที่ตัวเขาเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ทั้ง  I see you. และสบายดีไหม? ล้วนคือคำทักทายที่เป็นสัญญาณเตือนให้เราระลึกขึ้นได้ว่า ความห่วงใยและความรักที่เราได้มีให้แก่ใครก็ตาม จะเป็นการส่งผ่านความรู้สึกไปพร้อมกับการยอมรับตัวตนที่แท้และความเป็นเขาทั้งหมด มิใช่เพียงสถานภาพหรือฐานะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การใช้โอกาสทักทายไม่ว่าประโยคใดๆ ให้เป็นมากกว่าการปฏิบัติตามธรรมเนียม ป็นโอกาสให้เราได้มีสติ ละวางความคาดหวังและรับรู้เขาในปัจจุบันขณะได้อย่างแท้จริง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-4483760659714221017?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/4483760659714221017/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/02/i-see-you.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/4483760659714221017'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/4483760659714221017'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/02/i-see-you.html' title='I See You'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S4QKDDdr6bI/AAAAAAAACk4/3iyVPKnOUtY/s72-c/avatar_expo01.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-5680007263744354653</id><published>2010-01-24T07:30:00.001+07:00</published><updated>2010-01-24T07:30:00.439+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญาศึกษา'/><title type='text'>Generation Now - ต้องได้เดี๋ยวนี้</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S1Xez6IbNkI/AAAAAAAACgI/HjRO4ahrRQY/s1600-h/Racing_Lights_by_memod.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 174px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S1Xez6IbNkI/AAAAAAAACgI/HjRO4ahrRQY/s320/Racing_Lights_by_memod.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5428489909224289858" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอลัมน์ จิตตปัญญา &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;ฉบับวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา  เราได้เห็นสื่อมวลชนต่างพากันประมวลข่าวจัดอันดับเหตุการณ์สำคัญ  นอกจากจะทบทวนปีที่ผ่านไป บางส่วนก็ยังได้คาดการณ์ถึงปีใหม่นี้ว่าจะมีสิ่งใดอยู่ในกระแสความสนใจของสังคมบ้าง มีสกูปหนึ่งได้ทำนายแนวโน้มสังคมเอาไว้ อาทิ กระแสผลิตภัณฑ์รักษาสิ่งแวดล้อมจะได้รับความนิยมต่อเนื่องและถูกผลิตออกมามากขึ้น รวมทั้งโอกาสที่เราจะได้เห็นภาพยนตร์ 3 มิติซึ่งสมจริงยิ่งกว่าก่อน เกือบทั้งหมดก็พอจะคาดเดาได้และไม่น่าประหลาดใจเท่าไหร่นัก แต่มีเรื่องที่น่าสนใจ คือสมญานามที่สื่อเขาตั้งให้แก่คนรุ่นใหม่ในยุคนี้ว่า&lt;span style="font-weight:bold;"&gt; Generation Now&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เท่าที่ผ่านมามีคำเรียกขานคนแต่ละรุ่นไม่ว่าจะเป็นรุ่นเบบี้บูม (Baby Boomer) หรือรุ่น Generation X ซึ่งต่างก็มีลักษณะพิเศษไปตามสภาพสังคมและวัฒนธรรมตามช่วงเวลาที่เขาเกิดและเติบโตขึ้นตามยุคสมัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ส่วนรุ่น Generation Now ที่หมายถึงเด็กและวัยรุ่นในยุคนี้ล่ะ? สื่อเขาให้นิยามไว้ว่า พวกเขาเป็นคนที่ต้องการได้ทุกสิ่งอย่างรวดเร็วทันใจและทันทีทันใด การรอคอยถือว่าเป็นต้นทุนราคาแพง พวกเขาจะยอมจ่ายเงินเพื่อจะไม่ต้องรอ หรือรอให้น้อยลงอีก คำพูดติดปากของคนรุ่นนี้คือ “จะเอาเดี๋ยวนี้ (I want it now.)” ในเรื่องเดียวกันยังขยายความอีกว่าการตลาดการค้าที่ดึงดูดใจคนรุ่นใหม่นี้จึงเน้นโฆษณาถึงความรวดเร็ว ไม่ว่าจะ “อินเตอร์เน็ตต้อง Hi-speed” “อาหารกล่องที่อุ่นแค่ 2 นาทีก็พร้อมรับประทานได้” “คอนโดใกล้รถไฟฟ้าใช้เวลาเดินทางเพียง 5 นาที” เรียกได้ว่าต้องเน้นเรื่องนี้ถึงจะเข้าถึงใจคนรุ่นใหม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ฟังดูเหมือนค่านิยมแบบนี้จะไม่ใช่แค่คนรุ่นใหม่แล้วจริงไหมครับ ความต้องการให้อะไรต่อมิอะไรรวดเร็วทันใจนี้กลายเป็นค่านิยมหลักของพวกเราแทบทุกคนในสังคมโลกปัจจุบันไปเรียบร้อยแล้ว อาจจะดูเข้าทีที่เราได้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สินค้าและบริการถูกเสนอให้เราได้ดีและเร็วขึ้นเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่เราอาจลืมไปว่า ยิ่งเร่งสิ่งนอกตัวเราให้เร็วเท่าไหร่ ใจของเราก็ยิ่งถูกเร่งเร็วมากขึ้นตามไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;การต้องการความเร็วให้ “ทันใจ” ก็คือการสร้างความคาดหวัง เมื่อเกิดความคาดหวังเราก็เอาใจไปผูกกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เมื่อมันมาถึงไม่ทันกับที่ใจคาดหวังไว้ เราก็ไม่ “ทัน” กับใจของเราที่เผลอไปไม่พอใจและตกเป็นทุกข์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ความต้องการให้ได้อะไรๆ  ตามใจเดี๋ยวนี้ กลับจะยิ่งทำให้เราออกห่างจากใจของเราไปมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เทคโนโลยีอาจจะช่วยให้หลายอย่างในชีวิตเร็วขึ้นได้จริง  แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความเคยชินให้เราและกระพือความต้องการรวมทั้งสร้างความคาดหวังที่สูงขึ้นไปด้วย เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีเรื่องไหนเร็วไปกว่าใจของเราที่มันคาดหวังและต้องการอย่างไม่มีที่สิ้นสุดได้แน่นอน ยิ่งไล่คว้าตามความต้องการยิ่งต้องไล่ตามให้เร็วขึ้นไปอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ช้าอีกสักนิด  แต่ไม่ใช่เคลื่อนไหวให้ช้าลง  ไม่ใช่ทำงานเฉื่อยลง แค่รั้งใจให้ช้า เปิดโอกาสให้เราได้อยู่กับใจของเราในเดี๋ยวนี้ตอนนี้ เพราะมันง่ายกว่าและเหนื่อยน้อยกว่ามากครับ อย่าได้ตามกระแสและเชื่อสื่อใดๆ ที่รายงานว่าคนรุ่นเราหรือคนรุ่นไหนเป็นคนอย่างไร เรานิยามตัวเองกันใหม่ได้ว่าเราเป็น &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;Generation Now ที่ให้ใจของเราอยู่ในปัจจุบัน&lt;/span&gt; ไม่ตั้งความคาดหวังว่าสิ่งต่างๆ จะต้องได้อย่างใจ เราสามารถพอใจกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า และรู้เท่าทันใจที่มักจะเผลอวิ่งออกไป นี่แหละครับ Generation Now&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-5680007263744354653?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/5680007263744354653/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/01/generation-now.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/5680007263744354653'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/5680007263744354653'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2010/01/generation-now.html' title='Generation Now - ต้องได้เดี๋ยวนี้'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S1Xez6IbNkI/AAAAAAAACgI/HjRO4ahrRQY/s72-c/Racing_Lights_by_memod.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-5703359879499060026</id><published>2009-12-27T06:00:00.002+07:00</published><updated>2010-01-19T23:26:34.138+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญาศึกษา'/><title type='text'>ปณิธานปีใหม่</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S1XdKQBAEgI/AAAAAAAACgA/cp400rXv_kk/s1600-h/My_new_year_resolution_by_Stereorape.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 244px; height: 320px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S1XdKQBAEgI/AAAAAAAACgA/cp400rXv_kk/s320/My_new_year_resolution_by_Stereorape.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5428488094032597506" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอลัมน์ จิตตปัญญา &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;ฉบับวันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2552&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เจียนจะข้ามสิ้นปีเข้าสู่ปีใหม่อีกแล้ว ช่วงเวลาอย่างนี้นอกจากเรามีธรรมเนียมการอวยพรมอบของขวัญ และใช้วันหยุดติดต่อกันไปพักผ่อนทดแทนการทำงานอย่างเหนื่อยล้ามาตลอดทั้งปี ยังเป็นโอกาสซึ่งเรามักตั้งปณิธานบางอย่างเอาไว้ บางคนอาจคิดแล้วเก็บอยู่ในใจไม่บอกใคร บางคนแม้จะไม่ได้ประกาศออกไปแต่ก็เขียนเตือนตัวเองในสมุดบันทึกหรือติดโน้ตบนโต๊ะทำงาน และมีคนจำนวนไม่น้อยสามารถตอบได้ทันทีที่เจอคำถามว่า “ปีใหม่นี้ได้ตั้งใจไว้ว่าเปลี่ยนแปลงอะไรหรือยัง?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แม้ต่างคนต่างใจมีชีวิตที่หลากหลายต่างกัน  ทว่าโดยมากสิ่งที่เราแต่ละคนคิดจะทำเมื่อวาระปีใหม่มาถึง มักจะคล้ายคลึงกันอย่างน่าอัศจรรย์  ฝรั่งเขาเคยสำรวจคร่าวๆ ว่าเรื่องยอดนิยมที่คนส่วนใหญ่ตั้งใจจะทำในปีใหม่  หรือ New Year’s Resolution นั้น ได้แก่ ๑.ให้เวลาแก่ครอบครัวมากขึ้น ๒.ออกกำลังกายและดูแลสุขภาพ ๓.ลดน้ำหนัก ๔.เลิกบุหรี่ ๕.เลิกเหล้า (มีบางข้อที่ตรงกับใจเราใช่ไหม?)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แม้จะยังไม่เคยมีการเก็บผลข้อมูลอย่างเป็นทางการโดยเปรียบเทียบสัมฤทธิผลของปณิธานปีใหม่ก็ตาม พวกเราคงคาดเดาจากประสบการณ์อันมีร่วมกันได้ว่า มากกว่าครึ่งล้วนประสบความล้มเหลวที่จะทำตามความตั้งใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ และไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันเกินจริงเลย  ถ้าเช่นนั้นเป็นเพราะสาเหตุใดที่ทำให้เราใช้ชีวิตย่างเข้าสู่ปีใหม่จนมันล่วงเลยผ่านพ้นไปอีกหนึ่งปีด้วยวิถีรูปแบบเดิมๆ ซ้ำๆ ดังที่เคยเป็นมา จนเราบางคนยอมรับว่าปณิธานปีใหม่ที่ตนเองเคยตั้งไว้กลายเป็นภารกิจอันแทบจะเป็นไปไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราไม่พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่  เราต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง  ขณะเดียวกัน เราเริ่มเคยชินและยอมรับกับการใช้ชีวิตแบบเดิม คิดแบบเดิม ทำตัวแบบเดิม จนตัวเราและความคิดเองนี่แหละที่เป็นอุปสรรคใหญ่ไม่ให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ถ้าเช่นนั้น เราควรต้องขวนขวายหาความรู้จากหนังสือ How-to ว่าทำอย่างไรจึงจะคิดแบบใหม่ ศึกษาว่าวิธีคิดนั้นมีกี่แบบ หรือหาแนวทางเปลี่ยนตัวเองได้ภายใน ๑ เดือน ใช่หรือไม่? - อาจจะใช่ เพราะเราคงได้ข้อมูลความรู้มากขึ้น แต่มันก็จะเป็นเหมือนกับเรื่องอื่นๆ อีกมากมายในชีวิตที่เรารู้ดีมาตั้งนานแล้ว แต่เราก็ไม่ทำ (อยู่ดี) รู้ว่าข้ามสะพานลอยปลอดภัยกว่า รู้ว่าการบอกรักพ่อแม่เป็นสิ่งที่ดี รู้ว่าการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของพลเมือง แต่ทั้งหมดนี้ใช่ว่าเรารู้แล้วเราจะทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การที่เรารู้มากขึ้นจึงไม่ได้หมายความว่าเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเราได้เสมอไป  ถ้าตราบใดที่เรายังไม่รู้ตัว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สิ่งสำคัญที่เราส่วนใหญ่มักหลงลืมละเลยไปคือตัวของเราเอง  ถ้าหากในแต่ละชั่วขณะเรามีสติรู้เท่าทันจิตใจที่เผลอไผลไปกับความเคยชินเก่าๆ เดิมๆ สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีตรงหน้าคือความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแปลง ความรู้ทักษะต่างๆ ที่เคยมีจะเป็นตัวเลือกหนึ่งให้เราตัดสินใจนำขึ้นมาใช้ มันจะไม่กลายเป็นเรื่องอุดมคติหรือทักษะที่ต้องใช้ความชำนาญพิเศษอีกต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราเลือกกลับบ้านเร็วขึ้นไปหาครอบครัวแทนที่จะไปร่วมวงเหล้าได้ ถ้าเราทัน สามารถเห็นว่าใจกำลังกระเพื่อมหวั่นไหวอยากไปสังสรรค์ เราทอดระยะเวลาในการตัดสินใจให้ช้าออกไปได้ ใช้ชั่วขณะนี้เปิดโอกาสให้ตัวเราเห็นตัวของเราเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ปีเก่ากำลังจะผ่านไป เราเองก็ใช่จำต้องเป็นคนเก่าคนเดิมที่ทำอะไรเหมือนๆ เดิมในความเคยชินเดิมๆ เสมอไป ปีใหม่กำลังจะเข้ามาและอาจจะเกิดอะไรขึ้นอีกได้มากมาย เช่นเดียวกับเราที่อุดมไปด้วยความเป็นไปได้และเป็นผู้สร้างทางเลือกให้แก่ชีวิต ขึ้นอยู่แค่ว่าเห็นตัวเองหรือไม่ และอยากจะเป็นคนแบบไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เพราะว่าตัวเรานี่แหละคือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ส่วนปณิธานปีใหม่ที่น่าจะได้ตั้งเอาไว้ในใจกันอาจเป็นแค่เรื่อง  “รู้เท่าทันตัวเอง” ก็ได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-5703359879499060026?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/5703359879499060026/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2009/12/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/5703359879499060026'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/5703359879499060026'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2009/12/blog-post.html' title='ปณิธานปีใหม่'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S1XdKQBAEgI/AAAAAAAACgA/cp400rXv_kk/s72-c/My_new_year_resolution_by_Stereorape.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-7184437683955057287</id><published>2009-11-22T20:29:00.003+07:00</published><updated>2011-05-14T09:25:10.984+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กาย-ใจ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สุนทรียสนทนา'/><title type='text'>สุนทรียสนทนาด้วยใจ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/Swk9a2vst1I/AAAAAAAABow/PNm0ILlHnmw/s1600/Di.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 313px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/Swk9a2vst1I/AAAAAAAABow/PNm0ILlHnmw/s320/Di.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5406920359216461650" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอลัมน์ จิตตปัญญา &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;ฉบับวันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ใช่ว่าความรู้ทุกอย่างจะถูกถ่ายทอดให้เข้าใจได้ด้วยการบอกเล่าและบรรยาย ถึงแม้ว่าพวกเราคงจะคุ้นเคยกับการเล่าเรียนมาด้วยการฟังครูสอนหน้าชั้น แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมดของการเรียนรู้ ความรู้และทักษะหลายสิ่งในชีวิตที่เราได้มา มันมาจากการได้ทำและมีประสบการณ์ด้วยตนเอง การบรรยายจึงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อาจารย์ท่านหนึ่งเคยเปรียบไว้ว่า หากมีผลไม้อยู่ชนิดหนึ่งซึ่งเราไม่เคยรู้จัก ไม่เคยลิ้มชิมรสมาก่อน แต่ให้ผู้ที่เคยเห็นและได้ชิมมาบอกเล่าแก่เรา ต่อให้เขามีเวลามากเพียงไหน หรือเขามีทักษะในการเลือกใช้ถ้อยคำเพียงไร อย่างมากก็อุปมาให้ใกล้เคียง และเราอาจคิดนึกไปว่าเราพอจะเห็นภาพและเข้าใจได้แล้ว เป็นการทึกทักไปเอง เป็นความรู้ท่องจำที่เข้าใจแต่ยังไม่ได้เข้าไปถึงใจของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สุนทรียสนทนาก็เป็นเฉกเช่นเดียวกัน เครื่องมืออันมีชื่อเสียงรู้จักกันอย่างแพร่หลายนี้มีผู้เขียนหนังสือและบทความให้อรรถาธิบายไว้หลากรูปแบบ ทั้งถ่ายทอดบรรยากาศ แจกแจงถึงหลักการสำคัญ ตลอดจนยกตัวอย่างเหตุการณ์จริงในวงสุนทรียสนทนาขึ้นมาให้เห็นภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่ในพวกเราทั้งหลายจะมีใครที่เพียงแค่อ่านเท่านั้นก็เข้าถึงหัวใจของสุนทรียสนทนา และเข้าใจมันจากใจของเราจริงๆ ความเข้าใจนี้เกิดจากการได้ใคร่ครวญจิตใจตนจนสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเป็นปัญญาความเข้าใจในใจของเรา ไม่ใช่นึกว่าเข้าใจด้วยการใช้สมองคิดวิเคราะห์เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การฝึกอบรมกระบวนการจิตตปัญญาศึกษาว่าด้วยเรื่องสุนทรียสนทนาจึงไม่อาจเป็นการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ขึ้นได้หากขาดไร้โอกาสร่วมอยู่ในวงสุนทรียสนทนาด้วยตนเอง ลำพังเพียงการฟังบรรยายนั้นมักช่วยให้เราได้แค่รู้จำเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ระหว่างฟังบรรยายเล่าเรื่องหลักการและแนวทาง หลายคนอาจคิดเชื่อมโยงเปรียบเทียบสุนทรียสนทนากับแนวทางการประชุมอื่นๆ ที่เคยได้ศึกษามาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในหมู่ผู้อยู่ในแวดวงวิชาการและการศึกษา ตลอดจนกลุ่มผู้มีสติปัญญามาก แต่หากการคิดวิเคราะห์นั้นนำไปสู่ผลสรุปว่ารู้แล้วเข้าใจแล้ว ก็เท่ากับว่าเราพลาดโอกาสการใช้ใจใคร่ครวญจนนำสุนทรียสนทนาให้เข้ามาถึงใจได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      วงฝึกหัดสุนทรียสนทนานั้นแตกต่างไปจากหลักการเนื้อหามาก เราอาจคิดว่าคุณสมบัติของการฟังอย่างลึกซึ้งนั้นเป็นเรื่องไม่ยาก แต่หากได้ย้อนกลับมาดูตัวเราขณะอยู่ในวงสนทนา ว่าเราสามารถฟังผู้พูดได้ทั้งหมดทุกเรื่องราวและความรู้สึกทุกอย่างของเขาได้อย่างไร และมากน้อยเพียงใด นั่นแหละคือโอกาสที่เราอาจได้ตระหนักอย่างแท้จริงว่าความสามารถที่ดูง่ายๆ แค่ฟังอย่างลึกซึ้งนั้นมันไม่ได้เป็นเรื่องที่รู้จักจำได้แล้วจะสามารถทำได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ความเงียบก็เช่นเดียวกัน ทั้งยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยมากในวงฝึกหัดสุนทรียสนทนา ถึงแม้ว่าจะได้รับฟังบรรยายไปแล้วว่าความเงียบเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนา และเราสามารถฟังความเงียบนี้ได้ แต่พวกเราส่วนใหญ่มักรู้สึกอึดอัดทนไม่ได้ หลายคนทำลายความเงียบลงด้วยการพูดเปิดประเด็นในเรื่องที่ตนสนใจ บางคนฝ่าความเงียบด้วยเรื่องตลกขบขัน แต่ในช่วงขณะนั้นดูเหมือนทั้งวงจะลืมไปเสียแล้วว่าเราไม่ได้พูดคุยเพื่อผลัดกันเล่าเรื่องทีละคน ลืมไปว่าเราไม่ได้มาเจรจาเพื่อหาข้อสรุป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ความเงียบกลายเป็นสถานการณ์ไม่พึงประสงค์ของวงสนทนา พร้อมกับเราที่พลาดโอกาสจะได้ฟังเสียงที่เกิดขึ้นในใจของตัวเอง เราละเลยช่วงเวลาที่จะได้ใช้ใจใคร่ครวญเห็นความรู้สึกอึดอัดหรือความคาดหวังที่ไม่ได้รับการตอบสนอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เหล่านี้ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลยในการบรรยาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การอธิบายบอกเล่าเรื่องสุนทรียสนทนาผ่านตัวอักษรในบทความนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน ครูบาอาจารย์ที่ผู้เขียนเคารพยิ่งท่านได้ย้ำนักย้ำหนาว่า “จะเขียนเรื่องอะไรก็ตามขอให้เป็นเรื่องที่ได้พบได้เจอและเข้าใจแล้วด้วยตัวเอง” ดังนี้แล้ว จึงขอชักชวนเราทุกคนผู้สนใจในจิตตปัญญาศึกษาและสุนทรียสนทนาได้นำพาตัวเองพ้นจากการอ่านและการฟังไปสู่การปฏิบัติด้วยตัวเองกันเถิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;เพราะการเรียนรู้นั้นเกิดที่ใจของเราเอง&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-7184437683955057287?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/7184437683955057287/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2009/11/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/7184437683955057287'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/7184437683955057287'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2009/11/blog-post.html' title='สุนทรียสนทนาด้วยใจ'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/Swk9a2vst1I/AAAAAAAABow/PNm0ILlHnmw/s72-c/Di.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-6889341008044468320</id><published>2009-10-25T07:00:00.000+07:00</published><updated>2009-10-25T07:00:01.202+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญาศึกษา'/><title type='text'>จำกัดความ</title><content type='html'>คอลัมน์ จิตตปัญญา &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;ฉบับวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2552&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     “จิตตปัญญาศึกษาคืออะไร” ไม่ว่าในการฝึกอบรมครั้งไหน เรามักได้ยินคำถามทำนองนี้จากผู้เข้าร่วมอยู่เสมอ หากบังเอิญว่าครั้งนั้นเป็นการฝึกอบรมที่ผู้เข้าร่วมมีความสนใจมากมาเป็นทุนเดิมก่อนแล้ว คำถามนี้จะปรากฏตั้งแต่วันแรกของกระบวนการ ส่วนผู้เข้าร่วมในการฝึกอบรมซึ่งออกแบบและจัดให้เฉพาะองค์กรก็ยังไม่วายได้เอ่ยปากถามจนได้ ถ้ารู้ว่ากระบวนการในสามสี่วันนี้มีจิตตปัญญาศึกษาเป็นแนวคิดหลักใช้จัดการเรียนรู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ดูเหมือนพวกเราส่วนมาก โดยเฉพาะเราผู้ซึ่งทำงานในแวดวงวิชาการหรือการศึกษาต่างเชื่อกันว่าถ้าเราได้รู้ความหมายของสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วย่อมจะเข้าใจในสิ่งนั้นได้อย่างแจ่มแจ้ง ยิ่งถ้าได้รู้คำจำกัดความของแนวคิดด้วยแล้วยิ่งทำให้เกิดความชัดเจน ไม่พาลเข้าใจสับสนปะปนไปกับแนวคิดเรื่องอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/StqnsV2pTII/AAAAAAAABnw/infSaEjtLvI/s1600-h/question_marks.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 278px; height: 216px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/StqnsV2pTII/AAAAAAAABnw/infSaEjtLvI/s320/question_marks.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5393807883952016514" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จริงหรือที่ว่าการให้ความหมายและคำจำกัดความจะช่วยให้เราเข้าใจได้ดี จริงหรือที่การตอบคำถามว่าจิตตปัญญาศึกษาคืออะไรจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมได้ความชัดเจนและทำให้เขาเกิดการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาศึกษาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในการฝึกอบรมครั้งล่าสุดเมื่อไม่นานนี้ ผมและเพื่อนร่วมทีมได้จัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่บุคลากรของวิทยาลัยพยาบาลแห่งหนึ่งซึ่งผู้เข้าร่วมมีทั้งกลุ่มผู้บริหาร กลุ่มอาจารย์ กลุ่มเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง ตลอดทั้งสี่วันของการเรียนรู้นั้น ผู้จัดกระบวนการหรือที่เราเรียกตัวเองว่ากระบวนกรไม่ได้อธิบายความหมายหรือให้คำจำกัดความของจิตตปัญญาศึกษาเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเรากลุ่มนี้สี่สิบกว่าชีวิตคือความเข้าใจในตัวเองที่เพิ่มพูนมากขึ้นจนทำให้เรายอมรับความแตกต่างของกัน และแต่ละคนได้พาใจของตนเองไว้ใกล้กันจนความรู้สึกของทุกคนเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่เพียงแค่ทำงานอยู่ภายใต้สังกัดเดียวกันเหมือนดังที่เป็นมาก่อนเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      นอกจากนี้ เราทุกคนยังบอกตรงกันว่าเราได้รับประโยชน์และมีความเข้าใจในจิตตปัญญาศึกษายิ่งขึ้นกว่าเดิมมาก อาจารย์ท่านหนึ่งเห็นว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้สติและสอดคล้องกับหลักศาสนา ส่วนคุณป้าคนงานบอกว่าเป็นการเรียนแบบสนุกๆ สบายๆ และได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แน่นอนว่าต่างคนต่างเห็นจิตตปัญญาศึกษาต่างกันไปและให้คำอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่เหมือนกัน  แต่กลับเหมือนกันอย่างยิ่งตรงที่เป็นความเข้าใจซึ่งซึมซาบเข้าไปจนถึงจิตถึงใจ ไม่ใช่แค่รู้จำท่องได้ว่าจิตตปัญญาศึกษาคืออะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หากการฝึกอบรมเริ่มต้นด้วยการให้ความหมายและอธิบายนิยามของจิตตปัญญาศึกษาเสียแล้ว จะเป็นไปได้ไหมว่าผู้เข้าร่วมที่มาจากหลากหลายสถานภาพและคุณวุฒิจะตอบได้ แน่นอนว่าคงมีคำตอบออกมาได้ แต่คำตอบนั้นจะเต็มไปด้วยความระมัดระวังและหวาดเกรงว่าจะผิดพลาดไปจากคำสอนมา สำหรับบางคน การได้รู้ความหมายก่อนอาจทำให้เขาหมดความสนใจในจิตตปัญญาศึกษาไปเสียแต่แรก เพราะเมื่อได้รู้ได้เทียบเคียงกับสิ่งที่รู้มาก่อนหน้าก็ถือว่าเข้าใจแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในแง่หนึ่ง  การให้ความหมายจึงเป็นการจำกัดความเป็นไปได้ของจิตตปัญญาศึกษาให้อยู่ในขอบเขตจำกัด เป็นการปิดกั้นจินตนาการและโอกาสในการเข้าถึงและเข้าใจที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน เราอาจเคยชินจากการเรียนในระบบว่านิยามคือความชัดเจน เป็นความเข้าใจ แต่ถ้าความเข้าใจนั้นไม่ได้เกิดจากเข้าไปมีประสบการณ์ด้วยตนเอง ไม่ได้เกิดจากการมีประสบการณ์ตรงในเรื่องนั้น ผู้เรียนจะสามารถเข้าไปถึงใจจน “เข้าใจ” ได้จริงหรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมเคยเปรียบเทียบจิตตปัญญาศึกษากับความรักว่าเป็นสิ่งคล้ายกัน เราเติบโตและรู้จักความรักมาโดยที่ไม่ต้องมีใครบอกความหมายให้ความรักถูกจำกัดใจความ แต่เราทุกคนสามารถรู้จักและเข้าใจความรักได้เช่นเดียวกัน จากการผ่านประสบการณ์ความรักด้วยตัวเอง และจากมุมมองอันหลากหลายที่มีต่อความรัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จิตตปัญญาศึกษาก็เป็นเช่นเดียวกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-6889341008044468320?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/6889341008044468320/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2009/10/blog-post_25.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/6889341008044468320'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/6889341008044468320'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2009/10/blog-post_25.html' title='จำกัดความ'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/StqnsV2pTII/AAAAAAAABnw/infSaEjtLvI/s72-c/question_marks.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-4749629437877613258</id><published>2009-10-11T20:09:00.002+07:00</published><updated>2009-10-18T12:26:37.139+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='leadership'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญาศึกษา'/><title type='text'>จิตตปัญญาพฤกษา</title><content type='html'>คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ &lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ &lt;br /&gt;ฉบับวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๒&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ราว 2 ปีที่ผ่านมา เราหลายคนในเครือข่ายจิตตปัญญาศึกษาได้ร่วมกันทำงานทบทวนความรู้ที่เกี่ยวข้องกับจิตตปัญญาศึกษา โดยได้รับทุนสนับสนุนโครงการจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผ่านไปยังศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยในช่วงเวลาของการริเริ่มนี้เราเชื่อว่าควรมีความรู้เป็นฐานรองรับ ดังที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ท่านให้ความเมตตาแนะไว้ว่า หากจะกระทำการขับเคลื่อนเรื่องใด ควรได้ศึกษาวิจัยเรื่องนั้นให้รู้จบสิ้นดินฟ้ามหาสมุทร เพื่อจะได้ทำงานในส่วนที่เป็นคานงัด ทำน้อยแต่ได้ผลมาก หรือทำในส่วนที่ยังขาดพร่องอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนกันในกลุ่มและเข้าไปปรึกษาขอรับคำแนะนำจากปราชญ์หลายท่าน โดยเฉพาะอาจารย์อาวุโสในกลุ่มจิตวิวัฒน์ จนกระทั่งเริ่มเห็นแนวทางว่าควรจะทำงานศึกษาทบทวนใน 5 เรื่อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศจึงจะครอบคลุมภาพรวมและเป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาต่อยอดในอนาคต ทั้ง 5 เรื่องนั้นประกอบด้วย 1. ประวัติแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 2. เครื่องมือและวิธีปฏิบัติในแนวจิตตปัญญาศึกษา 3. วิธีวิทยาการวิจัยสำหรับจิตตปัญญาศึกษา 4. การประเมินสำหรับจิตตปัญญาศึกษา และ 5. แนวทางการประยุกต์ใช้จิตตปัญญาศึกษาในวงการต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      งานวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้ทำให้เราได้ข้อมูลจำนวนมาก  เราพบว่าแม้จิตตปัญญาศึกษามีความเคลื่อนไหวที่เริ่มในต่างประเทศมาไม่นาน ทว่าได้นำแนวคิดที่มีอยู่ร่วมกันในหลายศาสนาและความเชื่อมาใช้ในบริบทสังคมร่วมสมัย วิธีการปฏิบัติก็ยังมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเน้นฐานกาย กิจกรรมเชิงพิธีกรรม การทำงานศิลปะ รวมทั้งใช้สมาธิและการสงบนิ่ง ล้วนแล้วเป็นการปฏิบัติที่จิตตปัญญาศึกษานำมาใช้ ส่วนวิธีวิทยาการวิจัยก็มิได้จำเพาะต้องเป็นแนวทางหนึ่งใด แต่ควรได้บูรณาการผสมผสานให้เห็นความจริงจากหลากมุมมอง เช่นเดียวกับการประเมินที่มีจุดสำคัญคือการรู้เท่าทันและตระหนักในกระบวนทัศน์ของตนเอง ตลอดจนการประยุกต์ใช้แนวคิดจิตตปัญญาศึกษาในวงการต่างๆ นั้นจึงมิใช่การปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากันได้กับบริบทเท่านั้น แต่เป็นการประยุกต์ที่มุ่งสู่การเรียนรู้จิตใจและเข้าใจตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในระหว่างกระบวนการวิจัยเราพบอุปสรรคและข้อจำกัดไม่น้อยเฉกเช่นเดียวกับการร่วมกันทำงานในหลายๆ อย่าง บางเรื่องเราอาจจะสามารถจัดการได้ด้วยวิธีสั่งการ หรือยึดเอาแผนการดำเนินงานเป็นหลัก ทว่าข้อมูลความรู้มากมายที่เราพบบ่งชัดว่าการพัฒนาจิตวิญญาณและปัญญาทั้งหลายในโลกนี้ล้วนแล้วแต่ผ่านการมีประสบการณ์ตรงของผู้ปฏิบัติ การทำงานวิจัยร่วมกันของเราจึงกลายเป็นพื้นที่เพื่อการฝึกฝนทางจิตตปัญญาของผู้วิจัยทุกคน เรานำเอาแนวคิดความเป็นผู้นำร่วมและความเป็นผู้นำผู้รับใช้ให้มาอยู่ในการทำงานจริง แม้เรื่องดังว่านี้จะไม่ง่ายดายและคงไม่เห็นผลทันทีก็ตาม แต่อย่างน้อยเราต่างได้เรียนรู้อะไรผ่านประสบการณ์ตรงทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ช่วงของการสรุปประมวลและสังเคราะห์ความรู้เป็นขณะเวลาที่น่าประทับใจ ทุกคนในคณะทำงานโครงการได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประเด็นความรู้จากงานที่ต่างคนได้ทบทวนศึกษามา แต่แรกดูเหมือนว่าจะหาข้อสรุปลงตัวที่ตรงใจให้แก่กันไม่ได้ เมื่อความเครียดครอบงำการทำงานเราจึงได้พลิกเปลี่ยนเข้าหาความผ่อนคลาย บทสนทนาสู่บทสรุปจึงเกิดขึ้นได้ในเนื้อหาเดิมเดียวกัน จากความคิดเล็กๆ หนึ่งก่อเกิด ความคิดใหม่ได้ต่อยอดและประกอบกันเข้าเป็นข้อสรุปในใจที่เราสามารถเห็นร่วมตรงกัน เสนอประมวลความรู้จิตตปัญญาศึกษาให้เป็นโมเดลชื่อว่า &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;“จิตตปัญญาพฤกษา” (Contemplative Education Tree)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/Ss6kKJj0fAI/AAAAAAAABng/Wp2JsumaZrc/s1600-h/12+label+ConEd+expanded+small.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 224px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/Ss6kKJj0fAI/AAAAAAAABng/Wp2JsumaZrc/s320/12+label+ConEd+expanded+small.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5390426298280868866" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      องค์ประกอบของโมเดลนี้มีส่วนสำคัญ 8 ประการซึ่งสื่อถึงองคาพยพของต้นไม้ ได้แก่ 1. &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ราก&lt;/span&gt; คือที่มาและพัฒนาการของจิตตปัญญาศึกษานั้นอยู่ฐานแนวคิดเชิงศาสนา เชิงมนุษยนิยมและเชิงบูรณาการองค์รวม 2. &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ผล&lt;/span&gt; คือเป้าหมายการเรียนรู้สู่จิตใหญ่ที่กว้างขวางครอบคลุมและเชื่อมโยงถึงความจริงของสรรพสิ่ง 3. &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;แก่น&lt;/span&gt; เป็นกระแสแห่งการพัฒนาสู่จิตใหญ่ ประกอบด้วย การมีสติเปิดรับประสบการณ์ตรงในปัจจุบันขณะอย่างเต็มเปี่ยม การสืบค้นกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะกับตน การน้อมมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจริงจัง ความเบิกบานและผ่อนคลาย และการมีจิตตั้งมั่นและเป็นกลาง 4. &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;กระพี้ &lt;/span&gt;เป็นบริบทของการเรียนรู้ ประกอบด้วย ชุมชมหรือสังฆะสนับสนุน และการกลมกลืนกับวัฒนธรรม 5. &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;เปลือก &lt;/span&gt;เป็นเครื่องมือและการปฏิบัติรูปแบบต่างๆ 6. &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;เมล็ด&lt;/span&gt; เป็นศักยภาพการเรียนรู้ภายในมนุษย์ 7. ผืนดิน เป็นวงการต่างๆ ที่จะนำจิตตปัญญาศึกษาไปประยุกต์ใช้ และ 8. &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;การปลูกและดูแล &lt;/span&gt;เป็นกระบวนการพัฒนาและทบทวนความรู้ ประกอบด้วยวิธีวิทยาการวิจัย และการประเมิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผู้ทรงคุณวุฒิและกัลยาณมิตรบางท่านได้เคยทักท้วงว่าโมเดลนี้อาจยังไม่ชัดเจนและเข้าใจได้ยาก ขณะที่เราคณะทำงานน้อมรับความเห็นต่างนั้น แต่เรายืนยันการนำเสนอโมเดลลักษณะนี้เพื่อชี้ว่าการเรียนรู้เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณดังเช่นจิตตปัญญาศึกษาไม่ได้มีแบบแผนทิศทางคงที่ ตายตัว ไม่ได้เป็นกลไกลดทอนย่อส่วนหรือเชิงเส้น การเปรียบเปรยภาพของการเรียนรู้กับสิ่งมีชีวิตที่ไม่แยกส่วนและสัมพันธ์ประสานกันจึงเป็นการอุปมาที่มีความมุ่งหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อีกทั้งการเลือกใช้โมเดลจิตตปัญญาพฤกษานำเสนอภาพแนวคิดจิตตปัญญาศึกษามิได้ตั้งอยู่บนความต้องการปกป้องผลงานวิชาการ แต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากกระบวนการทำงานอย่างเป็นผู้นำร่วมและการทดลองใช้วิธีปฏิบัติตามแนวจิตตปัญญาศึกษาของคณะทำงาน เป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ตรงและเชื่อมร้อยสัมพันธ์กับใจของเราผู้ศึกษา ดังนี้แล้ว ความเห็นพ้องหรือความเห็นต่างต่อจิตตปัญญาพฤกษาอันสามารถนำไปสู่ความเข้าใจและสนับสนุนการนำจิตตปัญญาศึกษาไปใช้จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อสิ้นโครงการนี้ เราเริ่มโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยนำจิตตปัญญาพฤกษาเป็นโมเดลต้นแบบนำไปใช้จัดการเรียนการสอนให้นิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักศึกษาของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตลอดรายทางของชั้นเรียนและผลตอนท้ายของการศึกษาล้วนบ่งชี้ว่าการเรียนรู้เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณหาใช่การวางแผนการสอนและจัดการเรียนไปตามแผนอย่างเคร่งครัด แต่ควรสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เหมาะสม ทั้งการจัดกระบวนการและวิธีปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นสุนทรียสนทนา ศิลปะ และการเจริญสติ พร้อมทั้งมี&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;การเรียนรู้อย่างสังฆะกัลยาณมิตรหรือชุมชนการเรียนรู้เป็นกระพี้โอบอุ้ม เมื่อผู้เรียนพร้อมเมื่อนั้นเขาจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตนเองและด้วยตนเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;สำหรับเราผู้ซึ่งทำงานวิจัยทบทวนความรู้และได้นำไปทดลองปฏิบัติการ เราปรารถนาให้โมเดลจิตตปัญญาพฤกษาเป็นเครื่องเตือนให้ได้ระลึกอยู่เสมอว่า แม้การเรียนรู้ในแนวทางจิตตปัญญาศึกษานั้นจะไม่อาจคาดหวังและกะเกณฑ์ผลลัพธ์อันแม่นยำจากผู้เรียนได้ แต่เราเชื่อมั่นได้อย่างแน่นอนว่าภายใต้การหมั่นสร้างปัจจัยแวดล้อมให้เอื้ออำนวยแล้ว การเติบโตทางจิตวิญญาณในกระบวนการเรียนรู้ย่อมจะเกิดขึ้นและดำเนินไปเฉกเช่นเดียวกับการเติบโตของชีวิตจากเมล็ดน้อยๆ สู่ไม้ใหญ่อันให้ความร่มเย็นแก่ผืนดินและสรรพชีวิตทั้งหลายในที่สุด&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-4749629437877613258?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/4749629437877613258/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2009/10/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/4749629437877613258'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/4749629437877613258'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2009/10/blog-post.html' title='จิตตปัญญาพฤกษา'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/Ss6kKJj0fAI/AAAAAAAABng/Wp2JsumaZrc/s72-c/12+label+ConEd+expanded+small.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-2724723156528672133</id><published>2009-09-29T22:52:00.003+07:00</published><updated>2009-09-29T22:58:13.845+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญาศึกษา'/><title type='text'>วาจาใจ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SsIuXd89W1I/AAAAAAAABnA/nnu4Jc_rlrk/s1600-h/convers.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 275px; height: 213px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SsIuXd89W1I/AAAAAAAABnA/nnu4Jc_rlrk/s320/convers.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5386919085000710994" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอลัมน์ จิตตปัญญา &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;ฉบับวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2552&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;      ระหว่างทางกลับบ้านในเย็นวันหนึ่ง  พี่ชายผมแวะเข้าตลาดและซื้อผลไม้ติดมือกลับบ้านมาสองสามถุง ด้วยเขาคิดแล้วว่าน่าจะคุ้ม เพราะตลาดกำลังจะวายคนขายจึงยอมลดราคาให้มาก ซื้อเอาไปฝากแม่ก็คงจะดีใจที่ได้ผลไม้รสอร่อยในราคาลดพิเศษ แต่ครั้นถึงมือและได้หยิบจับสัมผัสแล้ว แม่กลับกล่าวขึ้นว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        “ซื้อมาเท่าไหร่เนี่ย แบบนี้มันสุกเกินไป ทีหลังไม่ต้องซื้อมาก็ได้”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      “งั้นทีหลังผมซื้อมาเฉพาะของที่ดีและราคาถูกตามที่แม่เคยบอกนะ” เขาตอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หลังจากประโยคนี้ ผมเห็นพี่ชายนิ่งไม่ตอบคำอีก ในใจเขาตอนนั้นอาจจะรู้สึกน้อยใจก็เป็นไปได้ ในเวลาเดียวกันนั้นคงไม่ได้มีผมคนเดียวที่รู้สึก แม่เองคงมีอะไรในใจ แต่ปากก็พูดอธิบายเรื่องการเลือกผลไม้และเรื่องราคาข้าวของอยู่พักใหญ่ แม้ว่าในเวลานั้นพี่ชายจะไม่ได้เอ่ยคำอะไรออกมา จนกระทั่งแยกย้ายจากโต๊ะอาหารกลับเข้าห้องใครห้องมัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ครู่ใหญ่ต่อมา พี่สาวพาแม่เข้าห้องพี่ชาย แม่ยิ้มอายและบอกว่าขอโทษที่พูดอย่างนั้นทำให้พี่งอน แม่แค่เป็นห่วงกลัวลูกไม่มีเงินพอใช้ ไม่อยากให้สิ้นเปลืองเงินทองซื้อของ เขาตอบแม่ว่าไม่ได้งอน เพียงแต่นึกว่าแม่จะดีใจ เลยรู้สึกเสียใจและผิดคาด ส่วนที่เงียบไปเป็นเพราะกำลังดูจิตดูใจตนเองเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อมีโอกาสให้ผมได้สนทนากับพี่ตามลำพัง เราต่างเห็นพ้องตรงกันว่าสถานการณ์ทำนองนี้ไม่ได้มีเกิดขึ้นกับครอบครัวเราเท่านั้น แต่ปรากฏในมนุษย์เราทุกคน ทุกระดับ ทั้งครอบครัว กลุ่มเพื่อน ในองค์กร และแม้ระดับชาติ เป็นปรากฏการณ์แห่งการสื่อสารที่ไม่ได้เผยถึงความรู้สึกและความต้องการอันแท้จริงของตัวเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สิ่งในใจที่แม่อยากบอกคงมีเพียงแค่ความรู้สึกเป็นห่วงและความต้องการเข้าไปดูแลลูก ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในวัยทำงานมาแล้วเกือบสิบปี แต่สำหรับแม่เรายังคงเป็นลูกไม่มีเปลี่ยนแปรเป็นอื่น ส่วนเราผู้เติบโตมาในสังคมเมือง การซื้อของไปฝากเป็นเพียงหนึ่งในการแสดงออกถึงความรักและกตัญญูเท่าที่เราจะทำได้ง่ายๆ ในแต่ละวันก็เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เช่นนั้นแล้วเหตุใดทำให้คุณค่างดงามในใจนี้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นถ้อยคำคนละความหมาย ซ้ำร้ายในหลายโอกาสอาจขยายเป็นความขัดแย้งและความขุ่นเคืองระหว่างทั้งสองฝ่ายไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมคิดถึงกระบวนการหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;“การสื่อสารอย่างสันติ”&lt;/span&gt; หรือ &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;Non-Violence Communication&lt;/span&gt; เพราะแนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่าเบื้องลึกของคำสนทนาที่เราพูดโต้ตอบกันไม่ว่าจะในเรื่องใดหรือลักษณะใด ล้วนแล้วมาจากความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ และเป็นความต้องการที่เรามีอยู่ร่วมกันทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ไม่ว่าใครต่างต้องการได้รับความรัก ต้องการเป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง ต้องการความเข้าใจ ต้องการความปลอดภัย ต้องการได้พักผ่อน ฯลฯ แต่ถ้อยคำที่เราส่วนใหญ่กล่าวออกไปล้วนไม่ได้เผยให้คู่สนทนาได้รู้ถึงความต้องการเหล่านี้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ยิ่งไปกว่านั้น  ความรู้สึกที่มียังถูกปกปิดไม่ได้รับการแสดงออกผ่านคำพูดของเราเสียด้วย แต่เรากลับคาดหวังและเชื่อเหลือเกินว่าเขาน่าจะเข้าใจว่าเรารู้สึกอย่างไร ในทางตรงข้ามเราเองยังไม่สามารถเข้าใจคนอื่นได้เลย หลายครั้งเราโทษว่าอีกฝ่ายไม่บอกให้ชัดเจนเสียด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ความสัมพันธ์ระหว่างเราในหลายระดับจึงมักเป็นผิวน้ำในบ่อที่สั่นกระเพื่อมเพราะแรงกระทบจากการหย่อนก้อนหินวาจาที่ไม่ได้สื่อสารออกมาให้ตรงกับใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การสื่อสารอย่างสันตินั้นเป็นการปฏิบัติฝึกฝนให้ได้กลับไปแหล่งที่มาของเรา ชี้ชวนให้เราบอกกล่าวเรื่องตรงหน้าอย่างไม่ตีความตามความเชื่อเราเอง พร้อมทั้งได้เผยและไต่ถามความรู้สึก บอกถึงความต้องการแท้จริงในใจที่เราอยากจะได้จากกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แน่นอนว่าการเอ่ยสิ่งเหล่านี้ออกจากปากไม่ใช่เรื่องคุ้นเคยเป็นนิสัย เราจะเปิดปากพูดในแบบที่เราเป็นตลอดมานั้นง่ายดายนัก การหมั่นฝึกฝนพัฒนาทักษะนี้ให้ตนเองจึงเป็นความพยายามของเราที่จะตระหนักรู้อยู่กับปัจจุบันตรงหน้า เท่าทันใจก่อนได้เอ่ยวาจาออกไปให้มีสันติอยู่ในถ้อยคำของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;แนวคิดจิตตปัญญาดังการสื่อสารอย่างสันตินี้จึงไม่ใช่เรื่องผิวเผินเพียงรูปแบบใหม่ในการสื่อสาร แต่คือการบ่มเพาะทักษะอันนำพาให้เราเกิดสติ ได้เผยความรู้สึก ได้บอกความต้องการจริงจากใจ และรักษาความนิ่งใสของผิวน้ำในความสัมพันธ์ระหว่างเรา ระหว่างความเป็นมนุษย์อันมีเนื้อแท้เดียวกัน&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/35378031-2724723156528672133?l=knoom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://knoom.blogspot.com/feeds/2724723156528672133/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2009/09/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/2724723156528672133'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/35378031/posts/default/2724723156528672133'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://knoom.blogspot.com/2009/09/blog-post.html' title='วาจาใจ'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SsIuXd89W1I/AAAAAAAABnA/nnu4Jc_rlrk/s72-c/convers.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-35378031.post-2387368746593214539</id><published>2009-08-02T11:08:00.000+07:00</published><updated>2009-08-02T11:09:55.960+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='leadership'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญาศึกษา'/><title type='text'>วิถีผู้นำ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SnGMIHN-KhI/AAAAAAAABkY/QMopGGvAp54/s1600-h/kauzlarich_1.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 205px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SnGMIHN-KhI/AAAAAAAABkY/QMopGGvAp54/s320/kauzlarich_1.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5364222702179461650" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ โพสต์ทูเดย์ &lt;br /&gt;ฉบับวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๒&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      “แน่ใจเหรอว่าเราจะพูดกันเรื่อง Leadership ... ในเมื่อ 30 กว่าคนที่นี่ มีคนที่เป็น ผอ. อยู่แค่ 2 คน เท่านั้นนะ” เสียงของผู้เข้าร่วมแทรกขึ้นมาระหว่างที่เราจะเข้าสู่การเรียนรู้เรื่องความเป็นผู้นำในการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;Contemplative Leadership&lt;/span&gt; หรือ &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ความเป็นผู้นำแนวจิตตปัญญาศึกษา&lt;/span&gt; ของแก้วกัลยาสิกขาลัย สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      คนนอกวงสนทนานี้อาจมองว่านี่เป็นประโยคขัดจังหวะการเรียน ทำให้ไม่ลื่นไหล ไม่แน่ว่าคงมีคนอึดอัดแทนกระบวนกรผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ว่าเขาจะรับมือกับคำถามท้าทายของผู้เข้าร่วมได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่ตรงกันข้าม หลังจากคำถามนี้เปิดขึ้นมา  การเรียนรู้ว่าด้วยความเป็นผู้นำก็เคลื่อนไปอย่างแจ่มชัดและมั่นคง เพราะได้รับความสนใจและความตั้งใจจากสมาชิกทุกคนในวง อีกทั้งยังจุดประกายให้ได้เข้าสู่แก่นสำคัญของเนื้อหาเสียด้วย ทำให้เรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นผู้นำเป็นสิ่งที่จับต้องสัมผัสได้ ไม่เป็นแนวคิดเลื่อนลอย และทุกคนรู้สึกว่าเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ภายหลังการอบรมนี้ พวกเราทีมกระบวนกรได้สะท้อนการเรียนรู้หลังการทำงานร่วมกัน เราเรียกกิจกรรมนี้ว่า  AAR (After Action Review) ประเด็นที่เราประทับใจและแลกเปลี่ยนกันอย่างมากก็คือเรื่องความเป็นผู้นำนี้เอง นั่นเป็นเพราะเราเคยผ่านประสบการณ์ลองผิดลองถูกด้วยกันมาแล้วในทีมเมื่อ 3 ปีก่อนเป็นต้นมา นับแต่เรายังทำงานวิจัยจิตตปัญญาศึกษากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในแรกเริ่มเรามาพบและตกลงว่าจะทำงานวิจัยกัน  เพราะต่างคนก็สนใจการเรียนรู้เพื่อพัฒนาจิตใจและเรื่องนี้ก็ได้รับความสนใจ  และการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ท่านได้ตั้งชื่อการเรียนรู้นี้ว่า&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;จิตตปัญญาศึกษา&lt;/span&gt; สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับมัน ณ ขณะนั้นจัดว่ามีน้อยมาก เหตุที่เราต้องทำวิจัยเชิงสำรวจความรู้เพราะเราเชื่อว่าถ้าเราเข้าใจมากขึ้น เราก็จะทำงานและจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นจิตตปัญญาศึกษาโดยแท้ได้ ไม่หลงทางหรือผิดเพี้ยนไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ทว่าด้วยความที่ยังใหม่กันมากนี่เอง เราเกือบทุกคนก็ลังเล ไม่กล้าออกรับเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบโครงการวิจัย ด้วยว่าเป็นงานรับทุนดำเนินการจาก สสส. และเงินทุนจำนวนมิใช่น้อย ขณะเดียวกันรูปแบบความสัมพันธ์ของเราก็มีความเป็นเพื่อนเป็นพี่น้องมากกว่าจะเป็นคณะทำงานที่มีตัวหัวหน้าผู้นำอย่างชัดเจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในช่วงก่อนเริ่มงานวิจัยอย่างเป็นทางการ  เราจึงหาแนวคิดวิธีการการท
